การทดสอบเพื่อการจ้างงาน

การทดสอบเพื่อการจ้างงาน | การบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



    การทดสอบเพื่อการจ้างงาน(Employment Testing) เป็นความพยายามที่จะให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ความสามารถ ทักษะของผู้สมัคร ตลอดจนถึงทัศนคติและบุคลิกภาพ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพยากรณ์ความสำเร็จในการทำงานของผู้สมัครในอนาคตถ้าได้รับการจ้างงาน
 
จุดมุ่งหมายของการทดสอบเพื่อการจ้างงานมีดังนี้
 
1)  เพื่อเป็นการพยากรณ์ (Prediction) ความสามารถ ความสำเร็จ และคุณลักษณะต่างๆ ของผู้สมัครซึ่งจะช่วยให้องค์การสามารถตัดสินใจว่า ผู้สมัครเหล่านั้นจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลเพียงใดผลการทำนายจะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ใช้ ว่ามีความเชื่อมั่น และความเที่ยงตรงเพียงใด
 
2)   เพื่อการคัดเลือก(Selection) และบรรจุบุคคลเข้าทำงาน ตลอดจนเพื่อพิจารณาว่าควรจะจ้างบุคคลใดเข้าทำงานในตำแหน่งใด โดยอาศัยแบบทดสอบเพื่อการตัดสินใจประกอบการคัดเลือกด้วยวิธีอื่นด้วย
 
3)   เพื่อการแยกประเภท(Classification) บุคคลตามความสามารถและความถนัด เช่น ผู้สมัครมีความสามารถในการใช้สายตา การใช้มือ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้เพื่อจะได้ทำงานตามความถนัดและความสามารถ
 
ประเภทของการทดสอบ
 
การทดสอบที่ใช้ในการจ้างงานแบ่งได้เป็น 7 ประเภท ดังนี้
 
การทดสอบที่ใช้วัดพฤติกรรม (Type of behavior measured)
 
แบบทดสอบที่ใช้วัดพฤติกรรมเป็นแบบทดสอบที่ใช้กันมากที่สุด แบบทดสอบวัดพฤติกรรมที่มีใช้กันทั่วไป เช่น
 
    1.1     แบบทดสอบเชาวน์หรือสติปัญญา (Intelligence tests)
 
    1.2     แบบทดสอบบุคลิกภาพ(Personlity tests)
 
    1.3     แบบทดสอบความสนใจ(Interest tests)
 
    1.4     แบบทดสอบการใช้สายตา(Vision tests)
 
    1.5     แบบทดสอบดนตรี(Music tests)
 
    1.6     แบบทดสอบศิลปะ(Art tests)
 
    1.7     แบบทดสอบทางเครื่องยนต์กลไก(Mechanical tests) และอื่นๆ
 
    แบบทดสอบข้างต้นแต่ละชนิดจะชี้ให้เห็นพฤติกรรมเฉพาะด้านของบุคคล
 
การทดสอบชนิดให้เขียนตอบด้วยกระดาษเละดินสอ หรือให้ลงมือปฏิบัติ (Paper and pencil tests versus performance test)
 
ที่ใช้กันส่วนใหญ่จะเป็นการทดสอบชนิดให้เขียนตอบ(Paper and pencil tests) ผู้ถูกทดสอบจะได้รับแบบทดสอบซึ่งพิมพ์คำถามไว้เรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้นผู้ถูกทดสอบจะต้องอ่านและตอบคำถามโดยการเขียนลงไปในกระดาษคำตอบที่แจกให้ไป แต่มีการทดสอบอีกแบบหนึ่งที่ผู้ตอบไม่ต้องเขียนคำตอบหากต้องลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ หรืองานตามที่กำหนด เช่น การตอกเข็มหมุดด้วยหิน การประกอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์กลไก การขับรถยนต์ เป็นต้น การทดสอบชนิดหลังนี้เรียกว่าการทดสอบลงมือปฏิบัติ (Performance test)
 
