รูปแบบของการเปลี่ยนแปลงอาชีพภายในองค์การ (Internal Patterns of Career Change)

รูปแบบของการเปลี่ยนแปลงอาชีพภายในองค์การ (Internal Patterns of Career Change) | การบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



เมื่อเริ่มงานที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง มิได้หมายความว่าพนักงานทุกคนต้องอยู่ในตำแหน่งนั้นตลอดไป  พนักงานที่ถูกบรรจุในตำแหน่งใดแล้วแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชามีความเชื่อมั่นในตัวพนักงานว่าสามารถรับผิดชอบภาระหน้าที่ของตำแหน่งงานนั้นได้ดี เมื่อพิสูจน์ความสามารถเป็นที่ประจักษ์แล้วก็จะถูกเลื่อนให้รับผิดชอบในระดับที่สูงขึ้นเป็นลำดับไปในเวลาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามในชีวิตการทำงานมิใช่มีเฉพาะการเลื่อนระดับที่สูงขึ้นเท่านั้น ในความหมายของการบริหารจัดการงานอาชีพมีการจำแนกประเภทของการเปลี่ยนแปลงในงานอาชีพดังต่อไปนี้
 
    1. การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง (Promotions)   

        การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เป็นสมมุติฐานของบริษัทที่ได้รับขยายขอบข่ายอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในตำแหน่งที่สูงขึ้นให้พนักงานที่เห็นว่ามีความไว้วางใจที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        นอกจากนี้ การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ยังเป็นการยกระดับรายได้ค่าจ้างให้สูงขึ้นมีผลตอบแทนที่ดีขึ้น และยังได้รับอภิสิทธิ์บางอย่างที่บริษัทได้จัดสรรให้เป็นสิ่งตอบแทนควบคู่กับหน้าที่และความรับผิดชอบ
 
        ในแง่จิตวิทยา การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิตการงาน และครอบครัว สร้างความจงรักภักดีต่อบริษัท รวมทั้งเป็นการสร้างความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของพนักงานที่ทุกคนใฝ่ฝัน การที่บริษัทมอบหมายให้ทำงานในระดับที่สูงขึ้น นั่นหมายความว่า ได้รับมอบอำนาจการตัดสินใจให้ไปด้วย ดังนั้นบริษัทต้องมีระบบตรวจสอบและควบคุมอำนาจตัดสินใจนั้นควรมีขอบเขตแค่ไหนเพียงใด
 
        การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ถ้าพิจารณาอีกมุมหนึ่งคือผลพวงของการบริหารงาน (มีประสิทธิภาพหรือไม่) การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งมีประสิทธิภาพหรือไม่? ให้พิจารณาจาก หลักการ วิธีการ รวมทั้งใช้ปัจจัยอะไรในการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง อธิบายคำตอบอย่างเป็นรูปธรรม คือให้ดูผลจากการพิจารณาเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งพนักงานคนนั้น ผลที่ตามมาเป็นที่ยอมรับของเพื่อนพนักงานและผู้ใต้บังคับบัญชาหรือไม่
 
        โดยทั่วไปแล้ว การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งจะพิจารณาจากบุคคลภายในองค์กรก่อนเป็นอันดับแรก  แต่ก็ไม่ควรปิดกั้นโอกาสที่จะพิจารณาจากบุคคลภายนอกองค์กร โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการความรู้ใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเอาบุคคลภายนอกเข้ามารับตำแหน่งงานที่สูงกว่าอาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของพนักงานและเป็นการปิดกั้นสายความก้าวหน้าที่ที่บริษัทออกแบบไว้ ผลของการขาดขวัญกำลังใจ เท่ากับว่าบริษัทได้ทำให้พนักงานกลายเป็นคนไม่อยากพัฒนา เฉยชา (Deadwood) สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลข้างเคียงอาจทำให้คนมีความรู้ความสามารถอยู่บ้างจะหาทางออกด้วยวิธีการไหนออกจากองค์กรไม่วันใดก็วันหนึ่ง เมื่อมองขยายภาพกว้างออกไปอีกเท่ากับบริษัทล้มเหลวในการพัฒนากำลังคน
 

