ปรับองค์กรต้านพิษเศรษฐกิจ

ปรับองค์กรต้านพิษเศรษฐกิจ | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM


ขณะที่กำลังเขียนคอลัมน์นี้นั้น ราคาน้ำมันเบนซิน ได้ถูกปรับให้สูงขึ้น...อีกคำรบ หลังจาก 2 วันก่อนราคาน้ำมันดีเซลได้เขยิบขึ้นไปราวๆ 40 สตางค์ ต่อลิตร คาดว่าในไม่ช้านี้พวกเราคงได้มีวาสนาใช้น้ำมันเบนซินราคาลิตรละ 30 บาทกันแน่ ส่วนราคาสินค้า อุปโภคบริโภคอื่นคงไม่ต้องพูดถึง ก็คงขยับขึ้นตามกัน ยังคงแต่เงินเดือนของพวกเราเท่านั้นที่ไม่เคยขึ้นทันราคาข้าวของสักที ยิ่งพวกข้าราชการชั้นผู้น้อย และชนผู้ใช้ แรงงานที่ได้ค่าจ้างรายวันนั้นน่าเห็นใจนัก เพราะกว่ารัฐบาลและนายจ้างจะตกลงปรับอัตราเงินเดือนกันสำเร็จ ข้าว...

“แหม! เห็นใจแต่ลูกจ้างนะ ไม่เห็นใจเจ้าของกิจการ ที่ต้องแบกภาระท่วมบ่า ทั้งค่าโสหุ้ย ค่าแรงงาน จิปาถะที่สูงขึ้นบ้างเลย!” นี่คือเสียงบ่นของเพื่อนฝูงบางคนของ ผู้เขียนที่เป็นเจ้าของกิจการที่ได้อ่านคอลัมน์ของผู้เขียนเป็นครั้งคราว ซึ่งแสดงความเห็นใจลูกจ้างอยู่เนืองๆ โถ... คุณผู้อ่านขา...ผู้เขียนน่ะเห็นใจทั้ง 2 ฝ่ายแหละค่ะ ดังนั้นสัปดาห์นี้ขอเอาใจฝ่ายนายจ้างบ้างนะคะว่าในยามเศรษฐกิจ ค่อนข้างจะฝืดเคืองนี้ ควรทำอะไรที่สร้างสรรค์มาก กว่านั่งถอนใจไปวันๆ ทั้งเถ้าแก่และพนักงานจะดีกว่าไหม?

ผู้เขียนได้เคยปรารภเมื่อไม่นานมานี้ว่า หากราคาน้ำมันขึ้นถึงลิตรละ 30 บาท เราคงจะเห็นการปิดกิจการของบริษัทห้างร้านเล็กๆ มากขึ้น รวมถึงการ Downsizing หรือการลดขนาดองค์กรของบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางกันชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของธุรกิจอย่างแน่นอน ทั้งนี้สาเหตุมาจากการที่พนักงานจะมีขวัญกำลังใจลดลง ทำให้เกิดความท้อถอยและขาดความกระตือรือร้น ซึ่งจะทำให้พนักงานส่วนใหญ่จะมีอาการ “เช้าชามเย็นชาม” คือทำงานซังกะตายไปวันๆ อันไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม เพราะในยามที่ธุรกิจ ไม่ค่อยรุ่งเรือง เป็นเวลาที่ต้องการความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และกำลังใจ ที่จะผลักดันบริษัทให้ยืนหยัดและก้าวต่อไปได้ แทนที่จะฟุบตามเศรษฐกิจไปด้วย เลยยิ่งแฟบไปกันใหญ่...

