อนาคตของ Competency ในองค์กรไทยจะเป็นอย่างไร?

อนาคตของ Competency ในองค์กรไทยจะเป็นอย่างไร? | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



ณรงค์วิทย์ แสนทอง
www.peoplevalue.co.th

              ถึงแม้กระแสของ Competency ยังคงแรงอยู่ในองค์กร แต่กระแสที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่กระแสของการเห่อของใหม่ ไม่ใช่กระแสของความอยากรู้ อยากเรียน แต่เป็นกระแสที่องค์กรต่างๆกำลังดันทุรังเดินต่อไปข้างหน้า ด้วยเหตุผลหลายประการคือ เป็นนโยบายที่ผู้บริหารสั่งการลงมาว่าจะต้องทำ (ได้แต่สั่งๆๆๆเหมือนเพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่งที่กำลังดังในตอนนี้) เลยทำให้เกิดกระแสการหาทางออก หาทางไปของคนทำงาน ทั้งๆที่คนทำงานบางคนมองไม่เห็นอนาคตว่าจะเดินต่อไปได้อย่างไร หรือคนทำงานเองก็ยังไม่ค่อยรู้สึกเชื่อหลักการและแนวทางที่กำลังทำอยู่มากนัก  แต่เพื่ออนาคตของตำแหน่งหน้าที่ตัวเองที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ ก็ต้องแสดงให้ผู้บริหารเห็นว่ากำลังทำอยู่ เพราะมิฉะนั้นคนทำงานจะหมดอนาคตก่อนที่จะเห็นอนาคตของ Competency ถ้าจะแบ่งกลุ่มของคนทำงานที่รับผิดชอบเรื่อง Competency ในองค์กรต่างๆ ตอนนี้ คงจะพอแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้

  • กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ตกเป็นศิษย์สำนัก Competency ไปเรียบร้อยแล้ว
    กลุ่มนี้จะเชื่อแบบหมดตัว ที่เชื่อเพราะมีแผนชีวิตที่กำลังจะจับเรื่องนี้เป็นอาชีพในอนาคต(ออกไปเป็นวิทยากร ที่ปรึกษา อาจารย์พิเศษ ฯลฯ)  หรือที่เชื่อเพราะเห็นตัวอย่างในต่างประเทศว่าเขาทำได้จริง หรือเชื่อเพราะไม่รู้ (เหมือนคนที่เชื่อเรื่องผีสาง เชื่อเพราะไม่รู้ ไม่สามารถอธิบายได้ ก็เลยเชื่อไว้ก่อน) คนกลุ่มนี้มีความพยายามสูงในการคิดโน่นคิดนี่ และลองใช้ดูก่อน วิธีนี้ไม่ดีก็เปลี่ยนวิธีใหม่ไปเรื่อยๆ
  • กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่เริ่มอยู่ในทางสองแพร่ง
    คนกลุ่มนี้มีความรู้สึกว่าทำไปทำมาเหมือนจะกลับไปกลับมาวนเวียนอยู่ที่เดิมมากกว่าที่จะเดินไปข้างหน้า ทำให้รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจกับสิ่งที่คิดสิ่งที่ทำ คนกลุ่มนี้จะเริ่มออกไปถามหาตัวอย่างและแนวทาง จากองค์กรอื่นหรือผู้ที่คิดว่ารู้(ซึ่งในตลาดมีทั้งรู้จริง และคิดว่ารู้จริง)ว่าควรจะเดินต่อไปอย่างไร เพราะเดินมาไกลแล้วไม่อยากย้อนกลับไปที่เดิม แต่ก็ยังมองไม่เห็นอนาคตว่าเหลือระยะทางอีกเท่าไหร่จึงจะไปถึงจุดหมายปลายทางของความสำเร็จในการนำเอา Competency มาใช้ในองค์กร บางคนเริ่มเปลี่ยนไปคบคนฝ่ายค้าน (คนที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับเรื่อง Competency) แต่เนื่องจากตัวเองอยู่ฝ่ายรัฐบาล (เป็นคณะทำงานเสียเอง) ถ้าเดินไปบอกผู้บริหารว่า “เลิกทำเถอะ” คงจะโดนดุหรือโดนตำหนิกลับมาแน่ๆ ก็เลยต้องไปยุยงให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการนำเอา Competency มาใช้ ให้พูดเสียงดังๆหน่อย  เช่น ยุให้ผู้บริหารที่ไม่เห็นด้วยไปพูดกับผู้บริหารระดับสูง หรือไปหาที่ปรึกษา วิทยากร หรือบุคคลที่น่าเชื่อถือมาพูดให้ข้อคิดกับผู้บริหารฟัง เพื่อให้ผู้บริหารเปลี่ยนใจอย่าไปเห่อของใหม่มากเกินไป คนในกลุ่มนี้ก็จะทำพอเป็นพิธีโดยที่จิตวิญญาณไม่ได้อินไปกับเรื่องที่ทำเหมือนนักแสดงที่เล่นไปตามบทแต่ไม่อินกับบทมากนัก คิดเสียว่าทำให้เสร็จ ดีกว่าเสร็จ(ผู้บริหาร)เพราะไม่ได้ทำตามที่สั่ง
  • กลุ่มที่สามคือกลุ่มที่เริ่มปล่อยวางหรืออาจจะทิ้งขวาง Competency ไปแล้ว
    กลุ่มนี้เริ่มหมดไฟในขณะเดียวกันผู้บริหารก็มัวแต่ยุ่งเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า เลยไม่มีเวลามาตามเรื่องนี้ โครงการนำ Competency ในองค์กรกลุ่มนี้ก็ไม่ต่างอะไรจาก “ไฟไหม้ฟาง” พอฟางหมดไฟก็ดับ ฟางในที่นี้คือการเอาจริงเอาจังของผู้บริหาร งบประมาณ และเวลาของคณะทำงาน

