สหภาพฯเดินหน้าบี้ "บอร์ด กสทฯ" ชำแหละปมปัญหาสัญญา "ฮัทช์"

สหภาพฯเดินหน้าบี้ "บอร์ด กสทฯ" ชำแหละปมปัญหาสัญญา "ฮัทช์" | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ

    

ความขัดแย้งของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับคณะกรรมการ (บอร์ด) ซึ่งมีที่มาจากความไม่พอใจในประสิทธิภาพการบริหารงาน การล้วงลูกและการใช้อำนาจเพื่อหาผลประโยชน์ของบอร์ดบางคน กลายเป็นเรื่องลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุดสหภาพ กสทฯเดินหน้าตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่งข้อมูลและหลักฐานส่วนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส ประมาท เลินเล่อ จนทำให้องค์กรเสียหาย ให้นายทนง พิทยะ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในฐานะผู้มีอำนาจแต่งตั้งบอร์ดให้พิจารณาปลดบอร์ดบางคนออกไปให้พ้นจาก กสทฯ

อีกทางหนึ่งก็ส่งเรื่องไปยังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ตรวจสอบการทำสัญญาที่เสียเปรียบเอกชน ในสัญญาการทำตลาดให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศวีโอไอพีของบริษัท โปรลิ้งค์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

และกรณีที่ถูกหยิบยกมาโจมตีการทำงานของบอร์ด และนับเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อ กสทฯมากที่สุด คือเรื่องสัญญาการทำตลาดโทรศัพท์มือถือระบบ CDMA 25 จังหวัดภาคกลาง ระหว่าง กสทฯและบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส จำกัด ผู้ทำตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ "ฮัทช์"

โดยเมื่อ 21 ธันวาคม 2548 บอร์ดมีมติว่าสัญญาการทำตลาดโทรศัพท์มือถือระบบซีดีเอ็มเอกับฮัทชิสันฯ ที่ไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย

มีคำถามตามมามากมายว่า เกิดอะไรขึ้น ? ธุรกิจที่ร่วมกันมา 5 ปี วันดีคืนดีทำไมอยู่ดีๆ บอร์ด กสทฯถึงออกมาบอกว่า สัญญาไม่มีผลผูกพันกันตามกฎหมาย ถ้าเป็นสัญญาที่ผิดกฎหมายทำไมถึงปล่อยให้ทำธุรกิจมานานถึงป่านนี้

และสถานะของลูกค้าที่กำลังใช้บริการโทรศัพท์ CDMA ในปัจจุบันจะอยู่ในฐานะใด ?

ที่มาของเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการที่ กสทฯมีแนวคิดจะซื้อโครงข่ายของบีเอฟเคที รวมถึงการซื้อหุ้นของฮัทช์ ซึ่งไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ และต่อมาบอร์ด กสทฯได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาสัญญาการทำตลาด CDMA และสัญญาเช่าโครงข่าย BFKT ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงไอซีที สำนักรัฐวิสาหกิจกระทรวงการคลัง และสำนักงานอัยการสูงสุด

และคณะทำงานชุดดังกล่าวให้ความเห็นว่า การทำธุรกิจระหว่าง กสทฯกับฮัทช์เข้าข่ายการร่วมการงาน แต่ไม่มีการส่งร่างสัญญาให้ทางสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาตามกระบวนการ จึงถือว่าเป็นสัญญาที่ไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ซึ่งบอร์ด กสทฯมีมติรับทราบและสั่งการให้ฝ่ายบริหารทำหนังสือแจ้งไปยังฮัทช์

พร้อมกับมีมติให้คืนเงินส่วนต่างของการหักภาษี ณ ที่จ่าย จากส่วนแบ่งการทำตลาดที่ฮัทช์จ่ายให้แก่ กสทฯ 3 งวด ประกอบด้วยงวดที่ 1 จำนวน 40 ล้านบาท งวดที่ 2 จำนวน 13 ล้านบาท และงวดที่ 3 จำนวน15 ล้านบาท ให้แก่ฮัทช์ เพราะถือว่าสัญญาไม่มีผลตามกฎหมาย

ขณะที่ฮัทช์เองทำหนังสือแจ้งมายัง กสทฯว่า เห็นว่าสัญญายังมีผลผูกพันตามกฎหมายและขอสงวนสิทธิฟ้อง กสทฯในข้อหาใช้สิทธิไม่สุจริต พร้อมกับนำเงินที่ กสทฯส่งคืนไปวางไว้ที่สำนักงานวางทรัพย์ กรมบังคับคดี

