
|
ในการกำหนดเป้าหมายการทำงานในองค์กรส่วนใหญ่ สิ่งที่ง่ายที่สุดในการประเมินผลว่าสำเร็จมากหรือน้อยนั้น สิ่งที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ การกำหนดเป้าหมายเป็นตัวเลข
ใช้ตัวเลขเป็นตัวกำหนดเป้าหมาย เพราะง่ายและสะดวกในการวิเคราะห์และประเมินผลความสำเร็จ ตัวเลขยิ่งสูง ความสำเร็จยิ่งสูง ผู้บริหารยิ่งชอบ
แต่สำหรับโครงการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ในการทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ให้เกิดการพัฒนาใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุนหรือหลักทรัพย์เพื่อการต่อยอดธุรกิจได้อีกทางหนึ่งนั้น กลับใช้ตัวเลขเพื่อการประเมินผลความสำเร็จไม่ได้
เพราะถ้าใช้ตัวเลขในการชี้วัดความสำเร็จ เท่ากับโครงการนี้ที่ทำมา 5 ปีล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สามารถพัฒนาผู้ประกอบการที่มีการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเป็นหลักทรัพย์และได้รับการอนุมัติสินเชื่อได้เพียง 113 ราย รวมเป็นเงินอนุมัติ 78.985 ล้านบาทเท่านั้น
5 ปี 113 ราย เป็นแค่ตัวเลข
สมศักดิ์ พณิชยกุล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารโครงการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มดำเนินมาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน มีการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขออนุมัติสินเชื่อได้ ทั้งสิ้น 113 ราย แยกเป็นเครื่องหมายการค้า 91 ราย สิทธิบัตร 4 ราย อนุสิทธิบัตร 9 ราย และลิขสิทธิ์ 9 ราย รวมเป็นเงินอนุมัติสินเชื่อได้ทั้งสิ้น 78.985 ล้านบาท

|
"ซึ่งถ้ามองว่าระยะเวลา 5 ปี แล้วทำได้เพียงแค่นี้ และถือว่าน้อยก็น้อย แต่ข้อเท็จจริงที่อยากสื่อให้เข้าใจก็คือ เรื่องการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน ในบ้านเราเป็นเรื่องที่ใหม่มาก ไม่ว่าจะเป็นภาคราชการและเอกชน ทุกส่วนต้องทำงานไปพร้อมกับสร้างกระบวนการเรียนรู้ ให้เป็นที่ยอมรับและเข้าใจในทุกภาคส่วน เฉพาะอย่างยิ่งในภาคสถาบันการเงิน รวมทั้งตัวผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย ที่ต้องเรียนรู้ควบคู่กับการพัฒนาและปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในหลายๆ ส่วนด้วยเช่นกัน
ดังนั้นในมุมของคนทำงาน ที่ต้องริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น จึงไม่ได้มองที่ตัวเลขมากหรือน้อย แต่เรามองในช่วงเวลา 5 ปี เราได้ทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้ ซึ่งเรามองว่าเป็นความสำเร็จมากกว่า"
ปัญหามีก็ค่อยๆ แก้ไข
แต่ทั้งนี้ภาพความสำเร็จที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกระบวนการทำงานต้องทำไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหา ในหลายๆ ส่วน ทั้งในส่วนราชการ สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการ แต่ข้อดีก็คือ เราได้พันธมิตรที่ดีมาร่วมงาน ทำให้งานออกมาได้อย่างมีรูปธรรม
โดยช่วง 2-3 ปีแรก ใช้เวลาไปกับการทำเอกสารและข้อมูลทางวิชาการ เพื่อใช้เป็นแนวทางกำกับดูแลให้เกิดการยอมรับร่วมกันตามแนวทางของกฎหมาย ได้แก่ การวางแนวทางบันทึกหลักประกัน การวางแนวทางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่อาจจะเกิดขึ้น การร่างสัญญามาตรฐานระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้ ฯลฯ หรือแม้แต่หลักการประเมินทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน

|
ซึ่งการทำงานด้านวิชาการดังกล่าว ก็ต้องทำงานด้านการพัฒนาผู้ประกอบการควบคู่กันไปด้วย
จริงๆ ดูเหมือนพูดง่ายและน่าจะทำง่ายด้วย ที่กล่าวว่าถ้าผู้ประกอบการไทยมีแบรนด์หรือเครื่องหมายการค้า ก็สามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์กู้แบงก์ แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่เลย รายที่เขามีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้แบรนด์ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพราะเขามีหลักทรัพย์อื่นๆ
แต่รายที่ไม่มีแบรนด์ ไม่มีเครื่องหมายการค้านี่สิ ที่มีความจำเป็น เพราะไม่มีหลักทรัพย์อื่นไปค้ำประกัน แต่ก็ขาดความรู้ ขาดความเข้าใจ สุดท้ายในมุมของการพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อสร้างให้เกิดความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญา จึงต้องเริ่มตั้งแต่นับ 1 ก็คือ สร้างให้มีแบรนด์ หรือให้จดเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์
พอมีแบรนด์แล้วก็มาพัฒนาองค์ประกอบความรู้อื่นๆ ด้วย ซึ่งงานนี้ได้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ และเอสเอ็มอีแบงก์ มาช่วยในการอบรมสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ
จากนั้นผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า จะใช้สิ่งที่เดิมจับต้องไม่ได้ คือ ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อแบงก์หรือไม่
ทั้งนี้เนื่องจากว่า ไม่ใช่แค่มีตราหรือเครื่องหมายการค้าเท่านั้น แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ แผนธุรกิจและความเป็นไปได้ของธุรกิจ ที่แบงก์จะใช้พิจารณาประกอบการขอสินเชื่อ
ซึ่งปัญหาก็คือ เอสเอ็มอีส่วนใหญ่เขียนแผนธุรกิจไม่เป็น
โดยรวมแล้วสำหรับโครงการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน จึงดำเนินไปพร้อมกับการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในทุกๆ ส่วน
ผู้ประกอบการตื่นตัวสร้างเครือข่าย
"แต่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องดี" สมศักดิ์ พณิชยกุล กล่าวย้ำและว่า ปัญหาทุกปัญหาถือเป็นการสร้างขบวนการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นในมุมคิดของผม สำหรับโครงการนี้ถือว่าสำเร็จในระดับหนึ่ง นั่นก็คือ สามารถแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุนได้จริงและเป็นรูปธรรม นั่นก็คือ ผู้ประกอบการทั้ง 113 ราย และทั้ง 113 รายจากที่เช็กประวัติทางแบงก์ก็ยังไม่มีปัญหาเรื่องเครดิต
และสิ่งที่เกิดตามมาอีกก็คือ เกิดการรวมตัวของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอบรมตามโครงการนี้เป็นเครือข่าย เป็นชมรม เพื่อการทำกิจกรรมต่อเนื่องต่อไปอีก
"เหมือนเรามีส่วนในการสร้างเครือข่าย ผู้ประกอบการด้านแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นชมรมหรือเป็นอีกสังคมหนึ่ง ที่จะมีส่วนในการพัฒนาและขยายผลแนวคิดด้านนี้ให้แพร่ขยายออกไป นอกจากนี้ในส่วนของผู้ประกอบการก็มีการพึ่งพากันเองด้วย ทั้งในเรื่องความรู้ การสร้างเน็ตเวิร์กการตลาด ฯลฯ เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่ได้รับจึงมีทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม"
ฉะนั้นสำหรับโครงการนี้ แม้ 5 ปีจะสร้างได้ 113 ราย โครงการนี้ก็ยังดำเนินหน้าต่อ แต่จะดำเนินการไปพร้อมกับการปรับปรุงพัฒนา ขณะเดียวกันก็จะมีการประเมินผล 5 ปี เพื่อขจัดจุดอ่อนด้วย
หน้า 48
ที่มา : matichon.co.th