ก้าวแรกผู้ประกอบการ 4 : วิเคราะห์ธุรกิจก่อนลงทุน

ก้าวแรกผู้ประกอบการ 4 : วิเคราะห์ธุรกิจก่อนลงทุน | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM

ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องหาทางทำให้เกิด

แนวคิดโครงการที่จะลงทุน (Project Idea) จากนั้นผู้ประกอบการก็จะมาทำการคัดเลือกโครงการที่เห็นว่าเหมาะสมโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์ภาพรวมของกิจการนั้นๆ (Macro Screening) จากนั้นก็มาดูด้านตลาดของสินค้าว่ามีขนาดเพียงใด ทางด้านการผลิตเองก็ต้องพิจารณาถึงเทคโนโลยี เครื่องจักรอุปกรณ์ วัตถุดิบที่ใช้ สำหรับด้านการเงินต้องทราบขนาดการลงทุนเป็นเท่าไร ถ้ามีหลายๆโครงการก็ลองมาเปรียบเทียบดู

จากนั้นจึงวิเคราะห์เจาะลึกไปอีกระดับ เรียกว่าวิเคราะห์ภาพเฉพาะธุรกิจ (Micro Screening) เช่น ด้านการตลาดก็พิจารณาว่าจะเจาะตลาดอย่างไร ด้วยวิธีใด ด้านการผลิต ก็มองถึงความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบในราคาที่เหมาะสม รวมถึงเทคนิคในการผลิต ด้านการเงิน ก็ต้องพิจารณาถึงสัดส่วนการลงทุน สามารถหาเงินกู้ได้เท่าไหร่ และรัฐบาลสนับสนุนธุรกิจนั้นหรือไม่

เมื่อเลือกแนวคิดโครงการที่จะลงทุนออกมาได้ 1 ถึง 2 ประการ นำมาทำการศึกษาความเป็นไปได้เฉพาะเรื่อง (Project Feasibility Study) จากนั้นนำผลการศึกษามาตัดสินใจดูความพอใจของผู้ประกอบการ ถ้าพอใจก็เริ่มดำเนินการ

ทุกช่วงเวลาของการทำธุรกิจจะต้องมีแผนคอยกำกับทิศทาง ซึ่งโดยทั่วไปจะมีอยู่ 4 ลักษณะ

1. แผนธุรกิจเกิดธุรกิจใหม่ ใช้สำหรับการลงทุนธุรกิจใหม่ๆ
2. แผนธุรกิจประคองตัว ใช้สำหรับช่วงเศรษฐกิจกำลังหดตัว
3. แผนธุรกิจเชิงรุก ใช้ในกรณีที่ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีความเจริญเติบโต
4. แผนธุรกิจเพื่อการปรับเปลี่ยนทิศทาง เมื่อทำเท่าไหร่ก็ไม่มีกำไร สู้นำเงินที่เหลือเป็นทุนในการหาธุรกิจใหม่ยังมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

สำหรับในช่วงศึกษาโครงการ ผู้ประกอบการต้องผ่านการคัดเลือกธุรกิจที่จะลงทุนมาแล้ว และนำแนวคิดนั้นมาศึกษาใน 4 ด้าน คือ

ด้านที่ 1 บริหารโครงการ
- เป็นการกล่าวนำถึงความเป็นมาของธุรกิจอุตสาหกรรมที่จะลงทุน มีความสำคัญและเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างไร และนักลงทุนทำไมถึงสนใจที่จะทำโครงการนี้ มีเหตุจูงใจอย่างไร
- กล่าวถึงรูปแบบ และวิธีที่จะบริหารโครงการ ซึ่งอาจจดทะเบียนได้หลายรูปแบบ เช่น เจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน...จำกัด บริษัท...จำกัด และสหกรณ์
- กล่าวถึงเงินทุนที่นำมาดำเนินการ มีการแบ่งหุ้นเท่าไหร่ ใครถือหุ้น
- กล่าวถึงรูปแบบการจัดองค์กรมีองค์ประกอบกี่ส่วน เช่น ผู้บริหาร ผู้จัดการฝ่ายต่างๆ แต่ละฝ่ายมีคนกี่คน แต่ละคนทำอะไร

แสดงระบบของการอำนวยการ
1. งานบริหารทั่วไป
2. ระบบงานจัดซื้อ
3. ระบบบัญชีและการเงิน
4. ระบบการผลิต
5. ระบบการตลาด
6. บุคลากร

