วิวัฒนาการการประกันสังคมในประเทศไทย

วิวัฒนาการการประกันสังคมในประเทศไทย | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



วิวัฒนาการการประกันสังคมในประเทศไทย

แนวคิดการประกันสังคมในประเทศไทยได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2495 ในรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม  เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการตราเป็นพระราชบัญญัติประกันสังคม  พ.ศ. 2497  และได้มีการจัดตั้ง "กรมประกันสังคม"  สังกัดกระทรวงการคลัง  แต่มิได้นำมาดำเนินการในทางปฏิบัติ       เพราะไม่มีการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ  ภายหลังจากเกิดรัฐประหารล้มรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม  รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นภายหลังได้มีคำสั่ง     ให้ยุบกรมประกันสังคมที่จัดตั้งขึ้นดังกล่าว  และจัดตั้งกองความมั่นคงทางสังคม  โดยให้โอนไปสังกัดกรมประชาสงเคราะห์  กระทรวงมหาดไทย  มีหน้าที่พิจารณา  ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม  พ.ศ. 2497  และเตรียมงานให้พร้อมที่จะดำเนินงานประกันสังคม  ในปลายปี พ.ศ. 2510  กรมประชาสงเคราะห์ได้เสนอให้รัฐบาลทบทวนเรื่องการประกันสังคมขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมบางมาตรา  ในระหว่างนั้นได้เกิดการปฏิวัติขึ้น และในที่สุดคณะปฏิวัติได้ออกประกาศของคณะปฏิวัติ  ฉบับที่ 103  ลงวันที่  16 มีนาคม พ.ศ. 2515 กำหนดให้มีกองทุนเงินทดแทนเพื่อจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างในกรณีที่ประสบอันตรายหรือ    เจ็บป่วย  เนื่องจากการทำงานซึ่งถือได้ว่าเป็นประเภทหนึ่งของระบบการประกันสังคม  และได้มีการจัดตั้งสำนักงานกองทุนเงินทดแทนขึ้นเป็นองค์กรรับผิดชอบการบริหารดังกล่าว  เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2517 และให้สังกัดอยู่ในกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และเป็นต้นกำเนินของกองทุนเงินทดแทน

            ต่อมา พ.ศ. 2518 รัฐบาลได้นำเรื่องการประกันสังคมขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกครั้งตามข้อเสนอของกรมประชาสงเคราะห์    และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเตรียมการประกันสังคม  โดยมีอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้ได้ผลักดันให้รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของระบบประกันสังคม  และขยายขอบเขตออกไปในประเภทอื่น  นอกเหนือจากการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานด้วย
 
            จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2533 สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติรับรองและยืนยันผ่านร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม  ทำให้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย เรียกว่า "พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533"  โดยกำหนดให้มีกองทุนประกันสังคมเพื่อให้ความคุ้มครองลูกจ้าง  กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ  และตายที่ไม่เนื่องจากการทำงาน     รวมทั้งกรณีคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และกรณีว่างงาน และได้จัดตั้งสำนักงานประกันสังคมเพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานกองทุนเงินทดแทน และกองทุนประกันสังคมเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2533 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533   ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533      โดยโอนงานของกรมประชาสงเคราะห์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประกันสังคม  และงานสำนักงานกองทุนเงินทดแทนของกรมแรงงานมาอยู่ในสำนักงานประกันสังคม  ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ต่อมาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2536 ได้มีการจัดตั้งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม  สำนักงานประกันสังคมจึงได้โอนมาอยู่ในสังกัดของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
 
กองทุนประกันสังคม (Social Security Fund)
 
การประกันสังคม  มีวัตถุประสงค์เพื่อให้หลักประกันในการดำรงชีวิตแก่ผู้ประกันตนให้เกิดความมั่นคง  ตั้งแต่เกิดจนวาระสุดท้ายของชีวิต และเสริมสร้างสังคมและประเทศชาติให้มีเสถียรภาพเป็นปึกแผ่น  โดยให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิกผู้อยู่ในความคุ้มครอง  7 กรณี คือ กรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วย  ทุพพลภาพ ตาย      ที่ไม่เนื่องจากการทำงาน ชราภาพ สงเคราะห์บุตร และกรณีว่างงาน ผู้ประกันตนจะได้รับการคุ้มครองเมื่อได้รับอันตรายหรือประสบเหตุกรณีใดกรณีหนึ่งที่ทำให้      เดือดร้อน การช่วยเหลือจะให้ในรูปตัวเงิน (in cash)  และบริการทางการแพทย์ (in kind)
 
ขอบข่ายความคุ้มครอง
 
พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.. 2533  บังคับใช้กับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป  ยกเว้น

1.       ข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน  และลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมงของราชการส่วนกลาง ราชการส่วน  ภูมิภาค และ    ราชการส่วนท้องถิ่น  ยกเว้น ลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน

2.        ลูกจ้างของรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
3.        ลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศและไปประจำทำงานในต่างประเทศ
4.        ครู หรือ ครูใหญ่ของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน นักเรียน นักเรียนพยาบาล นิสิตหรือนักศึกษาหรือแพทย์ฝึกหัด ซึ่งเป็นลูกจ้างของโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาล
5.        ลูกจ้างของเนติบัณฑิตยสภา
6.        ลูกจ้างของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
7.        ลูกจ้างของสภากาชาดไทย
8.        ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
9.        ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมิได้ใช้ลูกจ้างตลอดปี และไม่มีงานลักษณะอื่นรวมอยู่ด้วย
10.      ลูกจ้างของนายจ้างที่จ้างไว้เพื่อทำงาน อันมีลักษณะเป็นครั้งคราว เป็นการจรหรือเป็นไปตามฤดูกาล
11.      ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งงานที่ลูกจ้างทำนั้น มิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย
12.      ลูกจ้างของนายจ้างซึ่งประกอบการค้าเร่ หรือการค้าแผงลอย

เงินสมทบกองทุนประกันสังคม

1.   รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง ออกเงินสมทบเข้ากองทุน  3 ฝ่าย
 
 ตารางแสดงอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ประจำปี 2545 – 2546
 
 

ปี 2545
ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบ
อัตราเงินสมทบรวม
อัตราเงินสมทบเพื่อกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร  ทุพพลภาพ และตาย
อัตราเงินสมทบเพื่อกรณีสงเคราะห์บุตร และชราภาพ
นายจ้าง / ผู้ประกอบการ
3
1
2
ลูกจ้าง
3
1
2
รัฐบาล
2
1
1

ปี 2546
นายจ้าง / ผู้ประกอบการ
4.5
1.5
3
ลูกจ้าง
4.5
1.5
3
รัฐบาล
2.5
1.5
1
 หมายเหตุ : จำนวนเงินสมทบคิดจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน โดยนายจ้าง / ผู้ประกอบการ มีหน้าที่หักเงินสมทบของลูกจ้าง  และนำส่งพร้อมส่วนของนายจ้าง เป็นรายเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
 
 
ที่มา : สำนักงานประกันสังคม
 
 



จำนวนผู้ชม 4078 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์