ทดสอบความเร็วหรือพลังความสามารถ (Speed test versus power test)
 
การทดสอบความเร็ว(Speed test) เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นโดยข้อสอบแต่ละข้อมีความมีความง่ายผู้ถูกทดสอบต้องพยายามทำข้อสอบแต่ละข้อให้เสร็จในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นการทดสอบความไว ความรวดเร็วของผู้ตอบ ในทางตรงกันข้าม การทดสอบวัดพลังความสามารถ (Power tests) จะประกอบไปด้วยข้อสอบที่มีความยาก ให้เวลาในการทำงาน โดยไม่คำนึกถึงว่าจะใช้เวลานานเท่าไร คะแนนที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะตอบคำถามได้อย่างละเอียดถูกต้อง เป็นการวัดการแสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์ได้ด้วย
 
การทดสอบเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม(Individual test versus group test)
 
การทกสอบรายบุคคล(Individual test) เป็นการทดสอบที่กำหนดให้ทำเป็นรายบุคคลหมายความว่า ไม่ให้มีผู้ถูกทดสอบพร้อมกัน2 คน หรือมากกว่าต่อผู้ทำการทดสอบ 1 คน เนื่องจากวิธีนี้ต้องการสังเกตวิธีการปฏิบัติงานของผู้เข้ารับการทดสอบ ส่วนการทดสอบแบบกลุ่ม (Group tests) เป็นการดำเนินการสอบคนจำนวนมากโดยให้ทำข้อสอบพร้อมกันในเวลาเดียวกัน เช่น การทดสอบบุคลิกโดยการตอบแบบสำรวจเป็นการทดสอบที่นิยมใช้ในวงการอุตสาหกรรม เพราะสามารถทดสอบได้เป็นกลุ่มและเป็นการประหยัดกว่าการทดสอบเป็นรายบุคคล
 
การทดสอบที่ใช้ภาษาหรือไม่ใช้ภาษา(Language tests versus nonlanguage test)
 
   ทดสอบที่ใช้ภาษา(Language test) เป็นการทดสอบที่ถูกทดสอบต้องแสดงความสามารถทางภาษา สื่อสารให้ผู้สอบเข้าใจโดยการใช้ภาษา มีการอธิบายยกตัวอย่างประกอบ การให้คะแนนจะดูจากความถูกต้อง สละสลวยของการใช้ภาษาของผู้ถูกทดสอบ ในบ้างกรณีมีความจำเป็นต้องการหลีกเลี่ยงจากข้อผิดพลาดทางการใช้ภาษาของผู้ถูกทดสอบ เช่น การทดสอบความสามารถทางเครื่องยนต์กลไกของบุคคลที่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้คล่อง การใช้แบบทดสอบที่ใช้ภาษา (Nonlanguage test) ขึ้น เพราะไม่ต้องใช้ผู้ทดสอบใช้ทักษะทางภาษา จัดเป็นแบบทดสอบที่อิสระจากการใช้ภาษาเขียน (Language-free test)
 
การทดสอบที่ใช้แบบทดสอบมาตรฐาน หรือแบบทดสอบที่ผู้ทดสอบสร้างขึ้นเอง (Standardized tests versus tester made tests)
 
แบบทดสอบที่พัฒนาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสอบ ซึ่งเรียกว่าแบบทดสอบมาตรฐาน(Standardized tests) จะมีความเทียงตรงและเชื่อมั่น มีคำอธิบายหรือคำชี้แจงประกอบการบริหารการทดสอบอย่างชัดเจน และจะให้คะแนนตามคำอธิบาย นับเป็นแบบฟอร์มที่เป็นมาตรฐานความเชื่อมั่นมาแล้ว ส่วนแบบทดสอบที่ผู้ทดสอบสร้างขึ้นมาเอง (Tester made tests) เป็นแบบทดสอบที่มีประสบการณ์และมีความรู้ความสามารถในหน่วยงานเป็นผู้พัฒนาขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้แบบดสอบขององค์การ อาจจัดขึ้นเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น
 