สำหรับปัญหาการนำเอา Competency ไปใช้จริง ที่หลายองค์กรเจออยู่ในปัจจุบันคือ

  • ผลการประเมินระดับของ Competency รายบุคคลถูกต้องและน่าเชื่อถือจริงหรือไม่?
    เมื่อประเมินระดับ Competency ออกมาแล้ว ไม่ว่าจะถามใครว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ คนส่วนใหญ่บอกว่าไม่น่าเชื่อถือหรือไม่แน่ใจ เพราะการประเมินเกิดจากความรู้สึกส่วนบุคคลเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น (คือเวลา 5-10 นาที ที่กำลังทำแบบประเมิน) ถึงแม้จะประเมินแบบ 360 องศา ถ้าตัวผู้ประเมินขาดมาตรฐานรับรองได้ว่าต่อให้ประเมินแบบ 1000 องศาก็ไม่น่าเชื่อถือ หรือลองให้ผู้ประเมินคนเดิมประเมินใหม่หลังจากประเมินครั้งแรกไปแล้วสักสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ รับรองได้ว่าผลการประเมินแตกต่างกัน ทั้งๆที่ผู้ถูกประเมินยังไม่ได้พัฒนาตนเองหรือไม่ได้ทำอะไรให้แย่ไปกว่าเดิม แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานการประเมินทั้งแบบการประเมินและผู้ประเมินยังไม่ดีพอ อีกวิธีหนึ่งที่น่าจะลองนำมาตรวจสอบผลการประเมินคือ ให้เลือกคนที่ได้คะแนนประเมิน Competency สูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ไปเปรียบเทียบกับผลการปฏิบัติงานจริงว่าสัมพันธ์กันหรือไม่ อาจจะพบว่าคนบางคนที่ได้คะแนนประเมินระดับ Competency สูง แต่ผลการปฏิบัติงานจริงต่ำกว่ามาตรฐานก็ได้ อย่างนี้บอกได้ว่า Competency ที่นำมาประเมินคนๆนั้นไม่สัมพันธ์กับงานที่ทำ หรือไม่ก็รูปแบบหรือวิธีการการประเมิน Competency ยังไม่มีประสิทธิภาพนั่นเอง

