โฉมหน้าของการแข่งขันที่พลิกผัน ทำให้บริษัทที่ดำเนินงานต้องมีการปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อเอาตัวรอดเช่นกัน นวัตกรรมจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว สำหรับกิจการที่ต้องการความสำเร็จและหลีกหนีจากความล้มเหลว ทำให้คำว่านวัตกรรมนี้ มิใช่เป็นกลยุทธ์ที่แปลกใหม่อีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นฐานของการดำเนินงานงานปกติ ที่นักธุรกิจทุกท่านต้องให้ความสนใจกันแล้วครับ
โดยเฉพาะจากการวิเคราะห์บริษัทที่ประสบความสำเร็จทางการแข่งขันอย่างมากจากนวัตกรรมนี้ ปรากฎว่าผลที่ออกมาไม่น่าแปลกใจ เนื่องจากบริษัทระดับโลกที่เราคุ้นเคยก็ล้วนแล้วแต่มีผลงานด้านนวัตกรรมที่โดดเด่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น แอปเปิ้ลกับไอพอดเขย่าโลก บริษัทผลิตแบล็คเบอรี่ เครื่องมืออิเล็คทรอนิกส์ที่กลายเป็นปรากฏการณ์คลั่งไคล้ทั่วโลกสำหรับเช็คอีเมลล์ รวมถึงเจ้าเก่าอย่างโตโยต้าและพีแอนด์จี ที่ยังคงมนต์ขลังกับการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่เสื่อมคลาย
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บริษัทเหล่านี้มีเทคนิคอย่างไรที่จะนำไปสู่การเป็นบริษัทนวัตกรรมชั้นนำของโลกได้ ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่า ประการแรกที่กิจการเหล่านี้ยึดมั่นก็คือ การผลักดันและสนับสนุนจากผู้นำระดับสูง ให้ลูกน้องกล้าที่จะคิดจะทำสิ่งใหม่ๆ หรือกล่าวง่ายๆว่ากล้าเสี่ยงนั่นเอง ซึ่งผู้นำในที่นี้ต้องเล่นบทบาทในลักษณะของการเป็นไอเดียแชมเปี้ยนด้วย คืออาจจะมีการริเริ่มความคิดใหม่ๆ จุดประกายให้ลูกน้องอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ลูกน้องเกิดความคุ้นเคยและรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติของธุรกิจ
รวมถึงยังต้องยอมรับทั้งด้านบวกและลบที่จะตามมาเสมออีกด้วย เนื่องจากมิใช่ส่วนใหญ่ของการคิดค้นนวัตกรรม จะประสบความสำเร็จ แต่หากไม่เริ่มคิดอะไรเลย น่าจะนำความเสียหายมาสู่กิจการมากกว่า ซึ่งหากเริ่มให้ลูกน้องมีแนวคิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ดังกล่าว โดยที่ผู้นำคอยเป็นตัวอย่างและตัวกระตุ้นที่ดีแล้ว ถือเป็นขั้นตอนแรกที่น่าจะนำสู่ความสำเร็จได้
เทคนิคประการที่สอง คือ การประสานความร่วมมือ ถือเป็นบ่อเกิดของนวัตกรรมอย่างแท้จริง เนื่องจากไอเดียที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่ในโลกนั้น ยากที่จะมาจากคนเพียงคนเดียวล้วนๆ การระดมสมอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นข้อมูล และดำเนินการร่วมกัน ถือเป็นแหล่งก่อเกิดที่สำคัญของนวัตกรรม โดยเฉพาะนวัตกรรมแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากของเดิม (Breakthrough Innovation) บริษัทนวัตกรรมเหล่านี้ จึงมีมาตรการส่งเสริมการร่วมมือประสานงานระหว่างแผนกและสายงานมากมาย รวมถึงการร่วมมือจากภายนอกกิจการด้วย โดยพีแอนด์จี ได้มีการปรับเปลี่ยนขอบเขตของแผนกวิจัยและพัฒนาของตน ให้กว้างขวางครอบคลุมทั่วโลก โดยมีนโยบายว่าจะใช้มันสมองของหัวกะทิทั่วโลกเข้ามาทำการพัฒนานวัตกรรมของตนด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ทันโลกอย่างแท้จริง ซึ่งสามารถสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับนักคิดค้น นักวิทยาศาสตร์ ซัพพลายเออร์มากมาย เพื่อรองรับการร่วมมือที่จะเกิดขึ้น และถึงกับตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า 50% ของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่นำเสนอทั้งหมดในปีนั้น จะต้องมาจากการร่วมมือกับภายนอกกิจการด้วย
นอกจากนี้ พีแอนด์จียังได้ตั้งตำแหน่งใหม่ นั่นคือ
Technology Entrepreneurs (TEs) ซึ่งเป็นบุคคลที่หูตากว้างไกลด้านเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด คอยหาข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดไฮเทคใหม่ล่าสุดทั่วโลกมายังกิจการ เพื่อจะมาจุดประกายนวัตกรรมในสินค้าให้กับพีแอนด์จีด้วย อีกทั้งยังมีการตั้งผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบทางด้านการประสานความร่วมมือกับสาขาทั่วโลกในการผลักดันและสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นมา ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการลงทุนที่สูง แต่ผลลัพธ์ที่ตอบกลับมาก็คุ้มค่าอย่างที่เห็นครับ