ด้านที่ 2 การตลาด
การศึกษาความเป็นไปได้ด้านการตลาด ผู้ประกอบการจะต้องกล่าวถึง

ลักษณะของสินค้าและบริการ
บอกโครงสร้างของสินค้าว่ามีรูปแบบอย่างไร นำไปใช้แล้วสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง คุณลักษณะเด่นของสินค้าคืออะร ต้องตอบคำถามพื้นฐานทั่วไปให้ได้ว่า ทำไมลูกค้าถึงต้องซื้อสินค้าของเรา

วิเคราะห์ตลาด
กล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจอุตสาหกรรมว่ามีปริมาณมูลค่าการค้าในแต่ละปีที่ผ่านมาเท่าไหร่ ใครเป็นลูกค้าสำคัญ ลูกค้ารอง ลูกค้าทั่วไป จากนั้นก็พิจารณาถึงคู่แข่งในท้องตลาด ศึกษาทิศทางของคู่แข่งเดิมและรายใหม่ๆ แล้วประเมินภาพรวมการผลิตว่าจะเพียงพอความต้องการหรือไม่

1. การแข่งขันในลักษณะการประกอบการของธุรกิจอุตสาหกรรมเดียวกัน จะมีการแข่งขันมากน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้

- จำนวนผู้ประกอบการ
- ความต้องการสินค้า
- ผู้ประกอบการเดิม ถ้ามีการลงทุนในทรัพย์สินถาวรในปริมาณมาก จะทำให้การแข่งขันต่ำลง เนื่องจากผู้ผลิตรายใหม่เข้าตลาดได้ยาก แต่จะกระตุ้นให้การแข่งขันกับคู่แข่งเก่าสูงขึ้น
- การสร้างนวตกรรมของสินค้า และบริการให้มีความหลากหลายขึ้น
- การเปลี่ยนใจไปใช้สินค้ายี่ห้อต่างๆ ในระดับราคาและคุณภาพเดียวกันได้ง่าย จะทำให้การแข่งขันสูง หากเปลี่ยนไปใช้สินค้าคุณภาพดีขึ้นและมีน้อย การแข่งขันก็จะลดลง

2. สินค้าทดแทน ทำได้มากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับ
- สินค้ามีลักษณะเฉพาะตัว หาสินค้าทำทดแทนได้ยาก การแข่งขันจะต่ำ
- ราคา ถ้าสินค้ามีคุณภาพพื้นฐานทั่วไป แต่กำหนดราคาไว้สูง การแข่งขันจะสูงตาม ขณะเดียวกันหากสินค้ามีคุณภาพสูง แต่ราคาพื้นฐาน การแข่งขันจะต่ำ

3. แหล่งวัตถุดิบ เป็นปัจจัยของต้นทุนสินค้าที่จะทำให้เกิดโอกาสทางการตลาด การพิจารณาขึ้นกับ
- แหล่งวัตถุดิบมีมากราย แต่ละรายมีขนาดกิจการขนาดเล็กๆ การแข่งขันจะน้อย
- ถ้ามีน้อยราย แต่ละรายมีขนาดใหญ่ การแข่งขันจะมีมาก เนื่องจากต้องแย่งกันขาย

4. ผู้แข่งขันรายใหม่ โอกาสที่ผู้แข่งขันรายใหม่จะเข้ามาในตลาดขึ้นอยู่กับ
- การลงทุน ถ้าธุรกิจนั้นลงทุนสูง ผู้แข่งขันรายใหม่จะเข้ามาได้ยาก
- ระดับของเทคโนโลยีการผลิต และบริการ ถ้าใช้เทคโนโลยีสูง ผู้แข่งขันจะน้อย
- การผลิตในปริมาณมากทำให้ทุนต่อหน่วยต่ำ ถ้าอุตสาหกรรมใดผลิตได้มาก คู่แข่งรายใหม่ที่มีขนาดเล็กก็เข้าสู่ธุรกิจได้ยาก ทำให้การแข่งขันน้อย

5. ลูกค้า
- มากราย แต่ละรายมีขนาดเล็ก การแข่งขันจะน้อย
- น้อยราย แต่ละรายมีขนาดใหญ่ การแข่งขันจะสูง
การตั้งราคาขายของสินค้า ผู้ประกอบการจะต้องเข้าใจหลักพื้นฐานทางจิตวิทยาการตลาดที่กล่าวถึงผู้บริโภค ซึ่งส่วนใหญ่จะซื้อสินค้าโดยยึดหลักราคาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจ ดังนั้นการตั้งราคาจึงมีหลายรูปแบบ แต่โดยพื้นฐานคือ