การทดสอบที่ใช้แบบทดสอบที่มีลักษณะเป็นปรนัยหรืออัตนัย (Objective tests subjective tests)
 
แบบทดสอบที่มีลักษณะเป็นปรนัย (Objective tests) เป็นข้อสอบที่มีความหมายชัดเจนในการแปลความหมายของคะแนน ส่วนแบบทดสอบที่มีลักษณะเป็นอัตนัย (Objective tests) นั้น การพิจารณาให้คะแนนของผู้ถูกทดสอบที่พึงจะได้ขึ้นอยู่กับผู้ตรวจ การตีความหมายยังมีข้อขัดแย้งได้
 
หลักเกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
 
การใช้แบบทดสอบในการคัดเลือกบุคลกรเข้าทำงาน ควรคำนึงถึงคุณภาพของแบบทดสอบจะต้องให้ตรงกับจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลตรงตามที่ต้องการ แบบทดสอบที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้
 
1. ความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ(Validity )  หมายถึง แบบทดสอบสามารถวัดสิ่งที่ต้องการวัดอย่างถูกต้องตรงตามความมุ่งหมาย เช่น แบบทดสอบงานช่างก็ควรเป็นการวัดความรู้ทางช่าง เป็นต้น ความเที่ยงตรงแบ่งได้เป็น 4 ด้าน ได้แก่
 
    (1.)  ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content validity) หมายถึง คุณภาพของแบบทดสอบวัดได้ตรงตามเนื้อเรื่องที่ต้องการวัด และครอบคลุมรายละเอียดทั้งหมด
 
    (2.)  ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (Construct validity) หมายถึง แบบทดสอบที่สามารถวัดได้ตรงตามทฤษฎีที่ต้องการวัดซึ่งมีการกำหนดกรอบโครงสร้างตามทฤษฎี
 
    (3.)  ความเที่ยงตรงตามสภาพจริง (Concurrent validity) หมายถึง แบบทดสอบสามารถวัดได้ตรงตามสภาพความจริงของสิ่งที่วัด
 
    (4.)  ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ (Predictive validity) หมายถึง แบบทดสอบนั้นสามารถนำผลที่วัดได้ในปัจจุบันไปทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
 
2. ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ (Rrliability)  หมายถึง  แบบทดสอบที่เชื่อถือได้ผลการสอบไม่ว่าจะทดสอบอีกครั้งก็ตามจะได้ผลคงที่เสมอ
 
3. ความเป็นปรนัยของแบบทดสอบ (Objectivity) หมายถึง แบบทดสอบที่สามารถวัดได้ตรงตามสภาพที่เป็นจริง คำถามที่ใช้มีความชัดเจนรัดกุม การตรวจให้คะแนนและแปลความหมายคะแนนเป็นพฤติกรรมเป็นไปในทางเดียวกัน โดยไม่คำนึงถึงว่าใครจะเป็นผู้วัด
 
4. อำนาจจำแนก (Discrimination) หมายถึง ความสามารถที่จะชี้ให้เห็นลักษณะความแตกต่างหรือความเหมือนกันของสิ่งที่วัดมาได้ และเป็นไปตามสภาพความเป็นจริง แยกเป็นกลุ่มคนเก่งและคนอ่อนได้เป็นต้น
 
5. ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง สามารถนำไปใช้ได้สะดวก ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย สะดวกในการให้คะแนน
 
    โดยสรุปจะเห็นว่าการทดสอบเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดเลือก ดังนี้ ต้องเลือกแบบทดสอบที่ดีคุณภาพสูง สามารถวัดได้ในสิ่งที่ต้องการวัด มีอำนาจจำแนกและสามารถใช้ผงการทดสอบประกอบการตัดสินจ้างงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
 
 




จำนวนผู้ชม 14236 ครั้ง




ข้อมูลบทเรียนออนไลน์ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์