    2. การปรับลดขั้นลดตำแหน่ง (Demotions)

      ในบางกรณีในบางสถานการณ์ของการบริหารงาน บริษัทมีความจำเป็นต้องปรับลดขั้นลดตำแหน่งได้เช่นกัน การปรับลดขั้นลดตำแหน่งในที่นี้ หมายถึง การปรับลดเนื่องจากสาเหตุความด้อยประสิทธิภาพในการทำงาน มิใช่เป็นผลสืบเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อลดต้นทุนดังที่หลายบริษัทกระทำกันอย่างกว้างขวางในยุด ไอ เอ็ม เอฟ (IMF)
 
        สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กับการปรับลดขั้นลดตำแหน่ง คือการปรับลดเงินเดือนและค่าตอบแทน เท่ากับเป็นการลดสถานะของพนักงานในสังคมอีกด้วย กล่าวคือ อาจจะต้องสูญเสียสิทธิพิเศษบางประการ และเป็นการลดโอกาสของความก้าวหน้าในอาชีพเช่นกัน ผลที่จะเกิดตามมาคือ ความเฉื่อยชาและไม่กระตือรือร้น ทำงานไม่มีประสิทธิภาพและผลกระทบที่สำคัญอีกประการหนึ่งจะทำให้สูญเสียจิตใจของการทำงานเป็นทีมทันที พนักงานคนใดถูกปรับลดขั้นตำแหน่งแล้ว จะไม่กล้าสู้หน้าเพื่อนพนักงานด้วยกัน และอาจแสดงอาการต่อต้านผู้บังคับบัญชาและบริษัท ในทางปฏิบัติโดยทั่วไป บริษัทพยายามหลีกเลี่ยงวิธีดังกล่าว โดยจะหันไปใช้วิธีการโอนย้ายไปทำงานอื่นในระดับเดียวกัน การโอนย้ายในกรณีนี้มิใช่นัยความหมายเพื่อเป็นการพัฒนาแค่เบื้องหลังเป็นการลงโทษ ปฏิบัติการเช่นนี้จะต้องกระทำอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะเอกสารต้องเก็บเป็นความลับและห้ามแพร่งพรายข้อมูลให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรับรู้ (Strictly Confidential)
 
      กรณีใดบ้างที่ควรจะใช้วิธีการปรับลดขั้น ลดตำแหน่ง เท่าที่หลายบริษัทกระทำกัน พอจะสรุปสาเหตุได้ดังนี้คือ
 
            1. ต้องการลดกำลังคน (กลายเป็นกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการให้พนักงานลาออกจากบริษัทโดยไม่ผิดกฎหมาย
                เพราะการปรับลดขั้น ลดตำแหน่งเป็นอำนาจของบริษัทและนายจ้าง โดยไม่ลดเงินเดือนและสวัสดิการ ไม่ถือ
                ว่าเป็นการผิดกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ในประเด็นเปลี่ยนสภาพการจ้าง แต่อาจจะผิดกฎหมายในประเด็น
                อื่นๆ! โปรดระวัง)
 
            2. พนักงานไม่มีความสามารถที่จะรับผิดชอบงานในระดับที่สูงขึ้น
 
            3. เนื่องจากปัญหาสุขภาพ
 
            4. พนักงานมีความสนใจในหน้าที่อื่น เช่นย้ายจากงานผลิตไปเป็นพนักงานพนักงานขาย กรณีสุดท้ายนี้เกิดขึ้น
                น้อยมาก (ในสายตาพนักงานด้วยกันถือว่าเป็นการทำงานในระดับที่ต่ำกว่า แต่ในสายตานายจ้างแล้วถือว่า
                งานขายมีความสำคัญมากเพราะเป็นศิลปะเฉพาะตัวไม่มีหลักสูตรวิชาการขายที่เรียนรู้เป็นแบบฉบับเดียวกัน
                ได้และใช้ได้ดีทุกสถานการณ์

