ผู้นำที่ประสบความสำเร็จ กับ ผู้นำที่ล้มเหลว .

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จ กับ ผู้นำที่ล้มเหลว . | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



บทนำ


ยุคนี้เป็นยุคที่เรามักจะได้ยินคำว่า CEO หรือ Chief Executive Officer กันจนชินหูเลยนะครับ ซึ่งก็จะมีคำแปลต่าง ๆ กันไป แต่สรุปความหมายคือผู้นำสูงสุดขององค์การที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการตัดสินใจ หรือที่เขามักจะเรียกว่าผู้นำแบบบูรณาการแต่โลกเรานี้ก็มีสองด้านอยู่เสมอนะครับมีความสำเร็จก็ต้องมีล้มเหลว เช่นเดียวกัน CEO ที่ผมพูดถึงนี้ก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ซึ่งส่วนใหญ่คนมักจะชอบฟังแต่สิ่งที่ดี ๆ ทำให้บางครั้งมองข้ามที่สิ่งที่ไม่อยากจะฟังไป ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่ล้มเหลวนั้นอาจเป็นข้อเตือนใจที่ไม่ทำให้เราทำผิดซ้ำกับที่คนอื่นได้ทำมาแล้วก่อนหน้านี้ก็เป็นได้นะครับ
วันนี้ผมเลยมีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับผู้นำ หรือ CEO ที่ประสบความสำเร็จซึ่งเผยแพร่อยู่ใน ยู.เอส.เอ.ทูเดย์ ด็อทคอม โดยคุณ เดนิส เกิร์สเทน และ สาเหตุที่ CEO ประสบความล้มเหลวโดย ดร.เดวิด ด็อทลิซ และ ดร.ปีเตอร์ ไคโร ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้นำในทุกระดับมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นแง่คิดสำหรับท่านดังนี้ครับ


CEO ที่ประสบความสำเร็จจะมีคุณลักษณะดังนี้


1. สร้างทีมงานโดยการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ (Build teamwork by empowering employees to make decisions) โดยผู้นำในแต่ละระดับจะมีอำนาจตัดสินใจเพื่อความคล่องตัวในการให้บริการกับลูกค้า จะทำให้งานไม่เป็นระบบราชการและลดขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ ยังมีหลายองค์การนะครับที่รวบอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ผู้นำสูงสุด หรือผู้นำในองค์การระดับสูงเพียงไม่กี่คน เพราะมีแนวความคิดที่ว่าการกระจายอำนาจจะทำให้ตนเองสูญเสียอำนาจ แต่อย่าลืมนะครับว่า ปัจจุบันนี้การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน องค์การใดมีขั้นตอนการทำงานที่เยิ่นเย้อมากมายแล้ว ย่อมเสียเปรียบคู่แข่งในที่สุดครับ


2. ผู้นำจะต้องรับผิดชอบและมีบทบาทในการนำหน่วยงานมุ่งไปข้างหน้า (Take charge) ไม่ว่าจะพบเรื่องร้ายหรือดี ไม่ใช่เพียงแค่ชี้นิ้วสั่งการ ซึ่ง Key word ในข้อนี้คือคำว่า “ความรับผิดชอบ” หรือ Accountability ซึ่งอาจเรียกให้ชัดเจนว่า “สำนึกในความรับผิดชอบ” ที่จะต้องมีอยู่สูงกว่าความรับผิดชอบ “Responsibility” เช่น เมื่อหัวหน้างานสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานแล้วงานประสบปัญหาจนถูกตำหนิ ผู้ใต้บังคับบัญชานั้นยังคงต้องมีความรับผิดชอบที่เราเรียกว่า Responsibility ของเขาอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญ หัวหน้าจะบอกว่านี่เป็นความรับผิดชอบและเป็นความผิดของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่เพียงคนเดียวไม่ได้ครับ หัวหน้ายังจะต้องมีสำนึกในความรับผิดชอบ (Accountability) เพราะตัวเองยังเป็นหัวหน้าเขาอยู่และจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดอยู่ดี แม้ว่าความผิดพลาดหรือล้มเหลวจะมาจากผู้ใต้บังคับบัญชาก็ตามครับ ดังนั้นหัวหน้าที่คอยโบ้ยความรับผิดชอบให้ลูกน้องเมื่องานผิดพลาดและบอกว่าฉันไม่ได้ทำ แต่ลูกน้องต่างหากที่ทำผิดพลาดน่ะ แสดงว่าท่านขาดคุณสมบัติของ CEO ที่ประสบความสำเร็จแล้วล่ะครับ


