เจาะลึกความแตกต่างระหว่างการใช้ OKRs และ KPI ในปี 2026

เจาะลึกความแตกต่างระหว่างการใช้ OKRs และ KPI ในปี 2026 | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM

           ในการบริหารผลงานสำหรับปี 2026 องค์กรจะให้ความสำคัญกับการเป็น สถาปนิกผู้ออกแบบการเปลี่ยนแปลง โดยเปลี่ยนสภาวะที่วุ่นวายให้เป็นการทำงานที่ลื่นไหล ซึ่งความแตกต่างระหว่างการใช้ OKRs (Objectives and Key Results) และ KPI (Key Performance Indicator) มีความชัดเจนในเชิงกลยุทธ์และการปฏิบัติงานดังนี้:

1. ระดับของเป้าหมายและจุดมุ่งหมาย

  • OKRs: มุ่งเน้นไปที่ ระดับกลยุทธ์ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและผลักดันให้องค์กรมุ่งไปข้างหน้า โดยจะเน้นเฉพาะเรื่องที่สำคัญและขึ้นอยู่กับทิศทางขององค์กรเป็นหลัก
  • KPI: มุ่งเน้นไปที่ ระดับปฏิบัติการ เพื่อรักษาและควบคุมมาตรฐานการทำงานให้คงที่ ครอบคลุมในทุกส่วนเพื่อปกป้ององค์กร และเน้นการทำงานตามกระบวนการ

2. การกำหนดเป้าหมายและความโปร่งใส

  • OKRs: เน้น การมีส่วนร่วมของพนักงาน โดยผู้บริหารกำหนดเป้าหมายองค์กร แล้วให้พนักงานร่วมกำหนดเป้าหมายระดับหน่วยงานและบุคคล ข้อมูลจะถูก เปิดเผยให้เห็นทั้งองค์กร เพื่อให้ทุกคนรับรู้ทิศทางของกันและกัน
  • KPI: มักเป็นการกำหนดแบบ Top Down จากผู้บริหารสู่หน่วยงานตามขอบเขตงานที่รับผิดชอบ (Function) โดยปกติจะ ไม่มีการเปิดเผย พนักงานจะรับรู้เฉพาะเป้าหมายของตนเองเท่านั้น

3. รอบเวลาและความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน

  • OKRs: มีรอบการวางแผนที่สั้นกว่า โดยมักทำเป็น ราย 3 เดือน (ไตรมาส) และ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา หากเห็นว่าจำเป็นเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งสอดรับกับเทรนด์ปี 2026 ที่องค์กรต้องมีความคล่องตัว (Agile)
  • KPI: มักมีการวางแผนเป็น รายปี และจะ ไม่ค่อยมีการปรับเปลี่ยน ระหว่างปี โดยเป้าหมายจะเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป

4. การติดตามผลและการประเมินผล

  • OKRs: จะมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน หรือทุกไตรมาส โดยเป้าหมายคือเพื่อ สร้างคุณค่าและการเรียนรู้ มากกว่าจะนำมาใช้ประเมินผลงานเพื่อพิจารณาเงินเดือนโดยตรง
  • KPI: มักติดตามผลเมื่อ สิ้นปีหรือครึ่งปี เท่านั้น และถูกนำมาใช้ใน การประเมินผลงานพนักงานโดยตรง เพื่อพิจารณาการขึ้นเงินเดือนและโบนัส

5. บทบาทของเทคโนโลยีและ Data-Driven ในปี 2026

ในปี 2026 งาน HR จะเป็นรูปแบบ Data Driven อย่างเต็มตัว การวัดผลทั้ง OKRs และ KPI จะเปลี่ยนไปดังนี้:

  • AI ในฐานะผู้ช่วยวางกลยุทธ์: จะมีการนำ AI มาวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานแบบเรียลไทม์ ช่วยให้การประเมินผลงาน (Performance Management) มีความแม่นยำและยั่งยืนกว่าเดิม
  • การเน้น ROI (Return on Investment): องค์กรจะเลิกตามกระแสเทคโนโลยี แต่จะถามหาผลตอบแทนจากการลงทุนที่ชัดเจน ทุกเครื่องมือที่นำมาใช้ต้องวัดประสิทธิภาพ (Performance) ได้จริง หากเครื่องมือใดวัดผลไม่ได้จะถูกถอดออกทันที
  • Workforce Intelligence: ข้อมูลพนักงานจะถูกยกระดับเป็นสินทรัพย์ทางกลยุทธ์เทียบเท่าข้อมูลการเงิน โดย AI จะเปลี่ยนรายงานแบบเดิมให้เป็น Skills Map ที่บอกความสามารถขององค์กรได้แบบเรียลไทม์

สรุปความแตกต่าง: OKRs จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการนวัตกรรมและการเติบโตอย่างรวดเร็วผ่านความร่วมมือและความโปร่งใส ในขณะที่ KPI ยังคงเป็นฐานรากสำคัญในการควบคุมคุณภาพและประสิทธิภาพมาตรฐานงานประจำวัน โดยมี AI และข้อมูล (Data) เป็นตัวเชื่อมโยงให้การประเมินทั้งสองรูปแบบมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ธุรกิจในปี 2026 ได้อย่างแท้จริง




จำนวนผู้ชม 24 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์