"สมพล จันทร์ประเสริฐ" รักษาการซีอีโอ กสทฯเคยแถลงข่าวชี้แจงข้อกล่าวหานี้แทนบอร์ด กสทฯ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2549 โดยระบุว่า เรื่องนี้เป็นมติบอร์ดจริง ว่าสัญญาไม่มีผลบังคับ แต่เป็นเพียงความเห็นของฝั่ง กสทฯเท่านั้น ซึ่งฮัทช์มีความเห็นต่างออกไปว่า สัญญาถูกต้องตามกฎหมาย และหากจะให้ชัดเจนก็จะต้องหา ผู้ชี้ขาด เช่น อาจจะเป็นศาลหรืออนุญาโตตุลาการ

แต่เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของการตั้งคณะทำงานชุดดังกล่าวว่า ทำไมอยู่ๆ บอร์ดถึงออกมาบอกว่า สัญญาไม่มีผลทางกฎหมาย หมายความว่าสัญญาที่ทำมาทั้งหมดผิดกฎหมายหรือไม่ "สมพล" ตอบเพียงว่า "เราอยากทำธุรกิจมากกว่าค้าความ การหาความชัดเจนเรื่องสัญญาก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่เราเน้นการเจรจาเพื่อหาทางออกและสามารถทำธุรกิจต่อไปได้มากกว่า ต้องเข้าใจว่าตอนทำสัญญาคนที่ทำก็เข้าใจว่าไม่ต้องผ่านกระบวนการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการร่วมทุน พ.ศ.2535 แต่บอร์ดวันนี้เห็นว่าสัญญาขัดต่อกฎหมายแต่ก็เป็นเพียงความเห็น เราไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิด แต่เราจะไปในทางที่ กสทฯได้ประโยชน์ เราก็ไม่อยากไปถึงจุดที่ต้องมีการตัดสิน การเจรจาจะเป็นประโยชน์ที่สุดมากกว่าการค้าความ"

ขณะที่บอร์ดคนหนึ่งกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บอร์ดสมัยนั้นเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสัญญาทำตลาด ไม่ใช่การร่วมการงานจึงไม่ต้องส่งสัญญาให้อัยการพิจารณา ดังนั้นเป็นเรื่องที่ต้องเคารพการตัดสินใจของบอร์ด กสทฯในอดีต

"ผมไม่เคยรื้อของเก่า ไม่งั้นก็หมายความว่าท่านประธานศรีสุข (จันทรางศุ) ทำผิดน่ะสิ ต้องเข้าใจว่าการตัดสินใจ ณ สถานการณ์หนึ่งต้องเชื่อว่ามันเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง มันมีประโยชน์อะไรที่จะมารื้อของเก่า องค์กรมันต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่มานั่งทบทวนว่ามันถูกหรือผิด ไม่งั้นองค์กรก็ไม่เดินหน้าสักที"

เมื่อดูจากการส่งสัญญาณของผู้บริหาร กสทฯแล้วจะเห็นได้ว่า กสทฯเลือกที่จะปล่อยให้ประเด็นนี้เป็นสีเทาต่อไป ว่าสัญญานี้ถูกหรือไม่ โดยไม่ต้องการจะทำให้เรื่องราวกระจ่างชัดเจนขึ้น โดยให้เหตุผลว่า นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ กสทฯที่จะทำให้สามารถทำธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่น

เท่ากับว่า กสทฯยอมหลิ่วตาข้างหนึ่ง ไม่คำนึงถึงความถูกต้องทางกฎหมาย ถ้าตัวเองได้ประโยชน์ใช่หรือไม่ ?

ล่าสุดสหภาพ กสทฯได้ยื่นหนังสือถึง น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ให้ยื่นเรื่องสัญญาที่คลุมเครือนี้ให้กฤษฎีกาตีความว่า สัญญาทำตลาดของฮัทช์มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายหรือไม่

หากกฤษฎีกาตีความออกมาว่า สัญญาผิดกฎหมาย นั่นหมายถึงผลกระทบต่อ กสทฯอย่างมหาศาล ทั้งเรื่องรายได้ ความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ และที่สำคัญคือจะต้องมีผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้

นับเป็นเรื่องวัดใจ น.พ.สุชัย ว่าจะส่งเรื่องไปให้กฤษฎีกาหรือไม่

 

แหล่งข่าว : ประชาชาติธุรกิจ




ลงวันที่ 04/07/2006 17:26:00
จำนวนผู้ชม 1756 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์