ยุคทฤษฎีการบริหารทรัพยากรมนุษย์

ยุคทฤษฎีการบริหารทรัพยากรมนุษย์ | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



ยุคทฤษฎีการบริหารทรัพยากรมนุษย์


ตามที่กล่าวมาแล้วว่าการบริหารบุคคลหรือทรัพยากรมนุษย์มีตั้งแต่เมื่อมนุษย์รวมตัวกันเป็นสังคมย่อมมีผู้นาทาหน้าที่บริหารเมื่อสังคมขยายกว้างขึ้นซับซ้อน ย่อมต้องการระบบบริหารหรือการจัดการที่ทาหน้าที่บริหารขยายกว้างขึ้นด้วย แนวคิด หลักการ และทฤษฎีการบริหารจึงได้รับการพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในศตวรรษที่ 18 และ 19 มีความต้องการการบริหารที่เป็นระบบ เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยในการผลิตให้มีประสิทธิภาพที่มากขึ้น และการบริหารได้กว้างขวางขึ้น จึงมีนักคิดได้พัฒนาทฤษฎีการบริหารต่อเนื่องมาตั้งแต่ ค.ศ.1890 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อสังเคราะห์แนวทางการแบ่งยุคการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของนักวิชาการหลายท่าน เช่น คัมมิ่ง ( Cumming 1975 : 4-8 ) สโตนเนอร์และฟรีแมน ( Stoner and Freeman 1989 : 35
– 37 ) เว็บบ์ มอลเทลโล และนอร์ตัน ( Web , Montello and Norton 1994 : 3-5 ) สเทียร์ส , อังซัน และเมาเดย์ ( Steers , Ungson and Mowday 1985 : 141 – 159 ) โกลด์ เฮเบอร์( Goldhaber 1986 : 35 – 51 ) กิบซัน , แวนซ์วิช และดอนเนลลี่ ( Gibson , Vancevich and Donnelly 1974 : 61 – 78 ) เป็นต้น สามารถแบ่งได้ 4 ยุค ดังนี้
1. การบริหารตามแนวคิดกลุ่มคลาสสิก (Classical Approach)
จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1700 เป็นต้นมา และได้ขยายไปสู่สหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 19 ซึ่งในยุคนั้นจะมีการผลิตสินค้าเป็นจานวนมาก การบริหารที่ดีระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ และนาเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานมนุษย์ จึงเกิดระบบโรงงานขึ้นมีการจัดองค์การในโรงงาน เทคโนโลยีที่นามาใช้ในแรงงานจึงทวีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในระบบโรงงานที่ก่อให้เกิดปัญหาทางการบริหารระหว่างคนงานกับผู้บริหารและมีอยู่เป็นจานวนมากที่เป็นปัญหาในด้านการจัดการเกี่ยวกับการเงินและสภาพของโรงงาน สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุทาให้ผู้บริหารพยายามคิดค้นหาวิธีการผลิตสินค้าจานวนมากและการบริหารที่มีประสิทธิภาพ จึงได้เกิดความคิดทางการบริหารที่เรียกว่า วิธีการแบบคลาสสิก ขึ้น
วิธีการบริหารแบบคลาสสิก ประกอบด้วย 2 แนวทาง คือ
1.1 การบริหารแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) หลักการบริหารแบบวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่นาไปใช้ในการบริหารธุรกิจอุตสาหกรรม และการศึกษา การบริหารแบบนี้ไดรับความนิยมมาก ตั้งแต่ ค.ศ. 1890 เป็นต้นมา
หลักการสาคัญของการบริหารแบบนี้ ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อถือที่ว่าผลผลิตหรือประสิทธิภาพของงานจะเพิ่มขึ้นได้โดยการจัดระบบขององค์การให้เหมาะสม ซึ่งประกอบด้วย การจัดโครงสร้างขององค์การ ( Structure of Organization ) งานขององค์การ ( Functions of Organization ) และการบริหารในองค์การ ( Management of Organization )
นักทฤษฎีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของการบริหารแบบวิทยาศาสตร์ คือ เฟรดเดอร์ริค ดับเบิ้ลยู เทย์เลอร์ (Frederick W. Taylor) (Daft 2000: 45 – 48)
เทเลอร์เป็นวิศวกรบริษัทเหล็กกล้าที่มิดเวลและเบทเลเฮม ช่วงสิ้นปี ค.ศ. 1800 และต้นปี ค.ศ. 1900 เทย์เลอร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นวิศวกรที่ปรึกษาระดับสูงของบริษัท อุตสาหกรรมในอเมริกา
เทย์เลอร์ได้รับอิทธิพล แนวคิดจากบทความของวิลสันจากช่วงเวลาประมาณปี ค.ศ. 1900 – 1915 เทย์เลอร์ วิเคราะห์ประสิทธิภาพในการทางาน ในขณะที่เทย์เลอร์ ได้ช่วยแก้ปัญหาในโรงงานต่าง ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาเขาได้พัฒนาระบบที่รู้จักกันดีต่อมา คือหลักการบริหารแบบวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย (Owens 1981: 8- 9)
1. กาหนดและแบ่งงานแต่ละงานให้ชัดเจน เพื่อค้นหาวิธีการปฏิบัติงานให้เกิดผลดีที่สุดในทุกงาน
2. กาหนดเงื่อนไขและมาตรฐานของงานแต่ละงาน พร้อมทั้งกาหนดวิธีการที่จะให้แต่ละงานประสบผลสาเร็จ
3. ระบบการจูงใจที่มีประสิทธิภาพ และผลผลิตที่สูง มีระบบการจ่ายเงิน ผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ และมีระบบการลงโทษในกรณีที่ทางานผิดพลาดด้วย
4. ต้องรับผิดชอบในการการวางแผนปฏิบัติงานและควบคุมงานให้สาเร็จ พนักงานต้องได้รับการฝึกฝน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ตามแผน ภายใต้การนิเทศอย่างใกล้ชิด
แนวคิดทางการบริหารแบบวิทยาศาสตร์ได้รับการสนับสนุนจากนักบริหารอีกหลายคน เช่น
เฮนรี่ แอล แกนท์ (Henry L. Gant ค.ศ. 1861- 1919 ) แกนท์ทางานใกล้ชิดกับเทย์เลอร์ในหลายโครงการ ภายหลังได้ออกมาทางานเป็นวิศวกรที่ปรึกษาอุตสาหกรรม แกนท์ได้เสนอแนวคิดใหม่ คือ พนักงานทุกคนที่ทางานตามที่มอบหมายสาเร็จในแต่ละวัน จะได้รับโบนัสพิเศษ ห้าสิบเซ็นในวันนั้นและได้เสริมแรงจูงใจอีก คือ หัวหน้างานจะได้รับโบนัสสาหรับพนักงานแต่ละคนที่สามารถทางานถึงเกณฑ์มาตรฐาน ของแต่ละวันและรวมโบนัสพิเศษ ถ้าพนักงานทุกคนถึงเกณฑ์มาตรฐาน
แนวคิดการใช้แผนภูมิกาหนดการวางแผนและการควบคุมของแต่ละวัน ในวันเริ่มทางาน และวันสิ้นสุด ในโครงการต่าง ๆ ที่เรียกว่า Gantt chart ก็เกิดจากแนวความคิดของแกนท์ ซึ่งแนวคิดนี้ยังได้ รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
แฟรนด์ บี และลิเลี่ยน เอ็ม กิลเบรท (Frand B. and Lilian M. Gilbreth) ค.ศ. 1868 – 1924 และ 1878-1972 ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนการบริหารแบบวิทยาศาสตร์ กิลเบรทได้ทาวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกซึ่งต่อมาได้พิมพ์เป็นหนังสือชื่อ The Psychology of Management กิลเบรทได้ให้ความสนใจวิธีการจัดสวัสดิการให้แก่พนักงานแต่ละคน กิลเบรทเชื่อว่าเปูาหมายสูงสุดของการบริหารแบบวิทยาศาสตร์ คือ การช่วยเหลือพนักงานให้สามารถใช้ศักยภาพของการทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพให้เต็มที่
ในแนวคิดของกิลเบรทได้พัฒนาการวางแผน 3 ขั้นตอน (A Three Position Plan) ในการส่งเสริม เพื่อสนับสนุน โปรแกรมการพัฒนาพนักงานเช่นเดียวกันกับการส่งเสริมจริยธรรม ในการวางแผนพนักงานแต่ละคนจะปฏิบัติงานในปัจจุบันและเตรียมงานสาหรับอนาคต และฝึกอบรมผู้ที่จะมารับต่อในเวลาเดียวกันนั้น ดังนั้น พนักงานแต่ละคนจะเป็นผู้ปฏิบัติ ผู้เรียนรู้ ผู้สอน และจะมองไปยังโอกาสใหม่ในอนาคตด้วย