เรื่องของการสรรค์สร้างองค์กรและพนักงานให้มีไฟและมีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงนี้ David K. Hurst ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งไว้ชื่อว่า “Crisis and Renewal: Meeting the Challenge of Organizational Change” ซึ่งเป็นเรื่องของการสร้างระบบการบริหารจัดการองค์กรให้มีความยืดหยุ่น เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ที่สามารถพลิ้วไหวตอบรับการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตต่างๆ ได้ แม้จะเป็นหนังสือที่เขียนไว้เมื่อปี 1995 แต่ยังมีเนื้อหาทันสมัยกับเหตุการณ์ปัจจุบันเพราะ “การเปลี่ยนแปลง คือ นิรันดร์” (Change is eternal.) Hurst ได้แสดงแบบจำลองแสดงการเปรียบเทียบองค์กร 2 แบบ คือ

1. แบบเน้นประสิทธิภาพ (Efficient Performance)

2. แบบเน้นการเรียนรู้ (Learning Organization)

จากการสังเกตของ Hurst ซึ่งสอดคล้องกับ “Guru” ทางด้านการจัดการอีกหลายท่าน เห็นพ้องว่า องค์กร ส่วนมากยังมีโครงสร้าง รูปแบบการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นประสิทธิภาพ (Efficiency) อยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายองค์กรที่ได้พัฒนาตนเองเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และประสบความสำเร็จในธุรกิจ เพราะมีความยืดหยุ่นปรับตัวรุก-รับได้ทุกสถานการณ์ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Cisco Systems โดย John Chambers ที่เป็น CEO ได้กล่าวว่า กฎของการแข่งขันในเกมธุรกิจในยุคนี้นั้น องค์กรที่จะประสบความสำเร็จต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้ คือ

l โครงสร้างการบริหารองค์กรต้องถูกออกแบบโดยมีสมมติฐานอยู่ที่ว่า สิ่งแวดล้อมธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และไม่มีอะไรเสถียร

l การจัดระบบภายในองค์กรเน้นการสร้างเครือข่าย (Networks) ระหว่างพนักงาน และไม่เน้นหรือพยายามหลีกเลี่ยงการมีชั้นการบังคับบัญชาหลายชั้น (Hierarchy)

l การทำงานขององค์กรเน้นการพึ่งพาอาศัย สนับสนุนซึ่งกันและกัน (Interdependencies)

บริษัท Cisco Systems นั้นผ่านร้อนหนาวและมรสุมธุรกิจมาหลายครั้งหลายครา แต่ก็สามารถยืนหยัดคงความเป็นผู้นำได้เพราะการมีโครงสร้าง ระบบบริหาร และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วนี่เอง ซึ่งบทเรียนนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารบ้านเราสามารถนำมาใช้ในการปรับปรุง และพัฒนาบริษัทให้มีความแข็งแกร่งต้านพิษและ ขับพิษเศรษฐกิจได้ โดยมีข้อเสนอแนะดังนี้ คือ

1.ปรับโครงสร้างองค์กรที่เคยบริหารแบบแนวตั้ง (Vertical Structure) ซึ่งจัดเอาคนที่มีความเชี่ยวชาญอย่างเดียวกันอยู่ในแผนกเดียวกัน (Functional) และ มีชั้นการบังคับบัญชา (Hierarchy) หลายชั้น ซึ่งการ ทำงานแบบนี้ทำให้แต่ละแผนกต่างคนต่างทำงาน ขาดการประสานงานข้ามแผนก ให้พัฒนาเป็นโครงสร้างแบบแนวราบ (Horizontal Structure) ที่จัดให้มีการสื่อสารร่วมมือกันระหว่างแผนกมากขึ้น ซึ่งการปรับโครงสร้างนี้ไม่ จำเป็นว่าต้องทำลายโครงสร้างเก่า ยุบเลิกตำแหน่งต่างๆ อย่างที่ผู้บริหารหลายคนเข้าใจกัน และทำให้พนักงานที่ต้องสูญเสียตำแหน่งมีความรู้สึกต่อต้าน แต่เป็นการ พัฒนาปรับปรุงการสื่อสาร สร้างระบบประสานงานที่ดีให้เกิดขึ้น ทำให้มีการสื่อสารระหว่างแผนกมากขึ้น และในขณะเดียวกันควรมีการกระจายอำนาจให้พนักงานแต่ละระดับมากขึ้น เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจ

2.ปรับระบบการทำงานที่เน้นทำตามกฎระเบียบและหน้าที่ประจำ ให้พนักงานมีอิสระและอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อทำงานให้เหมาะกับสถานการณ์มากขึ้น ทั้งนี้ผู้เขียนขอเน้นว่า หากผู้บริหารต้องการพัฒนาบริษัทของท่านให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น มีภูมิปัญญา และมีความรวดเร็วฉับไวในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงแล้ว ผู้บริหารต้องลดอัตตาลงและเปิดใจกว้าง กล่าวคือ ไม่หวงอำนาจ ต้องรู้จักกระจายอำนาจให้ลูกน้องแต่ละ ตำแหน่งตามความเหมาะสม เพราะถ้ายังหวงอำนาจ ไม่ไว้ใจใคร ทุกอย่างต้องทำเอง รับรองได้เลยว่า ไม่ทันการแน่นอน ดังนั้นผู้บริหารพึงหัดกระจายอำนาจ ให้ลูกน้อง หากลูกน้องยังไม่พร้อมก็ต้องมีการพัฒนา ฝึกอบรมเขาให้มีวุฒิภาวะโดยเร็ว ขืนทำงานเป็นศิลปินเดี่ยวคงจะอยู่ได้ไม่นาน

3.ปรับแนวทางการทำงานที่เป็นแบบทางการเน้นระบบ (Systems) ให้เป็นการทำงานแบบเน้นเครือข่ายความสัมพันธ์ (Networks) เพื่อความสมานฉันท์ ทำงานแบบเป็นทีมเดียวกัน ให้เน้นการมีสัมพันธภาพ การสื่อสารที่ดีของพนักงานทั้งในแผนกเดียวกันและข้ามแผนก เพราะการทำงานตามระบบระเบียบอย่างเคร่งครัดเกินขนาด ไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมธุรกิจปัจจุบันที่ แข่งขันรุนแรง องค์กรที่ประสบความสำเร็จพึงมีพนักงานที่ทำงานโดยมีจิตสำนึก (Spirit) และสามัญสำนึก (Common Sense) มากกว่าทำตามระบบหรือตามคำสั่ง การที่พนักงานมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปได้รวดเร็ว ทำงานได้ไม่สะดุดเหมือนผ้าที่ไร้ตะเข็บ (Seamless Organization)

4.ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ โดยมากแล้วเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์เพื่อการแข่งขันธุรกิจมักเป็นกิจกรรม ที่สงวนไว้สำหรับผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น หากท่าน ต้องการให้บริษัทเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ควรค่อยๆ ดึงพนักงานทุกระดับให้เข้ามามีส่วนร่วมในการคิดค้นกลยุทธ์ธุรกิจ อันจะเป็นการพัฒนาให้พวกเขามีการ เรียนรู้ทางธุรกิจมากขึ้น และพัฒนาให้เป็น “เชาวน์ธุรกิจ” (Business Sense) ได้ในที่สุด

5.ปรับวัฒนธรรมองค์กรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น หากผู้บริหารได้ทำการปรับเปลี่ยนองค์กรในเรื่องต่างๆ ทั้ง 4 ประเด็นที่กล่าวมาแล้ว นั่นคือผู้บริหารได้ทำการปรับสภาพแวดล้อมการบริหารและวัฒนธรรมองค์กรแล้วนั่นเอง และสำหรับในข้อ 5 นี้ จะเน้นเรื่องบทบาทของ ผู้บริหารที่จะสื่อสารปณิธาน ค่านิยมขององค์กรที่เน้นให้พนักงานใฝ่รู้ มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าวิจารณ์ กล้าเสี่ยงทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่มากขึ้น ซึ่งถือเป็นการประกาศค่านิยมใหม่ขององค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

และขอฝากไว้ในลำดับสุดท้ายนี้ว่า เคล็ดลับสำคัญ ที่สุดของการปรับเปลี่ยนใดๆ ในองค์กรนั้น ก็คือตัวของ ผู้บริหารนั่นเอง ที่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง คือใจกว้าง รับฟังความเห็นและกระจายอำนาจให้มากขึ้นเท่านี้เอง... ผู้บริหารฟังแล้วเปลี่ยนด้วย

 

ที่มา : jobjob.co.th





จำนวนผู้ชม 2649 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์