     3. การโอนย้าย (Transfers)

      การโอนย้ายพิจารณาได้เป็น 2 นัยความหมายคือ การโอนและการย้าย ในราชการใช้การโอนในความหมายของการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ไปทำงานยัง กระทรวงทบวงกรมอื่น ส่วนการย้าย  เป็นที่เข้าใจว่าได้มีการย้ายหน้าที่ความรับผิดชอบ ซึ่งอาจเป็นภายในบริษัทเดียวกันแต่คนละฝ่ายงาน หรือ ต่างบริษัทแต่เป็นบริษัทในเครือเดียวกันก็ได้ การโอนย้ายมักจะถูกต่อต้านจากผู้ที่ถูกโอนย้าย ทั้งนี้เพราะพนักงานจะมีความรู้สึกสูญเสีย โดยเฉพาะการเหินห่างจากเพื่อนร่วมงาน บรรยากาศการทำงานที่คุ้นเคย ฉะนั้นบริษัทจะโอนย้ายใคร ควรมีนโยบายที่ชัดเจนและพยายามสร้างวัฒนธรรมของการโอนย้ายมิใช่เป็นการลงโทษแต่เป็นการพัฒนาพนักงาน และเป็นเพียงการย้ายที่ทำงาน ถือว่าเป็นคุณมากว่าเป็นการลงโทษ
 
  1. การย้ายที่ทำงาน (Relocations)
      การย้ายที่ทำงาน มีความหมายกว้างกว่า คือการย้ายไปทำงานอีกสถานที่หนึ่งหรืออีกบริษัทหนึ่ง บ่อยครั้งการย้ายที่ทำงานเป็นการเพิ่มรายได้ เป็นการ ยกระดับสถานภาพหน้าที่การงาน ซึ่งหมายถึงการพัฒนาหน้าที่การงานและเป็นการพัฒนาสายความก้าวหน้าของตนเอง
 
        การย้ายที่ทำงานแม้จะเป็นการยกระดับความก้าวหน้าของตนเอง แต่ก็มีสิ่งสูญเสียไปเช่นกัน เช่นความเหินห่างจากเพื่อนร่วมงานในกรณีที่พนักงานมีครอบครัว บางครั้งอาจส่งผลกระทบต่องานของสามีหรือภรรยา และบางครั้งต้องหาโรงเรียนให้ลูกใหม่ อย่างไรก็ตามการย้ายที่ทำงานควรมีการคำนวณประโยชน์ได้เสียทั้งทางตรงทางอ้อมอย่างรอบคอบ ผลตอบแทนในรูปของตัวเงินอย่างเดียวอาจไม่คุ้มค่ากับการย้ายที่ทำงาน
 
    5. การถูกให้ออกจากงาน (Layoffs)
 
      การให้ถูกออกจากงาน หลายบริษัทกระทำทั้งในลักษณะเปิดเผย และไม่เปิดเผย สาเหตุของการเอาคนออกจากงานแบบเปิดเผยมักมีสาเหตุมาจากการขาดทุน หรือเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำ หรือเนื่องจากการทำผิดวินัยหรือผิดกฎหมาย ส่วนในทางไม่เปิดเผย เช่น การใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม กลั่นแกล้ง เพื่อให้พนักงานทนสภาพที่กดดันไม่ได้เลยลาออกเอง ดูภายนอกเสมือนว่าลาออกเองแบบสมัครใจ แต่สาเหตุที่แท้จริงแล้วมิใช่เป็นการลาออกโดยสมัครใจ (Resignations)  ผลของการถูกให้ออกจากงาน พนักงานจะเกิดความไม่พอใจ แน่นอน บริษัทต้องการเอาคนที่ไม่ความสามารถหรือคนที่ไม่มีผลงานออกจากบริษัท แต่ควรมีระบบและขั้นตอนที่เปิดเผยและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย อย่างไรก็ตามการให้ออกจากงานย่อมกระทบต่อขวัญกำลังใจพนักงานทุกคน ดังนั้นยุทธวิธีที่ดีบริษัทต้องกระทำการอย่างรวดเร็ว ก่อนดำเนินการต้องปกปิดเป็นความลับ จนกว่าจะมีการจัดวางแผนปฏิบัติเรียบร้อยก่อนจึงดำเนินการ
 
