กลยุทธ์ 'บริหารผลตอบแทน' ลูกจ้าง ให้มากกว่า เงินเดือน-โบนัส

กลยุทธ์ 'บริหารผลตอบแทน' ลูกจ้าง ให้มากกว่า เงินเดือน-โบนัส | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



กลยุทธ์ ''บริหารผลตอบแทน'' ลูกจ้าง ให้มากกว่า เงินเดือน-โบนัส

วรนุช เจียมรจนานนท์
เฮย์กรุ๊ป พบว่า ผลตอบแทนหลักของพนักงานขณะนี้ไม่ได้ขีดวงจำกัดเฉพาะเงินเดือนและโบนัสเท่านั้น แต่องค์กรยังมีการวางกลยุทธ์ "บริหารผลตอบแทน" ทั้งในรูปตัวเงินและแรงจูงใจอื่นๆ เช่น ผลตอบแทนพิเศษ หากพนักงานแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้องค์กรอีกด้วย

สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการคนขององค์กร

"อนุชิต วีรศิริยานนท์" ผู้จัดการด้านการบริหารผลตอบแทนประจำประเทศไทย บริษัท เฮย์กรุ๊ป จำกัด ที่ปรึกษาการบริหารจัดการองค์กร เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจการบริหารค่าตอบแทนของเฮย์กรุ๊ป พบว่า ในขณะนี้องค์กรพยายามสร้างความเท่าเทียมกันของการให้รางวัลพนักงาน ทั้งในรูปแบบของตัวเงิน สวัสดิการ ความก้าวหน้าในงานและสภาวะแวดล้อมในการทำงานที่ดี

ผลตอบแทนหลักของพนักงานจึงไม่มีเฉพาะเงินเดือนและโบนัสเท่านั้น ถือเป็นแนวโน้มในการบริหารจัดการคนขององค์กร

โดยผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มบุคคลที่องค์กรมองว่ามีศักยภาพ จะได้รับการผลักดันให้เกิดความรู้สึกร่วมที่ดีกับองค์กร สร้างทัศนคติที่ดีในการร่วมแรงร่วมใจกันทำงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลักขององค์กร

รวมถึงโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะถูกเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในรูปของการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Chains) และแนวคิดของการเป็นเจ้าของ (Entrepreneurial concept) โดยภาพเดิมๆ ขององค์กรแบบลำดับชั้นได้ถูกทำให้กระชับขึ้น มีสายบังคับบัญชาสั้นลง

ส่วนประเด็นของความก้าวหน้าในอาชีพ มีการขยับทั้งในแนวตั้งและแนวนอนตามความถนัดของพนักงาน

คือ ถ้าถนัดในการเชื่อมโยงวิสัยทัศน์เข้าสู่วิธีการปฏิบัติ ก็จะเป็นการก้าวหน้าทางแนวนอน ส่วนการสร้างสรรค์ความเป็นผู้นำขององค์กรก็จะเป็นการก้าวหน้าแบบแนวตั้ง

"การดึงคนที่มีศักยภาพขององค์กรชั้นนำระดับโลก ส่งผลให้องค์กรขนาดกลางต้องปรับเปลี่ยนการบริหารบุคคลให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเชื่อมโยงกับกลยุทธ์หลักขององค์กร เช่น ถ้าองค์กรต้องการขยายกิจการอย่างรวดเร็ว ก็ต้องมีมาตรการที่เข้มข้นที่จะแข่งขันกับองค์กรอื่น

ถ้าองค์กรเน้นที่จะรักษาส่วนแบ่งการตลาดก็ต้องหลีกเลี่ยงที่จะแข่งขันทางด้านผลตอบแทน โดยมุ่งเน้นที่ความเท่าเทียมกัน” อนุชิต กล่าว

เขามองว่า เงินเดือนและโบนัสไม่ใช่ปัจจัยหลักในการสร้างความผูกพันระหว่างคนกับองค์กร แต่เป็นวัฒนธรรมและความสามารถด้านการจัดการของผู้บริหาร ที่เป็นเครื่องบ่งชี้ระดับความผูกพันที่คนมีต่อองค์กร

ผลสำรวจของเฮย์กรุ๊ปยังพบว่า ผลตอบแทนโดยรวมทั้งในรูปแบบของเงินเดือน โบนัส และสวัสดิการของพนักงานทั่วไปจนถึงผู้บริหารชั้นต้น ของกลุ่มธุรกิจน้ำมันนำมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยกลุ่มธุรกิจพลังงาน ปิโตรเคมี ธนาคาร และสินค้าอุปโภคบริโภค

ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงกลุ่มธนาคารถือเป็นแชมป์ที่ได้รับผลตอบแทนรวมสูงสุด ตามมาด้วยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค โรงงานอุตสาหกรรม และน้ำมัน

"ในกลุ่มบริษัทชั้นนำจะบริหารผลตอบแทนพนักงานอย่างมีระบบ โดยเน้นที่ความเท่าเทียมตามความรับผิดชอบและผลงานที่ผ่านๆ มา พร้อมทั้งมุ่งพัฒนาศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผลตอบแทนโดยรวมจะเติบโตแบบก้าวกระโดดสำหรับพนักงานที่พัฒนาตัวเองได้เร็ว"

สำหรับแนวโน้มอัตราการขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยของพนักงานทุกระดับจะอยู่ที่ระดับ 6.7% และโบนัสรวมเฉลี่ยคือ 3 เท่าของเงินเดือน โดยผู้บริหารระดับสูงจะได้โบนัสโดยรวมสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย

ส่วนแนวโน้มการย้ายงานจะลดลงเหลือประมาณ 7.5% เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงของงานใหม่ ทำให้ต้องคิดหลายรอบก่อนเปลี่ยนงาน

สำหรับองค์กรที่ผลประกอบการแย่ลงหรือทรงตัวจะปรับเงินเดือนขึ้นเท่ากับปีที่ผ่านมา ขณะที่องค์กรที่ผลประกอบการดีมากๆ จะปรับสูงกว่าตลาดรวมเล็กน้อย โดยเน้นให้ผลตอบแทนตามผลงานเป็นหลัก และองค์กรที่กำลังเติบโตในตลาดโลกจะเน้นรับพนักงานที่มีศักยภาพสูงจากหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อนำมาหล่อหลอมให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง แล้วจึงผลักดันให้ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่

เฮย์กรุ๊ปได้สำรวจบริษัทชั้นนำ 130 แห่ง จาก 8 ธุรกิจในไทย ได้แก่ สถาบันการเงิน เคมี น้ำมัน ค้าปลีก พลังงาน ระบบสาธารณูปโภค สินค้าอุปโภคบริโภค โรงงานอุตสาหกรรม และบริการ ส่วนใหญ่เป็นองค์กรขนาดกลางและใหญ่ มีจำนวนพนักงานมากกว่า 300 คน มีรายได้ต่อปีมากกว่า 1,000 ล้านบาท

ด้าน "ทายาท ศรีปลั่ง" กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัทสัน ไวแอท (ประเทศไทย) ที่ปรึกษาทางด้านการจัดการองค์กรประเมินแนวโน้มการขึ้นเงินเดือนและโบนัสว่าโดยเฉลี่ยการขึ้นเงินเดือนจะอยู่ที่ 6.31% ต่อปี สูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 6.22%

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในแง่ของการขึ้นเงินเดือนที่แท้จริง โดยนำอัตราเงินเฟ้อเข้ามาคำนวณจะพบว่าอัตราการขึ้นเงินเดือนที่แท้จริงลดลงมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดอยู่ที่ 1.8% เท่านั้น หากพิจารณาตามขนาดของกิจการจะพบว่า ธุรกิจขนาดเล็ก (รายได้น้อยกว่า 100 ล้านบาทต่อปี) เป็นกลุ่มที่มีอัตราการขึ้นเงินเดือนสูงที่สุดที่ 8.77% เหตุผลประการหนึ่งก็คือการที่บริษัทขนาดเล็กต้องจูงใจเพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานไว้

เมื่อพิจารณาตามประเภทของกิจการ กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน (Energy and Petroleum Products) เป็นกลุ่มที่มีการขึ้นเงินเดือนในอัตราสูงที่สุดคือเฉลี่ย 9% รองลงมาคือกลุ่มผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค (8.98%) และกลุ่มธุรกิจบันเทิง (7.38%) ตามลำดับ ขณะที่ในกลุ่มที่มีการขึ้นเงินเดือนต่ำที่สุดคือ กลุ่มอุตสาหกรรมด้านการขนส่ง (Logistics and Transportation) (4.74%)

สำหรับการจ่ายโบนัสในปีที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยของการจ่ายโดยรวมอยู่ที่ 2.5 เดือน ลดลงจากปีก่อนที่มีอัตราการจ่ายโบนัสโดยรวมที่ 2.8 เดือน โดยในการจ่ายโบนัสนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน เป็นกลุ่มที่มีการจ่ายโบนัสโดยรวมสูงที่สุดในกลุ่ม อยู่ที่ 4.25 เดือน รองลงมาคือ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 3.59 เดือน ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่จ่ายในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย สำหรับกลุ่มที่มีการจ่ายโบนัสน้อยที่สุดคือกลุ่มธุรกิจโรงแรม และกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่ 1.5 เดือน

เมื่อแยกพิจารณาการจ่ายโบนัสออกเป็นการจ่าย Fixed/Guaranteed Bonus และการจ่าย Variable Bonus พบว่าในส่วนการจ่าย Fixed Bonus จะอยู่ระหว่าง 1-3 เดือน โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน เป็นกลุ่มที่จ่าย Fixed Bonus สูงที่สุด 3 เดือน รองลงมาคือกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 2.28 เดือน

สำหรับการจ่าย Variable Bonus ในปีนี้ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยในปีนี้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน จะมีการจ่าย Variable Bonus สูงที่สุดคือ 4.67 เดือน รองลงมาคือกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 3.59 เดือน

ส่วนประเด็นที่น่าสนใจของแนวโน้มในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในปี 2550 พบว่าการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน (11.5%) ยังเป็นประเด็นที่องค์กรต่างๆ ให้ความสนใจมากที่สุด รองลงมาคือ เรื่องของการพัฒนาศักยภาพผู้นำ (10%) และการพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ (9.8%) ตามลำดับ

การสำรวจในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 297 บริษัท จาก 14 อุตสาหกรรมหลักส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) คิดเป็นสัดส่วน 47.24% ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด รองลงมาคือกลุ่มการค้า (6.55%) และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (6.21%) ตามลำดับ ซึ่งในแง่รายได้ของกิจการ พบว่า 60% เป็นกลุ่มบริษัทที่มีรายได้เกินกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี และกว่า 48% มีจำนวนพนักงานเกินกว่า 500 คน

 

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ BizBook





จำนวนผู้ชม 5277 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์