ราคาสินค้า = ต้นทุนสินค้า/ หน่วย + ค่าบริหารจัดการ/ หน่วย + กำไรที่ต้องการ

เทคนิคอื่นๆ ในการตั้งราคาสินค้า

- ตั้งราคาตามเทคนิคการขาย เช่น ราคาขายผ่อนที่สูงกว่าเงินสด
- การตั้งราคาแยกตามรายได้ คือ แยกลูกค้าออกเป็นส่วนๆ แล้วกำหนดราคาสูงกับลูกค้ารายได้สูง
- การตั้งราคาขึ้นกับสถานที่ สถานที่อยู่ใกล้ชุมชนจะราคาถูกเพราะหาซื้อง่าย
- การตั้งราคาตามสภาพของการแข่งขัน ถ้าการแข่งขันมาก ราคาจะต่ำ
- การตั้งตามฤดูกาลขึ้นกับเวลา ในฤดูหนาวเสื้อหนาวจะมีราคาแพง ในฤดูฝนร่มจะราคาสูงขึ้น
- การตั้งราคาตามชื่อเสียงของสินค้า
- การตั้งราคาตามวิธีการซื้อขาย คือการสั่งทางไปรษณีย์ อีเมล์ราคาจะสูงกว่า แต่สะดวกเพราะส่งถึงบ้าน
- การตั้งราคาตามอำนาจต่อรอง

ช่องทางการจัดจำหน่าย
1. ขายตรงถึงลูกค้า
2. ขายผ่านตัวแทนจำหน่าย กระจายถึงลูกค้า
3. ขายผ่านตัวแทนจำหน่าย ผ่านร้านค้าปลีก กระจายถึงลูกค้า
4. ขายเฉพาะในเครือ

ลำดับขั้นตอนยิ่งมาก กำไรต่อหน่วยยิ่งลดลง อีกทั้งต้องคำนึงถึงการบริการหลังการขายด้วย

การส่งเสริมการขายสินค้า ทำได้ 2 ลักษณะ
- การส่งเสริมผู้บริโภคโดยตรง เช่น การให้ของแถมบนกล่อง แข่งตอบปัญหา การส่งฉลากชิงโชค การสะสมคะแนน หรือบัตรสมนาคุณ เป็นต้น
- การส่งเสริมการขายของพนักงาน เช่น การให้ส่วนลด-เพิ่มตามจำนวนสินค้า การแจกของแถมไปทดลองกับลูกค้า การแสดงนิทรรศการออกร้าน การเลื่อนตำแหน่ง การดูงาน การจูงใจในรูปของการแข่งขันทำยอด เป็นต้น

จากนั้น ก็สรุปแผนกำหนดเป้าหมายของการขายแต่ละปีว่าต้องการเพิ่มยอดขายเท่าไหร่ ให้กำหนดยอดขายโดยดูจากเป้าหมายของการตลาดเป็นเกณฑ์ ทั้งนี้ต้องสัมพันธ์กับแผนการผลิต และแผนการเงินด้วย เมื่อมีแผนการขายแล้ว ก็ต้องวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค เพื่อสรุปเป็นภาพรวมของธุรกิจ

โดยจุดอ่อน จุดแข็ง ทั่วไปจะพิจารณาในหลักของ 6M คือ คน (Man) เงิน (Money) วัตถุดิบ (Material) เครื่องจักร (Machine) การบริหาร (Management) และตลาด (Market)

ด้านที่ 3 ด้านการผลิต
การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางเทคนิค เป็นการพิจารณาในแง่ของการลงทุนในโครงสร้างทางเทคนิคของโครงการ ซึ่งต้องพิจารณาประเด็นต่างๆ ดังนี้

ทำเลที่ตั้ง
- พิจารณาความเหมาะสมของการตั้งโรงงาน ความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภค
- พิจารณาระยะทาง และการขนส่งสินค้าเข้าสู่ตลาด
- ขนาดและพื้นที่
- กฏหมาย ผังเมือง วัฒนธรรมของชุมชน
โดยปกติโรงงานจะเลือกที่ตั้งโรงงานในสองลักษณะ คือ 1) ตั้งในที่มีการคมนาคมสะดวก และ 2) ตั้งในแหล่งวัตถุดิบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกษตร

วัตถุดิบ
- คำนึงถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ วิธีการขนส่ง รวมทั้งจำนวนผู้ส่งวัตถุดิบ

เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต
- เลือกซื้อเครื่องจักร โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
- พิจารณางบจัดซื้อ วิธีการสั่ง การตรวจรับ การติดตั้ง การทดสอบ และบริการหลังการขาย
- พิจารณาระบบต้นกำลังของพลังงานการใช้ การกำจัดของเสียจากการผลิต และการรักษาสิ่งแวดล้อม

ขั้นตอนการผลิต
- แสดงกระบวนการผลิตตั้งแต่จุดเริ่มต้น วิธีการเตรียม การดำเนินงาน
- อุปสรรคในขั้นตอนการผลิต วิธีการแก้ไข
- การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของขนาดและน้ำหนัก

แผนกำลังคน
- แสดงสภาพความต้องการใช้แรงงาน ต้องมีปริมาณเท่าไหร่ มีความรู้ทักษะอย่างไร แต่ละคนมีความสัมพันธ์ในลักษณะใด การสรรหาดำเนินการรูปแบบไหน การฝึกอบรมทำอย่างไร ระบบอัตราเงินเดือน รวมทั้งสวัสดิการและผลตอบแทนพนักงานจะทำอย่างไร รวมแล้วเป็นงบประมาณเท่าไหร่

ด้านอาคาร สิ่งก่อสร้าง และสำนักงาน
- สร้างตามความเหมาะสมของการผลิต โดยแสดงแบบก่อสร้าง คำนวณพื้นที่ การติดตั้งเครื่องจักร
- พิจารณาคุณสมบัติของผู้รับเหมา ในด้านประสบการณ์ ความสำเร็จ
- ระบบการดำเนินงานภายในอาคาร ท่อน้ำ สายไฟ โทรศัพท์ การระบายอากาศ การกำจัดของเสีย

แผนการดำเนินงานด้านต่างๆ
- แสดงแผนภาพรวมในรูปแบบ Gantt chart

ด้านที่ 4 ด้านการเงิน
แผนการเงินจะเป็นการสรุปภาพรวมของแผนการตลาดกับแผนการผลิต โดยที่การเงินจะชี้บอกค่าใช้จ่ายของโครงการทั้งหมด และจะต้องแสดงความสัมพันธ์ทางด้านบัญชี และการเงิน โดยทั่วไปจะแสดงแหล่งที่มาของเงินทุน (ทุนส่วนตัวกับเงินกู้) ซึงเป็นเงินงบประมาณของทั้งโครงการ จากนั้นแบ่งเป็นสองส่วนคือ 1) ส่วนที่จะใช้ลงทุนในทรัพย์สิน และ 2) ทุนหมุนเวียนในการซื้อ และจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าและบริการ ดังนั้นในงบการเงินต้องมีงบหลักประกอบด้วย งบกำไรขาดทุน งบเงินสด และงบดุล ซึ่งจะมีการนำงบสามตัวนี้ไปวิเคราะห์หาอัตราส่วนทางการเงินของโครงการในหลายลักษณะ เช่น

- ระยะเวลาคืนทุน คือช่วงระยะเวลาที่โครงการมีเงินสดสุทธิเข้ามา เท่ากับเงินสดที่จ่ายสุทธิในการลงทุน
- จุดคุ้มทุน หมายถึงจุดที่จำหน่ายสินค้าออกไปแล้วทำมีผลทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนของสินค้าและค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นที่จ่ายออกไปภายในรอบเวลาหนึ่งๆ หรือจุดที่รายได้รวมเท่ากับต้นทุนรวม
- มูลค่าปัจจุบันสุทธิ หมายถึงผลต่างระหว่างมูลค่าปัจจุบันของเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในแต่ละปีตลอดอายุโครงการ ณ อัตราส่วนลดตามผลตอบแทนที่ต้องการ หากผลต่างมีค่ามากกว่าศูนย์ แสดงว่าโครงการนั้นสามารถให้ผลตอบแทนมากกว่าที่ต้องการ จึงเหมาะที่จะลงทุน
- อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน หมายถึง ณ อัตราส่วนลดที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันรับตลอดอายุของโครงการมีค่าเท่ากับมูลค่าปัจจุบันสุทธิจ่าย ที่ได้ลงทุนไปของโครงการ


ที่มา: ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม





จำนวนผู้ชม 2267 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์