    การประเมินเรื่องบางเรื่องไม่ควรประเมินว่าอยู่ระดับไหน เช่น ความซื่อสัตย์ จริยธรรม มโนธรรม ฯลฯ เพราะประเมินออกมาไม่รู้จะบอกคนถูกประเมินว่าอย่างไร เช่น ผลการประเมินออกมาอยู่ระดับ 2 เต็ม 5 จะบอกว่าความซื่อสัตย์ของคุณมีเล็กน้อยหรือค่อนข้างน้อย ก็ฟังดูแปลกๆอยู่นะครับ เพราะเรื่องบางเรื่องเป็นเหมือนสวิทซ์ไฟที่เป็นแบบ ON กับ OFF คือปิดกับเปิด หรือมีกับไม่มีเท่านั้น ไม่ต้องไปประเมินว่าไม่มีระดับไหน
  • ไม่รู้ว่าจะนำผลการประเมินไปใช้ได้อย่างไร?
    เมื่อการประเมินระดับของ Competency ยังไม่มีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าการนำผลที่ผิดพลาดไปใช้งานย่อมใช้ไม่ได้ ถึงแม้จะนำไปใช้งานต่อได้ แต่ผลสืบเนื่องคือเกิดความผิดพลาดซ้ำซ้อน(เหมือนพิการซ้ำซ้อน) ปัญหาแรกคือการทำให้คนถูกประเมินยอมรับผลการประเมิน หลายองค์กรประเมินมาแล้วแต่ไม่รู้จะแจ้งผลการประเมินให้ผู้ถูกประเมินทราบอย่างไร ถ้าเขาถาม ถ้าเขาเถียง เราในฐานะผู้แจ้งผลจะชี้แจงเขาอย่างไร (ส่วนใหญ่ก็ได้แต่มั่วๆเอาเหมือนกับการแจ้งผลการประเมินผลงานประจำปีในอดีต) และข้ออ้างหนึ่งที่มักจะทำให้ผู้ถูกประเมินไม่ถามต่อคือ “ผลการประเมินมาจากผู้ประเมินหลายคนเพราะเราใช้ระบบ 360 องศา น่าเชื่อถือแน่ๆไม่ใช่ผลจากการประเมินจากคนเพียงบางคนเดียว” (แต่ในความเป็นจริงคือคนร้อยคนที่ประเมินอาจจะมั่วเกินกว่าครึ่งก็ได้) ผู้ถูกประเมินฟังดูแล้วก็ไม่รู้จะเถียงอะไรต่อ แต่ลึกๆก็ยังรู้สึกว่าผลที่ประเมินไม่ตรงกับความเป็นจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลานำผลการประเมินไปใช้ในการวางแผนพัฒนาฝึกอบรม ผู้ถูกประเมิน(ผู้ที่จะเข้ารับการฝึกอบรม) ก็ไม่ค่อยเต็มใจเข้าอบรม หรือเข้าอบรมแบบขอไปทีหนีไม่ออก เลี่ยงไม่ได้ สุดท้ายการฝึกอบรมที่หวังว่าคนที่ข้ารับการฝึกอบรมจะมีระดับ Competency ที่สูงขึ้นก็สูญเปล่าไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด มีแต่เสียเงินเสียเวลาไปมากกว่าเดิมเท่านั้นเอง

จากสถานการณ์ของการนำเอา Competency ไปใช้ในองค์กรในปัจจุบัน ผมคิดว่าแนวโน้มหรืออนาคตของ Competency ในองค์กรไทย น่าจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักดังนี้

กลุ่มที่ 1 : กลุ่มที่เดินหน้าทำต่อเต็มรูปแบบ

องค์กรในกลุ่มนี้น่าจะเป็นองค์กรที่มีเครือข่ายมาจากต่างประเทศหรือไม่ก็เป็นองค์กรใหญ่ๆที่ต้องการเป็นผู้นำต้องการเป็นโมเดลหรือต้นแบบให้กับองค์กรอื่น องค์กรในกลุ่มนี้อาจจะต้องเน้นการสร้างเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อการประเมิน Competency ขึ้นมาเอง เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของคนไทยมากกว่าไปลอกเลียนแบบมาจากตะวันตก แต่ต้องลงทุนในเรื่องนี้ค่อนข้างสูง องค์กรกลุ่มนี้อาจจะต้องไปว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาออกแบบและคิดค้นเครื่องการวัดและการประเมิน Competency

กลุ่มที่ 2 : กลุ่มที่ทำต่อแต่ยอมทิ้งเครื่องมือและวิธีการสากล กลับมาเริ่มต้นที่หลักการและภูมิปัญญาชาวบ้าน