3. รู้จังหวะว่าเมื่อไหร่ควรถอย (Know when to back off) ผู้นำที่ดีควรจะต้องรู้สมรรถนะของผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองว่าใครทำงานอะไรได้ดีมากน้อยแค่ไหน และดูแลให้เขาทำงานไปตามหน้าที่งานโดยไม่เข้าไปจุกจิกหรือทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาแทนเสียเอง และไม่ควรคิดว่าตนเองรู้งานของผู้ใต้บังคับบัญชา แถมยังรู้สึกว่าตนเองทำงานนั้นได้ดีกว่าเขาเสียอีก เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นในไม่ช้าหัวหน้างานคนนั้นก็จะกลายเป็น “ผู้จัดการวิญญาณเสมียน” ในที่สุดครับ ทางที่ดีควรถอยห่างออกมาแล้วทำหน้าที่เสมือนโค้ชจะดีกว่านะครับ


4. เชื่อมั่นในตัวผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ความสำคัญในเรื่องคน (Invest in power people) ผู้นำที่ดีจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องคนตั้งแต่การจ้างหรือการสรรหาคัดเลือกคนเข้ามาทำงานกับองค์การเลยครับ เพราะนี่คือปราการด่านแรกในการหาคนที่มีคุณภาพเข้ามาในองค์การ หากได้คนไม่ดีเข้ามาแล้วจะเป็นปัญหากับองค์การในระยะยาวเลยนะครับ สำหรับในเรื่องการสรรหาบุคลากรนั้นผมเคยเขียนลงใน For Quality ไปถึงสี่ตอนแล้ว ท่านที่เคยอ่านผ่านตาไปแล้วคงยังจำได้ ซึ่งในเรื่องนี้ผู้นำในองค์การให้ความสำคัญมากครับ


5. กล้าเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน (Face uncertainty) คำ ๆ นี้แทบไม่ต้องแปลความเพิ่มเติมแล้วนะครับ เพราะเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนนั้นย่อมท้าทายความสามารถของผู้นำอยู่ตลอดไปแหละครับ


6. มีความพยายามในการเอาชนะข้อสงสัยและปัญหาต่าง ๆ (Overcome doubts) โดยมุ่งมั่นในผลสำเร็จของงานเพื่อขจัดปัญหาต่าง ๆ เมื่อเราได้ทราบว่าผู้นำหรือ CEO ที่ประสบความสำเร็จมีคุณลักษณะอย่างไรแล้ว

เราลองมาดูผู้นำหรือ CEO ที่ล้มเหลวกันบ้างนะครับว่ามีอะไรบ้างดังนี้ครับ......

 

ผู้นำที่ล้มเหลว


1. มีความหยิ่งทะนงตน (Arrogance) คิดว่าตัวเองถูกและคนอื่นผิดอยู่เสมอ


2. คิดว่าตนเองเป็นจุดรวมของความสนใจของผู้คนรอบข้าง (Melodrama)


3. อารมณ์ไม่คงที่ ขึ้น ๆ ลง ๆ (Valatility) แกว่งไปแกว่งมา เช้าก็อารมณ์หนึ่ง บ่ายอาจจะเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง ผู้ใต้บังคับบัญชาจะเข้าไปพบต้องดูทิศทางลมให้ดีเสียก่อน


4. กลัวการตัดสินใจ (Excessive cautions) เวลาจะตัดสินใจมักจะใช้เวลาคิดมาก เพราะกลัวว่าถ้าตัดสินใจไปแล้วผิดพลาดตัวเองจะต้องรับผลนั้น ซึ่งแน่ล่ะครับ ถ้าองค์การใดมีผู้นำในลักษณะนี้คงไม่ต้องสงสัยว่า งานแทบทั้งหมดจะต้องเข้าไปรออนุมัติอยู่ในห้องของ CEO เป็นตั้ง ๆ เลยครับ


5. มองแต่เรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี (Habitual Distrust) คิดแต่เรื่องที่เป็นลบ มองไปที่งานใดก็จะคิดแต่เรื่องไม่ดีไว้ก่อน จะเรียกว่ามองโลกในแง่ร้ายก็ได้นะครับ


6. ไม่นำตัวเข้าไปผูกสัมพันธ์กับใคร หรือไม่ติดต่อคบค้าสมาคมกับใคร (Aloofness) ผู้นำประเภทนี้อาจจะเป็นผู้นำประเภท “มั่น” มาก ๆ ประเภท “ข้าแน่” มองคนรอบตัวด้อยกว่าไปหมด ก็เลยไม่เห็นความสำคัญหรือความจำเป็นที่จะต้องผูกสัมพันธ์กับใคร