1.2 การจัดการแบบหลักบริหาร (Administrative Management) วิธีการบริหารแบบนี้แทนที่เน้นทีมงานและการบริหารพนักงานเป็นรายบุคคล จะเน้นที่ตัวผู้จัดการและแนวทางการจัดองค์การว่าควรเป็นอย่างไร
ผู้ริเริ่มวิธีการบริหารแบบยุคแรก มี 2 คน คือ เฮนรี่ ฟาโยล (Henry Fayol และแมคเวเบอร์ (Max Weber)
เฮนรี่ ฟาโยล ( ค.ศ. 1884 – 1925 ) เป็นนักธุรกิจและวิศวกร ชาวฝรั่งเศส ได้พัฒนาทฤษฎีทางการบริหารนี้ขึ้น ฟาโยลเริ่มเผยแพร่แนวคิดของเขาที่ประเทศฝรั่งเศสในช่วงเวลาที่ทฤษฎีทางการบริหารแบบวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาขึ้นที่ประทศสหรัฐอเมริกา ฟาโยลมีพื้นฐานต่างกับเทเลอร์ ในขณะที่เทย์เลอร์เป็นช่างเทคนิค จึงมีความสนใจการบริหารในระดับกลาง ( Middle-Management Level ) ส่วนฟาโยลได้รับการฝึกอบรมให้เป็นวิศวกร จึงสนใจการบริหารในระดับสูง ( Top-Management Level ) เขาตระหนักดีว่าการบริหารที่ประความสาเร็จต้องมีทักษะหลายประการซึ่งตัวเขาเองนั้นยังไม่ได้รับการฝึกอบรมจากการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาได้สรุปว่าผู้จัดการที่ประสบความสาเร็จจะต้องเกี่ยวข้องกับภารกิจทางธุรกิจที่จาเป็น 6 ประการ
ภารกิจทางธุรกิจทั้ง 5 ประการ มีความจาเป็นในทุกองค์การไม่ว่าจะเป็นองค์การของรัฐบาลหรือเอกชน ขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก ลักษณะที่สาคัญประการ
หนึ่งในการแบ่งภารกิจทางธุรกิจนี้ก็คือ ภารกิจทางการบริหาร ในที่นี้ ฟาโยลได้กาหนดไว้ 5 ประการ คือ การวางแผน ( Planning ) การจัดองค์การ (Organization) การสั่งการ( Commanding ) การประสานงาน ( Coordinating ) และการควบคุม ( Controlling ) ( Scott , Mitchell and Birbarm 1981 : 7-8 )
นอกจากนี้ ฟาโยล ยังเชื่อว่าส่วนสาคัญที่เกี่ยวข้องกันภารกิจของธุรกิจดังกล่าวว่าจะแตกต่าง ขึ้นอยู่กับฐานะของผู้จัดการในระดับการบริการ กล่าวคือ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแล การผลิตทักษะ ทางเทคนิคในการผลิตจะมีความรู้ความสาคัญ ในขณะที่มีตาแหน่งการบริหารสูงขึ้น ความสามารถในภารกิจทางการบริหารจะเพิ่มขึ้นด้วย ด้วยความคิดเห็น จึงเป็นพื้นฐานว่าภารกิจทางการบริหารจะมีความแตกต่างกันระหว่างผู้จัดการ
ดังนั้น ฟาโยลจึงได้พัฒนาหลักการบริหารเพื่อช่วยเหลือให้ผู้จัดการ ประสบความสาเร็จทางการบริหาร ซึ่งทั้งหมดมี 14 ข้อ คือ (Stoner and Freeman 1989: 43)
1. การแบ่งงานกันทา (Division of Labor) ยิ่งมีคนเชี่ยวชาญเฉพาะมากเพียงใดยิ่งทาให้งานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2. การมีอานาจการบังคับบัญชา (Authority) ผู้บริหารต้องสั่งการเพื่อให้งานสาเร็จ เป็นการใช้อานาจของผู้บริหาร
3. การมีระเบียบวินัยสมาชิกในองค์การต้องเคารพในกฎเกณฑ์และข้อตกลงขององค์การ
4. เอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command) พนักงานแต่ละคนต้องได้รับคาสั่งในการปฏิบัติงาน ที่ชัดเจนของแต่ละคน
5. เอกภาพในการอานวยการ (Unity of Direction) การปฏิบัติงานในองค์การที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน ควรบริหารโดยผู้บริหารคนเดียวกัน และใช้เพียงแผนงายแผนเดียว