องค์กรในกลุ่มนี้ยังเชื่อว่าหลักการและแนวคิดของ Competency เป็นสิ่งที่ดี แต่วิธีการไม่จำเป็นต้องไปลอกเลียนแบบมาจากต้นตำรับของต่างประเทศ เนื่องจากองค์กรในบ้านเรายังไม่พร้อม องค์กรในกลุ่มนี้ก็เริ่มคิดหาวิธีการที่เหมาะสมกับองค์กรของตัวเอง โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบที่เกาะมากับแส โดยกลับไปตั้งคำถามว่ากับตัวเองเสียใหม่ว่าเราต้องการอะไรจากการนำ Competency มาใช้ ส่วนวิธีการที่จะไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการนั้น ไม่ต้องไปสนใจว่าเป็นวิธีการแบบสากลหรือแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ขอให้นำมาใช้แล้วได้ผลก็พอแล้ว บางองค์กรอาจจะเขียน Competency แบบชาวบ้าน เช่น ใช้คำว่า “อึด” แทนคำว่า “ความอดทน” ส่วนวิธีการประเมินอาจจะย้อนกลับไปเริ่มต้นที่ผลการปฏิบัติงานเป็นหลัก เช่น อยากจะรู้ว่าคนนี้อึดหรือไม่ ก็ดูจากจำนวนงานที่เลิกทำเนื่องจากเจอปัญหา หรือดูจากเปอร์เซ็นต์งานที่ทำเสร็จตามเป้าหมาย ฯลฯ องค์กรในกลุ่มนี้เปรียบเสมือนปราชญ์ชาวบ้านที่มีศักยภาพในการคิดหาวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองโดยไม่สนใจว่าเป็นสากลหรือไม่ เหมือนหมอแผนโบราณที่มุ่งเน้นผลการรักษาของยาหม้อยาต้ม มากกว่าแพ็คเก็จจิ้ง (บรรจุภัณฑ์) ที่สวยงาม
บางองค์กรอาจจะย้อนกลับไปทำตั้งแต่เรื่องความรู้และทักษะในงานให้แน่นก่อน ก่อนที่จะมาทำสิ่งที่เรียกกว่า “Generic หรือ Managerial Competency” พูดง่ายๆคือถ้าเป็นกีฬาฟุตบอล ก็ต้องย้อนกลับไปเน้นเบสิกการเตะฟุตบอลให้ดีก่อน ก่อนที่จะมาทำเรื่องเทคนิคการเตะไซด์โค้ง หรือตีลังกาเตะเพื่อยิงประตู

กลุ่มที่ 3 : กลุ่มที่ยังอยากทำต่อ แต่ขอชะลอไว้ก่อน

องค์กรในกลุ่มนี้จะประกอบไปด้วยสองกลุ่มย่อยคือ กลุ่มองค์กรที่เคยทำมาแล้ว แต่ขอหยุดดูที่อื่นไปก่อน อาจจะเป็นเพราะเอาเวลาไปทำเรื่องอื่นก่อนที่ด่วนกว่าสำคัญกว่า หรือเป็นเพราะยังไม่เห็นตัวอย่างที่สำคัญจากองค์กรใหญ่ๆ หรือกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จเห็นเป็นรูปธรรมจากต่างประเทศก่อน แล้วค่อยกลับมาทำอย่างจริงจังอีกครั้ง และกลุ่มองค์กรที่ยังไม่เคยทำเรื่อง Competency มาก่อนเลย กลุ่มนี้จะขอรอให้เห็นอนาคตที่สดใสจากความสำเร็จขององค์กรอื่นก่อนแล้วค่อยลงมือทำ

กลุ่มที่ 4 : กลุ่มองค์กรที่เลิกทำไปแล้ว และยังไม่คิดจะทำต่อ

องค์กรในกลุ่มนี้ รู้สึกเข็ดกับสิ่งใหม่ๆที่ทำแล้วไม่ได้ผล เพราะมองไม่เห็นปลายทาง เจอทางตัน เลยตัดสินใจเลิกทำ บางองค์กรเลิกทำเพราะมีเรื่องอื่นที่ใหม่กว่าและน่าทำมากกว่าเข้ามาในองค์กร บางองค์กรเลิกทำเพราะผู้บริหารเลิกให้ความสำคัญ แต่คิดว่าองค์กรกลุ่มนี้น่าจะมีไม่มากนัก และในอนาคตถ้าแนวทางการนำ Competency มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น กลุ่มนี้ก็ยังมีโอกาสกลับมาทำต่อได้ แต่ที่แน่ๆคือปัจจุบันเลิกทำไปก่อน