7. เชื่อว่ากฎระเบียบถูกสร้างมาให้ถูกทำลาย (Mischievousness) ผู้นำประเภทนี้มักจะเชื่อว่าเขาสามารถจะทำลายสิ่งใดได้เสมอ (ถ้าเขาไม่พอใจมันขึ้นมา) น่ากลัวนะครับสำหรับผู้นำประเภทนี้ เพราะเขาพร้อมจะสร้างกฎใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของตนเองซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะถูกไปเสียทุกเรื่องเสียเมื่อไหร่ล่ะครับ


8. เลือกที่จะแตกต่าง (Eccentricity) หรือเลือกที่จะเป็นเพียงเพื่อคุยว่าตนเองแตกต่างจากคนอื่น แต่โดยแท้ที่จริงแล้วความแตกต่างนั้นไม่ได้มีนัยยะอะไรที่สำคัญที่จะอ้างได้เลย เรียกได้ว่าเป็นผู้นำประเภทที่ตีฆ้องร้องป่าวว่า “ฉันแตกต่าง” แต่พอถามความเห็นของคนที่เข้ามามุงดูแล้วกลับบอกว่า “ก็เพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่เท่านั้น....” ลองคิดดูสิครับว่าถ้าองค์การของท่านมีผู้นำที่เพียงใช้ความรู้สึกของตนเองว่าแตกต่าง แล้วตัดสินใจผลิตสินค้าหรือบริการที่ลูกค้า (หรือแม้แต่พนักงานที่ชำนาญในผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ) ก็ยังมองว่าไม่แตกต่าง แล้วออกไปสู่ตลาดแล้ว จะเกิดผลอะไรขึ้นกับสินค้าตัวนั้น ?


9. ไม่เชื่อในสิ่งที่เราพูด (Passive Resistance) อ้าว ! ถ้าได้ผู้นำประเภทนี้ก็ยุ่งแล้วนะครับ เพราะพูดในสิ่งที่แม้แต่ตนเองก็ยังไม่มีความเชื่อนั้นอยู่เลย มันก็ขัดแย้งแย่น่ะสิครับ แล้วอย่างนี้จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อได้อย่างไรล่ะครับ นาน ๆ ไปก็จะกลายเป็นท่าน “พูดอย่างแล้วทำอีกอย่างหนึ่ง” ในที่สุดน่ะสิครับ


10. เสียเวลาไปกับการทำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แถมก็ทำได้ดี แต่พอเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ที่สำคัญ ๆ กลับทำผิดพลาด (Perfectionism) เสียนี่ หรือเรียกว่า “เล็ก ๆ ทำ (ได้ดีเสียด้วย) แต่ใหญ่ ๆ ทำผิดพลาด”


11. อยากจะทำตัวให้เป็นคนที่คนอื่นรักอยู่เสมอ (Eagerness to please) เรียกว่าอยากสร้างภาพให้ตัวเองเป็นพ่อพระ หรือแม่พระ ภาพพจน์ตัวเองจะต้องดูดีเสมอ ซึ่งในชีวิตจริงของผู้นำนั้นจะต้องมีทั้ง “ให้คุณ” และ “ให้โทษ” กับผู้ใต้บังคับบัญชาได้ หรือในบางสถานการณ์ต้องการความชัดเจนเด็ดขาด หากผู้นำยังต้องการทำตัวให้เป็นที่รักของคนรอบข้างตลอดเวลานั้น ผู้นำท่านนั้นก็น่าจะพบปัญหาแล้วล่ะครับ


ที่ผมนำมาเล่าสู่กันฟังทั้งหมดข้างต้นนี้คงจะพอประยุกต์ใช้กับหัวหน้างานที่มีผู้ใต้บังคับบัญชา
ในระดับถัด ๆ ลงมาจาก CEO ตลอดจนทุกท่านที่สนใจด้วยนะครับ เพราะคงไม่มีใครที่อยากจะย่ำอยู่ในตำแหน่งเดิมโดยไม่มีการเลื่อนตำแหน่ง หรือขาดความก้าวหน้าในงานใช่ไหมครับ ในขณะเดียวกันแม้วันนี้ท่านอาจจะยังไม่ใช่ CEO แต่ท่านก็ลองดู CEO ของท่านในวันนี้สิครับว่าเขาอยู่ในข้อใดที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ หรือเขากำลังอยู่ในข้อใดที่กำลังจะนำพาตัวเขา (พร้อมทั้งตำแหน่ง) ไปสู่ความล้มเหลว เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับตำแหน่งหน้าที่การงานของท่านในวันข้างหน้าที่จะได้ไม่ผิดพลาดซ้ำกับตัวอย่างที่ท่านได้เห็นแล้วไงครับ.

 


Posted by ธำรงศักดิ์ ที่มา: http://www.excelexperttraining.com
Category : HR Share Knowledge

 

 





จำนวนผู้ชม 11610 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์