นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สำนักงานประกันสังคมดูแลลูกจ้าง ผู้ประกันตน จำนวน 8.462 ล้านคน
ประกอบไปด้วยสถานประกอบการทั้งหมด 361,743 แห่ง มีผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จำนวน 8,226,954 ราย โดยมีสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 1-9 คน จำนวน 254,780 แห่ง และสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป จำนวน 106,963 แห่ง โดยในรอบปีที่ผ่านมา สปส.ได้ดำเนินการปรับปรุง สิทธิประโยชน์หลายประการ อาทิ การบริการทางการแพทย์ ให้สมาชิกได้รับสิทธิในการเข้ารับการผ่า เปลี่ยนกระจกตา รายละ 20,000 บาท และค่าน้ำยาแช่กระจกตา 5,000 บาท การเพิ่มอัตรา ค่าบริการทางการแพทย์กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน-อุบัติเหตุ กรณีเข้ารักษาโรงพยาบาลของรัฐ โดยสำนักงานประกันสังคมรับผิดชอบค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริง การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV และเป็นโรคเอดส์ โดยจ่ายค่ายาต้านไวรัสเอดส์ไม่เกินรายละ 5,000 บาท ต่อเดือน และค่าตรวจ CD 4 ปีละ ไม่เกิน 1,000 ต่อราย รวมทั้งขยายสิทธิประโยชน์กรณี โรคเดียวกันที่ต้องใช้ระยะเวลารักษาตัว ในสถานพยาบาลประเภทผู้ป่วยใน เกิน 180 วัน ใน 1 ปี โดยจะเริ่มใช้ภายในสิ้นปี 48 นี้
นอกจากนั้น ยังมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์อีก 3 กรณีได้แก่ คลอดบุตร โดยเพิ่มสิทธิให้สมาชิกกรณีคลอดบุตรจากเดิมเหมาจ่าย 6,000 บาทต่อครั้ง เป็นการให้ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสของผู้ประกันตนเข้ารับบริการตามบัตรรับรองสิทธิโดยไม่ต้องเสียค่าใช่จ่าย ยกเว้นเข้าบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลอื่นให้เหมาจ่ายค่าบริการทางการแพทย์กรณีคลอดบุตรให้อัตรา 6,000 บาท แก่ผู้ประกันตน กรณีทันตกรรม ผู้ประกันตนสามารถรับบริการถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน ตลอดจนใส่ฟันปลอมฐานพลาสติกได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่จำกัดจำนวนครั้ง ซึ่งสามารถดำเนินการได้ประมาณเดือนมกราคม 2549 กรณีสงเคราะห์บุตร เพิ่มสงเคราะห์บุตรรายเดือน จากเดือนละ 200 บาท เป็น 350 บาท ซึ่งจะเริ่มในต้นปีหน้าเช่นกัน
นอกจากการเพิ่มสิทธิประโยชน์ดังกล่าวแล้ว สปส.ยังได้กำหนดยุทธศาสตร์และพัฒนาระบบการให้บริการทั้งด้านการรับชำระเงินสมทบผ่านธนาคาร (e-payment) พัฒนาตรวจติดตามสถานประกอบการให้จ่ายเงินสมทบครบถ้วน โดยใช้ระบบ GIS รวมทั้งให้มีการพัฒนาระบบ IT จัดให้มีบริการ Mini office,Fair/Fast/Fun Service โดยเน้นให้บริการ "ที่เดียว ทันใด ทั่วไทย ทุกเวลา" เพื่อให้นายจ้างและผู้ประกันตนได้รับความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีการเริ่มวางระบบการคุ้มครองให้แก่แรงงานนอกระบบ เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เป็นต้น
นายไพโรจน์ กล่าวต่อไปว่า จากผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา เราค่อนข้างพอใจ ที่เพราะนอกจากยอดผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้นแล้ว สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เพื่มขึ้นและกำลังจะมีในปีหน้าล้วนแต่สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ประกันตนซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ สปส.
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ไทยโพส