สรุป Competency คงจะเป็นบทเรียนที่สำคัญขององค์กรไทยที่จะชี้ให้เห็นว่าอย่าเห่อของใหม่มากเกินไป เจออะไรใหม่ๆ ควรจะเรียนรู้ว่ามันคืออะไร แต่ไม่จำเป็นต้องนำมาใช้เสียทั้งหมด ไม่ต้องกลัวตกขบวนรถไฟฟ้า ถ้าไม่รู้แน่ว่ารถไฟฟ้าขบวนนั้นปลายทางอยู่ที่ไหน ถ้ารีบกระโดดขึ้นไป (เพราะกลัวตกกระแส) อาจจะต้องไปนอนค้างเติ่งอยู่บนรางรถไฟฟ้าที่ใดที่หนึ่งก็ได้ จะเดินย้อนกลับมาก็เสียทั้งเวลาและเสียหน้า ครั้นจะไปข้างหน้าก็ไม่รู้ว่ารถไฟฟ้าขบวนนี้เจอทางตันที่ยังทำไม่เสร็จหรือไม่ ยิ่งเสียเวลาไปกันใหญ่

ผู้นำองค์กรควรจะศึกษาเรื่องใหม่ๆให้ถ่องแท้เสียก่อนก่อนที่จะตัดสินใจนำเข้ามาใช้ในองค์กร และที่สำคัญต้องเข้าใจแนวคิดและหลักการ (Principle) ให้มากกว่าวิธีการ (Method) เหมือนกับคนภาคอีสานที่เป็นเพียงแค่ชาวบ้าน สามารถทำบ้องไฟได้เองโดยไม่ต้องไปลอกเลียนแบบการสร้างยานอวกาศขององค์กรนาซ่า เพราะคนอีสานก็เข้าใจหลักการเดียวกันกับองค์กรนาซ่าคือการส่งวัตถุขึ้นไปบนอากาศโดยการใช้แรงดันจากการจุดระเบิด เพียงแต่สเกลการทำและวิธีการทำแตกต่างกันเท่านั้น เพราะถ้าส่งชาวบ้านไปดูงานที่องค์กรนาซ่าและบอกว่ากลับมาจะต้องสร้างยานอวกาศให้เหมือนเขาคงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะงบไม่มี วัสดุทนความร้อน เทคโนโลยีที่ทันสมัยก็ไม่มี  (เหมือนไปลอกเลียนแบบการประเมิน Competency มาจากต่างประเทศ)

ดังนั้น การนำเอา Competency มาใช้ในองค์กรแบบไทยๆ ก็ขอให้คิดว่าไปดูงานสร้างยานอวกาศจากนาซ่ามา แต่เราจะทำแค่เพียงบ้องไฟธรรมดาขึ้นมาใช้ก่อนก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ ทำไปสักสี่ห้าปีถ้ามีความรู้เพิ่มขึ้นมาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ก็ค่อยๆพัฒนาให้ใกล้เคียงกับรูปแบบของสากลก็ได้

สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความคิดเห็นในบทความนี้จะช่วยสะกิดใจให้ผู้บริหารองค์กรต่างๆ ลองหยุดคิดและใช้ดุลยพินิจในการทบทวนการนำเอา Competency มาใช้ในองค์กรกันได้บ้างนะครับ

เขียนวันที่    4 สิงหาคม 2550
เวลา  07.00 – 09.00 น.
สถานที่   ที่บ้าน
มูลเหตุจูงใจในการเขียน  มีองค์กรต่างๆโทรมาเชิญไปบรรยายเรื่อง Competency แต่ก็ตอบปฏิเสธไปทุกรายเพราะบรรยายให้ไม่ได้ เนื่องจากยังมองไม่เห็นปลายทางสู่ความสำเร็จของเรื่องนี้ที่แท้จริง คนที่โทรมาเชิญส่วนใหญ่คิดเอาเองว่าผมบรรยายได้(ทั้งๆที่ผมรู้ตัวเองว่าบรรยายให้ไม่ได้ เพราะยังไม่รู้แจ้งเห็นจริง)



จำนวนผู้ชม 11854 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์