        การเอาคนออกจากงาน บริษัทจะต้องดำเนินการทันทีและเฉียบพลันไม่ควรปล่อยเป็นกระแสข่าวออกมาก่อน เพราะจะทำให้พนักงานที่ถูกคัดเลือกให้อยู่เสียขวัญและกำลังใจ จะทำให้ระดับของการไว้วางใจกัน ความจงรักภักดี การทำงานเป็นทีม และผลิตภาพ (Productivity)  ลดลง แม้จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายโดยตรงแต่ค่าใช้จ่ายทางอ้อมอาจเพิ่มขึ้นก็ไปได้ได้อีกเช่นกัน
 
        นโยบายการเอาคนออกจากงานเป็นวิธีการลดค่าใช้จ่ายด้านกำลังคนที่เห็นผลทันที ในขณะเดียวกันผลทางอ้อมที่จะต้องเกิดตามมาอาจจะส่งผลเสียหายเป็นมูลค่ามากกว่าผลที่จะได้รับทางตรง กล่าวคือพนักงานที่มีความสามารถจะทยอยลาออก เพราะเกิดความรู้สึกขาดความมั่นคงในอาชีพ จะมีอาการโกรธบริษัท เกิดความกดดันทั้งต่อตนเองและครอบครัว
 
        กรณีตัวอย่างบริษัท บริษัท ข้อมูลข่าวสาร จำกัด  ประสบปัญหาทางการเงิน บริษัทเลือกใช้วิธีลดกำลังคนด้วยการเอาคนออก เบื้องต้นให้สมัครใจ ลาออโดยสัญญาว่าจะให้เงินชดเชยตามกฎหมาย และมีเป้าหมาย (ซ่อนเร้น)  ให้เหลือกำลังคนน้อยที่สุด แต่ปรากฎว่า ผลกระทบที่ตามมาพนักงานที่ถูกคัดเลือกให้อยู่ เกิดความไม่พอใจ ไม่ทำงานและแสวงหางานใหม่ไปพร้อมๆกัน แทนที่จะระดมความคิดเพื่อหาทางให้บริษัทอยู่รอด ข้อเท็จจริงก็คือคนที่ต้องการให้อยู่จะเป็นคนที่มีศักยภาพและปรากฏว่าได้งานก่อนผู้อื่น ที่สุดบริษัทจะต้องสูญเสียคนดีความสามารถ
 
        จากกรณีตัวอย่าง เป็นบทเรียนให้บริษัทต้องมีความชัดเจนในเป้าหมายว่าจะดำเนินธุรกิจต่อไป หรือจะเลิกกิจการต้อให้ชัดเจนแน่นอนก่อน มิใช่ปล่อยให้เป็นไปตามเวลาเพราะจะทำให้เกิดปัญหาสะสมพอกพูนเป็นทวีเท่าและยากที่จะแก้ไข
 
        บริษัทที่มีความจำเป็นต้องเอาคนออก เป็นการสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารงานทุกด้าน กล่าวคือไม่มีการวางแผนงาน แผนคนและแผนการเงินที่สำคัญที่สุดคือขาดการวิเคราะห์มองการณ์อนาคต
 