6. คานึงถึงความสนใจของบุคคลต่อองค์การ ( Subordination of Individual Interest to the Common Good ) ในการปฏิบัติงานใด ๆ ก็ตาม ความสนใจของพนักงานไม่ควรออกนอกความสนใจขององค์การในภาพรวม
7. ค่าตอบแทน (Remuneration) การจ่ายค่าตอบแทนการทางาน ความยุติธรรมทั้งนายจ้างและพนักงาน
8. การรวมอานาจ (Centralization) การลดบทบาทของผู้ร่วมงานในการตัดสินใจถือว่าเป็นการบริหารแบบศูนย์กลาง ถ้าเพิ่มบทบาทของผู้ร่วมงานก็คือ การกระจายอานาจ ฟาโยลเชื่อว่า ผู้บริหารควรคงความรับผิดชอบไว้แต่ก็ต้องให้ผู้ร่วมงานมีอานาจเพียงพอในการทางานเฉพาะได้
9. การจัดสายบังคับบัญชา (Hierarchy) สายการบังคับบัญชาในองค์การหนึ่ง จัดขึ้นเพื่อเรียงลาดับตาแหน่งจากผู้บริหารระดับสูงุดไปยังระดับต่าสุดในองค์การ
10. การจัดอันดับ (Order) วัสดุและบุคลากรจัดไว้ในสถานที่เหมาะสมและถูกต้องตามเวลาควรจัดคนให้ตรงกับตาแหน่งหรืองานที่เหมาะสม
11. ความยุติธรรม (Equity) ผู้บริหารควรเป็นมิตร และให้ความเป็นธรรมแก่เพื่อนร่วมงาน
12. ความมั่นคงในทีมงาน (Stability of Staff) การลาออกจากงานของพนักงานในอัตราสูงเป็นสิ่งที่ไมเหมาะสมกับองค์การที่มีประสิทธิภาพ
13. มีความคิดริเริ่ม (Initiative) ผู้ร่วมงานควรได้รับอิสระในการคิดและกาหนดแผนงานเองแม้จะผิดพลาดบ้างก็ไม่เป็นไร
14. ความเป็นน้าหนึ่งน้าใจเดียวกัน (Espirit de Corps) การส่งเสริมน้าใจของทีมจะช่วยให้ทีมงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แมค เวเบอร์ (Max Weber) ค.ศ. 1864-1920 เวเบอร์เป็นนักสังคมศึกษา ชาวเยอรมัน ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์การที่เหมาะสมและได้เสนอทฤษฎี “ ระบบราชการ ” เวเบอร์ได้ตีพิมพ์ผลงานเผยแพร่าในหนังสือ The Theory of Social and Economic Organization ทฤษฎีของเวเบอร์ถือว่าเป็นทฤษฎีองค์การที่สาคัญและเป็นรากฐานของทฤษฎีองค์การอื่น ๆ ต่อมา ทั้งหน่วยงานภาครัฐบาลและเอกชน ได้นาเอาแนวคิดของเอเบอร์ไปใช้อย่างแพร่หลาย เช่น บริษัทโคคา โคล่า และเป็นบริษัทเอกชน เป็นต้น
เวเบอร์ได้ให้หลักสาคัญในการจัดองค์การตามทฤษฎีระบบราชการ มีสาระสรุปได้ดังนี้
1. มีการแบ่งงาน ( Division of Labor ) แบ่งงานออกเป็นย่อย ๆ ตามลักษณะเฉพาะของงานแต่ ละอย่างทั้งนี้ เพื่อให้บุคลากรทางานสาเร็จโดยไม่ต้องใช้เวลาและความพยายามมากนักลักษณะการบางงานนี้ทาให้เกิดผู้ชานาญการเฉพาะ ( Specialization ) ขึ้นในองค์การ
2. มีการรวมอานาจ ( Control of Authority ) การแบ่งงานออกเป็นงานย่อย ๆ นั้น มักก่อให้เกิดปัญหาทางด้านการประสานงาน การแก้ปัญหาดังกล่าวอาจทาได้โดยการรวมอานาจต่าง ๆ ไว้ที่จุดเดียว คือ ผู้บริหารระดับสูงในองค์การ
3. มีกฎระเบียบต่าง ๆ (Rules and Regulations) ให้เป็นกรอบหรือแนวทางปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุเปูาหมายตามที่ต้องการ
4. มีการเลือกบุคลากรอย่างมีเหตุผล ( Rational Program of Personnel Selection ) โดยยึดหลักเกณฑ์ที่ว่า ให้ได้คนที่มีความรู้ และความสามรถสอดคล้องกับงานอย่างแท้จริง โดยไม่คานึงถึงฐานะอย่างที่เคยปฏิบัติมาก่อน
5. มีการจดบันทึกหลักฐาน (Written Record) เพื่อผลประโยชน์ในการพัฒนา

 

 

อ้างอิง อาจารย์กรรณิการ์ สุวรรณศรี





จำนวนผู้ชม 14260 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์