|
 |
•
เปิดผลสำรวจแรงงานหลังน้ำลด ชี้ส่วนใหญ่ไม่เลิกจ้าง
เพียงแค่ชะลอรับคนเพิ่ม
•
บริษัทส่วนใหญ่มั่นใจไม่มีปัญหาการจ้างงาน
แต่หวั่นอาจขาดแคลนแรงงานคุณภาพ
•
เชื่อเหตุการณ์น้ำท่วมจะส่งผลกระทบไปอีก6 -12 เดือน
•
10 อันดับกลุ่มงานที่ต้องการคนสูงสุด
งานบริการลูกค้ายังมาแรง
จ็อบสตรีทดอทคอม รายงาน
“ผลสำรวจการรับมือผลกระทบด้านแรงงานหลังวิฤตน้ำท่วม”
จัดทำขึ้นเพื่อสำรวจการรับมือผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่
โดยเฉพาะในด้านปัญหาแรงงานต่างๆ จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวนกว่า 700 บริษัท
ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิต ธุรกิจบริการ และคอมพิวเตอร์ไอที
ในจำนวนนี้ได้รับผลกระทบด้านแรงงานถึง 80% และพบว่า 40%
ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบไม่มีนโยบายเลิกจ้าง
แต่อาจมีนโยบายชะลอการรับคนเพิ่มในระยะแรก
ฐนาภรณ์
สถิตพันธุ์เวชา ผู้จัดการสาขาประเทศไทย บริษัท จัดหางาน จ็อบสตรีท (ประเทศไทย)
จำกัด กล่าวว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่เกิดขึ้นในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา
ส่งผลกระทบอย่างมากมายต่ออุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการผลิต
ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่ต้องปิดการผลิตไปอย่างไม่มีกำหนด
ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)
ปรับลดคาดการณ์จีดีพีของไทยในปีนี้เหลือเพียงเติบโต 1.5% จากเดิมคาดไว้ที่ 3.5-4%
แต่ในปี 2555 คาดว่าจีดีพีจะกลับมาขยายตัวได้สูงถึง 4.5-5.5%
ซึ่งสอดคล้องกับธนาคารโลกที่ปรับลดคาดการณ์การเติบโตตัวเลขจีดีพีในปีนี้เหลือเพียง
1.2%
แต่เชื่อมั่นว่าจากกิจกรรมการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมจะทำให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีปีหน้าเป็นบวกได้อย่างน้อย
0.1 % โดยเชื่อว่ากำลังการผลิตจะกลับมาผลิตได้ตามปกติในปี 2555 และคาดว่าในปี 2556
จะไม่มีผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้อีก
ในส่วนผลกระทบด้านการจัดสรรกำลังคนและแผนรับมือด้านแรงงานกรณีได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมนั้น
38%
ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบไม่มีนโยบายปลดพนักงานหรือพักการจ้างานชั่วคราวและยังคงให้ค่าล่วงเวลาเพื่อช่วยเหลือพนักงาน
14% รับพนักงานชั่วคราวแทนการรับพนักงานประจำเพื่อลดค่าใช้จ่ายบางส่วน 6%
ลดเงินเดือนพนักงานลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย มี 2%
ที่จำเป็นต้องปลดพนักงานออกบางส่วน และ 3%
ของบริษัทเหล่านี้ใช้นโยบายลดเงินได้อื่นๆ ลง และอีก 3% มีแผนชะลอการรับคนเพิ่ม
แต่พบว่ามีบริษัทถึง 24% ที่วางแผนจะรับพนักงานเพิ่ม
เพื่อเร่งการผลิตหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมเข้าสู่ภาวะปกติ
นอกจากนี้ยังมีแผนการรับมืออื่นๆ อีก 10% อาทิ
การปรับแผนการทำงานเพื่อให้ยังสามารถให้บริการลูกค้าได้
หรือการให้พนักงานทำงานจากบ้านได้
เป็นต้น
ผู้จัดการสาขาประเทศไทย กล่าวอีกว่า
บริษัทยังสำรวจต่อไปถึงแนวโน้มปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในการจ้างงานในอนาคตหลังเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ
41% เห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาใด ขณะที่ 28% เป็นห่วงว่าอาจขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ
โดย 24% ระบุเฉพาะเจาะจงว่าอาจเกิดการขาดแคลนแรงงานฝีมือ
และจากการสอบถามถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจอันเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมนั้น 51%
คาดว่าสถานการณ์น้ำน่าจะส่งผลไปอีกเพียง 6-12 เดือน
สอดคล้องกับข้อมูลที่ธนาคารโลกได้คาดการณ์ไว้ ในขณะที่ 30%
เชื่อมั่นว่าจะส่งผลกระทบอีกเพียงไม่เกิน 6 เดือน และ 11% เชื่อว่าจะส่งผลนานกว่า
18 เดือน
สำหรับคาดการณ์อัตราจ้างงานขององค์กรในอีก 12
เดือนข้างหน้านั้น 54% ยังคงต้องการรับแรงงานเพิ่มเนื่องจากธุรกิจมีการขยายตัว 29%
แจ้งว่าการจ้างงานมีอัตราคงที่ 17%
คาดว่าจะมีการจ้างงานน้อยลงโดยจะมีการจ้างงานในตำแหน่งที่มีความสำคัญเท่านั้น
และไม่มีบริษัทใดที่ระบุว่าจะมีการเลิกจ้างในอนาคต
ทั้งนี้กลุ่มงานที่ยังมีความต้องการจ้างงานสูงสุดจนถึงไตรมาสที่สองของปี 2555 10
อันดับแรก คือ งานบริการลูกค้า 40% งานดูแลซ่อมแซม 32% งานขาย 31% วิศวกรรมไฟฟ้า
26% งานบัญชี 24% งานไอทีด้านระบบ 21% งานการตลาดและพัฒนาธุรกิจ 18%
งานคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ 17% งานขายด้านวิศวกรรม 17% และงานด้านวิศวกรรมเครื่องกล
16%
นอกจากนี้
บริษัทยังได้จัดสำรวจแผนการรับมือจากผลกระทบน้ำท่วมในกลุ่มคนทำงานด้วย
เพื่อสำรวจการรับมือและความต้องการความช่วยเหลือจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่
พบว่าผู้ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างและลดค่าแรงมีมากถึง 34% และมีถึง 59%
ที่กำลังมองหางานใหม่และต้องการหารายได้เสริมเพื่อให้ครอบคลุมภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นหลังน้ำลด
จากการสำรวจคนทำงาน
จำนวน 1,700 ราย อายุระหว่าง 23-50 ปี พบว่าในจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบ 47% นั้น
21% ถูกลดค่าแรงรวมไปถึงเงินได้อื่นๆ เช่นเบี้ยเลี้ยง ค่าล่วงเวลา
โบนัสประจำปีและสวัสดิการต่างๆ 13% โดนปลดออกจากงาน และ 14%
ระบุว่าได้รับผลกระทบอื่นๆ เช่นต้องรับภาระงานมากขึ้นเนื่องจากบริษัทลดคน
รายรับไม่พอกับรายจ่ายเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นแต่รายได้ลดลงหรือเท่าเดิม
อยากหางานใหม่แต่งานหายากขึ้น
และเกิดความเครียดจากภาวะน้ำท่วมรวมไปถึงสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจการเมือง
เมื่อถามต่อถึงการเตรียมตัวเพื่อรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์น้ำท่วม
40% เริ่มมองหางานใหม่ 19%
พยายามหารายได้พิเศษนอกเหนือจากงานประจำเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
ทั้งราคาสินค้าที่แพงขึ้นและการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยหลังน้ำลด และ 2%
มีการเตรียมรับมือในลักษณะอื่นๆ อาทิ การพัฒนาตนเองเพิ่มเติมช่วงที่หยุดงาน
การพยายามลดค่าใช้จ่ายลง รวมไปถึงการใช้โอกาสนี้ในการออกไปช่วยเหลือผู้อื่น
ในขณะที่มีถึง 39% ที่ระบุว่าไม่ได้เตรียมตัวใดๆ ทั้งสิ้น
ที่มา : http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9540000165934