ค่าใช้จ่ายโดยตรง
ค่าใช้จ่ายโดยอ้อม
  1. เงินชดเชยตามกฎหมาย
  2. เงินเพิ่มพิเศษเมื่อสมัครออกจากงาน
  3. บำเหน็จหรือเงินกองทุน
  4. ค่าใช้จ่ายในการจัดการ (ถ้ามี) เช่นที่ต้องมีการฟ้องร้องตามกฎหมาย
  1. ค่าใช้จ่ายในการประกาศรับสมัครงานและจ้างพนักงานใหม่
  2. ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ปฐมนิเทศ
  3. ค่าใช้จ่ายในการสร้างขวัญกำลังใจ
  4. ความสามารถในการผลิตลดลง ต้องจ่ายเงินมากในการรักษาระดับการผลิตให้มีประสิทธิภาพ เพราะจะมีคนใหม่มาเรียนรู้งาอยู่เรื่อยๆ งานขาดความต่อเนื่องและคนเก่าก็ไม่อยากสอนงาน
  5. ความปลอดภัยลดลง กรณีนี้บริษัทต้องระมัดระวังในการป้องกันและรักษาความปลอดภัยตลอดจนความลับบริษัท
 
 
 
        ในกรณีที่บริษัทคาดการณ์ได้แม่ยำ และรู้ว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำเป็นภาวะชั่วคราว การเอาคนออกจากงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายนั้น ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง ควรใช้วิธีลดค่าใช่จ่ายด้านกำลังคนในเชิงคุณภาพมาก่อนเชิงปริมาณ ดังต่อไปนี้
 
            1. ทำงานให้มากขึ้นเป็นสองเท่าทั้งในด้านเวลาและความพยายาม
 
            2. ลดค่าล่วงเวลา
 
            3. หมุนเวียนกันมาทำงาน เช่นเคยทำงาน  6 วัน ก็อาจลดลงเหลือ 5 วัน 4 วันแล้วคิดค่าจ้างค่าตอบแทนตามสัด
                ส่วน
 
            4. บริษัทอาจยินยอมให้ขาดงานหรือใช้สิทธิการลาโดยไม่รับค่าจ้างเป็นกรณีพิเศษ
 
            5. กระจายความรับผิดชอบ (Accountability)  ต้องไม่ให้อยู่กับคนใดคนหนึ่ง เพื่อสอดคล้องกับวิธีหมุนเวียนกันมา
                ทำงาน หรืออาจต้องมีการโอนย้าย เป็นต้น
 
            6. ไม่มีการปรับเงินเดือนเป็นเวลา  .... (กี่ปี)
 
            7.  ลดสวัสดิการที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพลง เช่น ค่าสันทนาการ หรือกิจกรรมพนักงานอาจต้องยุติไว้ก่อน หรือ
                 สร้างกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก ฯลฯ
 
            8. การถ่ายโอนกำลังคนหรือการเกลี่ยกำลังคนระหว่างบริษัทในเครือ
 

    6. การออกจากงานเมื่อเกษียณ (Retirement)

      การลดค่าใช้จ่ายด้านกำลังคนโดยมาตรการจูงใจให้พนักงานลาออกก่อนเวลาเกษียณ (Early Retirement)  หรือก่อนที่จะใช้มาตรการเอาคนออก (Layoffs) ทำไมต้องมีมาตรการจูงใจให้คนออกจากงาน ส่วนหนึ่งมีฐานความคิดมากจากค่าของานจะมีค่าคงที่เป็นองค์ประกอบหลักของงานทุประเภท กล่าวคือการที่พนักงานคนหนึ่งเมื่อรับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเริ่มต้นของงานหนึ่ง ซึ่งลักษณะงานดังกล่าวไม่มีความยากง่ายในระดับที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะงานที่ใช้เวลาศึกษาไม่มากก็สามารถปฏิบัติได้ เช่นงานในระดับปฏิบัติการที่มีกระบวนการทำงานที่ชัดเจนหรืองานในห้องปฏิบัติการที่อาศัยการเรียนรู้จากคู่มือก็ปฏิบัติงานได้ การจ้างคนในตำแหน่งงานเหล่านี้นานย่อมเป็นการแบกภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกปี บริษัทจึงมีมาตรการจูงใจให้ลาออกก่อนเกษียณ อย่างไรก็ตามบริษัทควรคำนวณหาจุดดุลยภาพระหว่างค่าของงานและค่าจ้างที่คุ้มต้นทุน
 
        เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสำหรับเงินเดือนอย่างเดียว ถ้าหากพนักงานคนๆนั้นไม่สามารถพัฒนาเลื่อนระดับไปทำงานที่ยากขึ้นและรับผิดชอบในขอบข่ายที่มากขึ้น สมมุติ เริ่มแรกเข้าทำงาน บริษัท จ่ายเงินเดือน 10,000 บาท บริษัทปรับเงินเดือนปีละ 10 %  ท่านลองคิดดูต่อไปว่าในปีที่ 20 พนักงานคนนี้จะมีเงินเดือนเท่าใด คำตอบคือเท่ากับ 67,275 บาท (Future Value) จึงมีคำถามตามมาว่าคุ้มค่าหรือไม่? ตัวเลขนี้ยังไม่รวมสวัสดิการที่เพิ่มตามเงินเดือน เช่น เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินโบนัส และค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ
 
        ในการจัดการงานอาชีพ บริษัทจึงมีมาตรการจูงใจให้ลาออกจากงานก่อนเกษียณ หรือ ก่อนเวลาที่ค่าจ้างค่าตอบแทนเกิดความพอดีของความรู้ความสามารถของพนักงาน มาตรการจูงใจดังกล่าวต้องมีมูลค่ามากพอที่พนักงานคิดว่าคุ้มค่าหรือสามารถใช้เป็นทุนในการดำเนินชีวิตต่อไปได้
 

    7. การลาออกจากงาน (Resignation)

      การลาออกจากงานเป็นการตัดสินใจของพนักงาน ส่วนสาเหตุที่ทำให้พนักงานตัดสินใจลาออกนั้น มาจากพนักงานเอง หรือมีสาเหตุเกิดจากความกดดัน ความไม่พอใจ แล้วแต่กรณี พนักงานที่ลาออกจากงานนั้นส่วนใหญ่เป็นพนักงานระดับมืออาชีพ (Professional) หรือพนักงานที่มีความรู้ (White Collar)  มากกว่าพนักงานในระดับแรงงาน (Blue Collar)
 
      พนักงานที่ลาออกจากงานนั้น ควรตระหนักถึงอนาคตการงานของตนเองด้วย กล่าวคือ ไม่ควรลาออกเพราะความโกรธ หรือขุ่นเขืองบริษัท ไม่พอใจผู้บังคับบัญชา (อย่างเปิดเผย) และไม่ควรทิ้งภาระงานหรือปัญหาทิ้งไว้ให้ผู้อื่นแก้ไข แต่ควรลาออกเพราะต้องการเพิ่มประสบการณ์ในการทำงานหรือต้องการความรับผิดชอบที่ มากขึ้น หรือด้วยเหตุผลอย่างอื่น
 
      ในภาวะเศรษฐกิจเฟื่องฟูช่วงระยะปี พ.ศ. 2535-2539 อัตราการลาออกของพนักงานในบริษัท (Voluntary Worker Turnover) มีอัตราสูงประมาณ 20 %  หรือมากว่า ทำให้หลายบริษัทสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ความไม่นิ่งของการเคลื่อนไหวกำลังคน ทำให้ไม่มีการพัฒนางานและระบบการนบริหารกันอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เป็นการบั่นทอนอำนาจการแข่งขันทางธุรกิจ และต้องเสียค่าจ้างสูงสำหรับพนักงานที่สรรหามาทดแทน
 
 
 

 
แหล่งอ้างอิง : หนังสือการบริหารทรัพยากรมนุษย์แนวใหม่
 
โดย : ประเวศน์  มหารัตน์สกลุ   สำนักพิมพ์ ส.ส.ท.
 




จำนวนผู้ชม 5318 ครั้ง




ข้อมูลบทเรียนออนไลน์ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์