กิจการที่เน้นด้านบริการ ก็ยังมุ่งที่จะผลักดันนวัตกรรมสู่ความสำเร็จเช่นกันครับ โดยเซาส์เวสท์ สายการบินต้นทุนต่ำที่โด่งดังทั่วโลก ก็เน้นความร่วมมือเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่เช่นกัน ซึ่งได้นำบุคลากรจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน พนักงานภาคพื้นดิน ฝ่ายซ่อมบำรุง ฝ่ายปฏิบัติการและควบคุมต่างๆ เข้ามาร่วมประชุมพบปะกันเป็นประจำ 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เป็นเวลา 6 เดือนติดต่อกันในประเด็นที่ว่า “อะไรคือการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อการบริการและการดำเนินงานมากที่สุดที่เราควรทำ”
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือไอเดียที่น่าสนใจสามารถนำไปปรับปรุงคุณภาพการบริการได้มากถึง 109 ไอเดีย และสามารถนำไปลดระยะเวลาในการรอคอยของลูกค้า ลดต้นทุนและปัญหาทาเทคนิคต่างๆที่จะเกิดขึ้นอีกด้วย ทำให้เซาท์เวสท์เป็นหนึ่งในสายการบินที่มีนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดมา
ถัดมาคือต้องมีการประเมินผลทางด้านนวัตกรรมที่ได้ลงทุนไปด้วย แม้หลายคนจะยอมรับว่ายากที่จะประเมินผลลัพธ์ออกมาได้อย่างชัดเจน แต่อย่างน้อยก็ควรจะมีดัชนีชี้วัดหลักๆที่สะท้อนภาพให้เห็นถึงความพยายามและผลสำเร็จของบุคลากรทั้งหลายด้วย เช่น ซัมซุงมีการวัดประสิทธิภาพนวัตกรรมโดยพิจารณาจาก ราคาพรีเมียมที่ชาร์จได้เพิ่มจากราคาปกติของตลาด ระยะเวลาในการนำเสนอสินค้าใหม่ๆที่ประสบความสำเร็จในตลาด
สัดส่วนของสินค้าใหม่ที่นำเสนอและประสบความสำเร็จ สัดส่วนของงบประมาณที่จัดสรรไปในโครงการลงทุนร่วมระหว่างแผนก ซึ่งต้องเน้นย้ำว่าการประเมินผลด้านนวัตกรรมนั้น ควรดูเพียงตัวหลักๆเท่านั้น ไม่ควรเจาะลงไปในกระบวนการโดยละเอียด เนื่องจากจะยิ่งทำให้เกิดการสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์มากกว่าการกระตุ้นครับ
อีกทั้ง การกระตุ้นแนวคิดใดๆก็คงไม่สมบูรณ์ หากขาดการให้รางวัลจูงใจกับบุคลากร โดยเฉพาะการให้ความสำคัญยกย่อง เช่น โนเกีย ได้จัดตั้ง “Club10” ขึ้นมา โดยสมาชิกจะได้เข้าร่วมก็ต่อเมื่อสามารถจดสิทธิบัตรได้ถึง 10 ชิ้นขึ้นไปต่อปีเท่านั้น และในคลับนี้ก็จะมีอภิสิทธิ์ให้หลายประการ รวมถึงการได้รับประกาศนียบัตรยกย่องจากซีอีโอด้วย ส่วนบริษัท 3 M ก็มีการให้ทุนกับการวิจัยที่น่าสนใจเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่โดยตรงก็ได้ เพียงแต่ข้อเสนอการทำวิจัยน่าสนใจและผ่านการอนุมัติจากกรรมการ ก็สามารถดำเนินการวิจัยพัฒนาของตนได้อย่างอิสระตามความชอบ
และแน่นอนว่านวัตกรรมหรือไอเดียใหม่ๆใด ก็จะไม่มีประโยชน์ หากมิได้สอดคล้องกับบางสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้นการติดตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ช่วยจุดประกายไอเดียที่นำไปสร้างประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้เสมอ เช่น สตาร์บัคมีการจัดทริปไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วโลก เพื่อสามารถทราบพฤติกรรมและวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่ต่างกันของแต่ละเชื้อชาติ เพื่อนำไปสู่ความคิดแปลกใหม่ในสินค้าบริการ หรือ 3 M ที่ทำการสังเกตพฤติกรรมของลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อรับทราบถึงปัญหาและความไม่สะดวกในการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆ จนเกิดไอเดียใหม่ๆ
ตัวอย่างที่เห็นได้ เช่น Post-it Picture Paper ที่เกิดการสังเกตเห็นขั้นตอนมากมายที่ลูกค้าต้องทำ เพื่อนำรูปที่ถ่ายและเก็บไว้จากกล้องดิจิตอลมาโชว์ จึงเกิดไอเดียทำเป็นรูปที่สามารถติดได้กับทุกที่โดยไม่ทำลายพื้นผิว หรือ การที่โนเกีย มุ่งเน้นขยายตลาดมาที่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการรู้หนังสือน้อย ทำให้ต้องปรับเมนูทุกอย่าง แม้แต่ลิสต์รายชื่อผู้ที่จะติดต่อให้กลายเป็นรูปภาพให้หมด เพื่อให้ง่ายต่อลูกค้าเหล่านี้ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ดังที่กล่าวไปแล้ว การปรับเปลี่ยนโฟกัสบริษัทของท่าน ให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ คงเป็นสิ่งที่เข้ามาใกล้ตัวพวกเราทุกคนมากขึ้นทุกขณะครับ
ที่มา :หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