ซึ่งการทำงานด้านวิชาการดังกล่าว ก็ต้องทำงานด้านการพัฒนาผู้ประกอบการควบคู่กันไปด้วย จริงๆ ดูเหมือนพูดง่ายและน่าจะทำง่ายด้วย ที่กล่าวว่าถ้าผู้ประกอบการไทยมีแบรนด์หรือเครื่องหมายการค้า ก็สามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์กู้แบงก์ แต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่เลย รายที่เขามีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้แบรนด์ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพราะเขามีหลักทรัพย์อื่นๆ แต่รายที่ไม่มีแบรนด์ ไม่มีเครื่องหมายการค้านี่สิ ที่มีความจำเป็น เพราะไม่มีหลักทรัพย์อื่นไปค้ำประกัน แต่ก็ขาดความรู้ ขาดความเข้าใจ สุดท้ายในมุมของการพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อสร้างให้เกิดความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญา จึงต้องเริ่มตั้งแต่นับ 1 ก็คือ สร้างให้มีแบรนด์ หรือให้จดเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ พอมีแบรนด์แล้วก็มาพัฒนาองค์ประกอบความรู้อื่นๆ ด้วย ซึ่งงานนี้ได้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ และเอสเอ็มอีแบงก์ มาช่วยในการอบรมสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ จากนั้นผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า จะใช้สิ่งที่เดิมจับต้องไม่ได้ คือ ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอสินเชื่อแบงก์หรือไม่ ทั้งนี้เนื่องจากว่า ไม่ใช่แค่มีตราหรือเครื่องหมายการค้าเท่านั้น แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ แผนธุรกิจและความเป็นไปได้ของธุรกิจ ที่แบงก์จะใช้พิจารณาประกอบการขอสินเชื่อ ซึ่งปัญหาก็คือ เอสเอ็มอีส่วนใหญ่เขียนแผนธุรกิจไม่เป็น โดยรวมแล้วสำหรับโครงการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุน จึงดำเนินไปพร้อมกับการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในทุกๆ ส่วน ผู้ประกอบการตื่นตัวสร้างเครือข่าย "แต่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องดี" สมศักดิ์ พณิชยกุล กล่าวย้ำและว่า ปัญหาทุกปัญหาถือเป็นการสร้างขบวนการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นในมุมคิดของผม สำหรับโครงการนี้ถือว่าสำเร็จในระดับหนึ่ง นั่นก็คือ สามารถแปลงทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทุนได้จริงและเป็นรูปธรรม นั่นก็คือ ผู้ประกอบการทั้ง 113 ราย และทั้ง 113 รายจากที่เช็กประวัติทางแบงก์ก็ยังไม่มีปัญหาเรื่องเครดิต และสิ่งที่เกิดตามมาอีกก็คือ เกิดการรวมตัวของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอบรมตามโครงการนี้เป็นเครือข่าย เป็นชมรม เพื่อการทำกิจกรรมต่อเนื่องต่อไปอีก "เหมือนเรามีส่วนในการสร้างเครือข่าย ผู้ประกอบการด้านแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นชมรมหรือเป็นอีกสังคมหนึ่ง ที่จะมีส่วนในการพัฒนาและขยายผลแนวคิดด้านนี้ให้แพร่ขยายออกไป นอกจากนี้ในส่วนของผู้ประกอบการก็มีการพึ่งพากันเองด้วย ทั้งในเรื่องความรู้ การสร้างเน็ตเวิร์กการตลาด ฯลฯ เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่ได้รับจึงมีทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม" ฉะนั้นสำหรับโครงการนี้ แม้ 5 ปีจะสร้างได้ 113 ราย โครงการนี้ก็ยังดำเนินหน้าต่อ แต่จะดำเนินการไปพร้อมกับการปรับปรุงพัฒนา ขณะเดียวกันก็จะมีการประเมินผล 5 ปี เพื่อขจัดจุดอ่อนด้วย หน้า 48
ที่มา : matichon.co.th