เศรษฐกิจมีความหมายกว้างกว่าคำว่าธุรกิจ(ทำการผลิตและการค้าให้ได้กำไร) และกว้างกว่าการมุ่งเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม(GDP) ตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักตะวันตก
เศรษฐกิจคือการจัดองค์กรทำงานร่วมกันระหว่างแรงงานและทรัพยากร ที่ดิน แหล่งน้ำ แร่ธาตุ เครื่องจักร วัตถุดิบ พลังงาน เพื่อผลิตและกระจายสินค้าและบริการอย่างมุ่งให้มีประสิทธิภาพและสร้างความพอใจสูงสุด (ต้นทุนต่ำ, ใช้เวลาน้อย, ได้ผลผลิตสูง, มีคุณภาพ) ต่อประชาชนส่วนใหญ่
ธุรกิจเป็นเพียงส่วนย่อยที่รัฐบาลต้องมีหน้าที่ดูแลให้ธุรกิจเป็นเครื่องมือที่มีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในความหมายกว้างคือพัฒนาความอยู่ดีกินดี ซึ่งรวมทั้งการได้รับการศึกษา สาธารณสุข บริการทางสังคมและสภาพแวดล้อมที่ดีด้วย และป้องกันปราบปรามไม่ให้ธุรกิจเอกชนค้ากำไรเกินควร เอาเปรียบแรงงาน ผู้บริโภค และทำลายสุขภาพอนามัย ทำลายสภาวะแวดล้อม
การพัฒนาเศรษฐกิจนอกจากมุ่งเพิ่มมูลค่าผลผลิตหรือสินค้าและบริการที่เป็นประโยชน์แล้ว ต้องกระจายทรัพย์สินรายได้สินค้าและบริการที่เป็นประโยชน์สู่คนส่วนใหญ่อย่างเป็นธรรม และต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องเลือกเท่าที่จำเป็นและมีการควบคุมการปล่อยมลภาวะอย่างเข้มงวด ไม่ปล่อยให้มีการสร้างมลภาวะที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ อย่างกรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งรัฐควรจะแก้ไขแบบกล้าหาญที่จะใช้มาตรฐานควบคุมมลภาวะแบบสหภาพยุโรปหรือญี่ปุ่น
ประเทศไทยเป็นประเทศขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 21 ของโลก แต่พัฒนาประเทศได้ไม่เก่ง มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของไทยจึงอยู่อันดับที่ 35 ของโลก ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ต่อหัวอยู่อันดับที่ 92 ของโลก ผลิตภาพโดยเฉลี่ยของแรงงานไทย, ดัชนีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอยู่อันดับท้าย ๆ ในหมู่ประเทศรายได้ปานกลางด้วยกัน, ดัชนีการพัฒนามนุษย์(วัดจากรายได้, การศึกษา, และสาธารณสุข) อยู่อันดับที่ 81 ของโลก
เศรษฐกิจไทยเป็นระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบกึ่งผูกขาดที่เป็นบริวาร คือพึ่งพาทุน(และการค้า)จากประเทศทุนนิยมศูนย์กลางเช่นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรปตะวันตกฯลฯมาก พึ่งพาตลาด/เศรษฐกิจภายในประเทศน้อย นายทุนส่วนน้อยเป็นเจ้าของและผู้ควบคุมปัจจัยการผลิต(ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร ทุน)และเป็นผู้จ้างแรงงานให้ทำการผลิตสินค้าที่นายทุนเป็นเจ้าของนำไปขายในระบบตลาด การกำหนดราคาสินค้า ค่าจ้างและค่าเช่าที่ดินขึ้นอยู่กับทุนต่างชาติ ทุนขนาดใหญ่และเจ้าที่ดินซึ่งเป็นคนส่วนน้อยที่ได้ความมั่งคั่งจากกำไร ดอกเบี้ย และค่าเช่ามาก ขณะที่แรงงาน ผู้บริโภค และผู้เช่าซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่เป็นฝ่ายได้ค่าแรงงานต่ำ ซื้อของแพง แต่ขายพืชผลที่ตนผลิตได้ถูก เพราะแรงงาน ผู้บริโภคและผู้เช่ามีการจัดตั้งองค์กรและมีอำนาจต่อรอง รวมทั้งมีความรู้ข้อมูลข่าวสาร น้อยกว่าพวกนายทุนและเจ้าที่ดินมาก
ในปี 2549 กลุ่มคนที่รวยที่สุด 20% แรกของประชากรไทยทั้งประเทศมีสัดส่วนในรายได้ถึง 56.29% ของรายได้ของคนทั้งประเทศ ขณะที่คนที่จนที่สุด 20% สุดท้าย มีสัดส่วนในรายได้เพียง 3.84% ของรายได้ของคนทั้งประเทศ ส่วนที่เหลือระหว่างกลาง 2 กลุ่มนี้คือคนที่มีรายได้ปานกลาง และรายได้ต่ำลดหลั่นกันลงมา
ในประชากรราว 64-65 ล้านคนของไทย มีคนที่รวยที่สุดราว 5% ของประชากร อีก 35% ที่มีรายได้สูงถัดมา เป็นคนรวยและคนชั้นกลาง ที่เหลือคือคนส่วนใหญ่ราว 60% เป็นคนรายได้น้อยและคนจน คนรวยที่สุดมีฐานะ/รายได้แตกต่างจากคนจนที่สุดหลายร้อยเท่า การจัดอันดับเปรียบเทียบประเทศต่าง ๆ ในแง่ความเสมอภาคในการกระจายรายได้ ไทยอยู่อันดับที่ 70 คือมีประเทศอื่นที่กระจายรายได้เป็นธรรมมากกว่าไทยถึง 69 ประเทศ ประเทศไทยอาจจะดีสำหรับคนรวยคนชั้นกลาง แต่คนจนอยู่อย่างยากลำบากเพิ่มขึ้น
แรงงานไทยกลุ่มใหญ่ที่สุดคือลูกจ้างในภาคบริการและการค้ามากที่สุด รองลงมาคือเกษตรกรและลูกจ้างภาคเกษตร และผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย เช่นพ่อค้าแม่ค้าย่อย, ช่าง คนขับรถสาธารณะ แรงงานรับจ้างทั่วไป ส่วนคนงานในภาคผลิตอุตสาหกรรม มีน้อยกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมของไทยซึ่งลงทุนโดยหรือร่วมกับทุนต่างชาติใช้เครื่องจักรและทุนในการผลิตสูง และจ้างงานคนได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น การเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกที่พึ่งทุนเครื่องจักรพลังงาน วัตถุดิบจากต่างประเทศมาก เป็นประโยชน์ต่อนายทุนทั้งต่างชาติและในชาติมากกว่าคนงานและผู้บริโภค
ภาคเกษตรมีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนในระบบเศรษฐกิจ(GDP)เพียงราว 10% แต่แรงงานไทยราว 30-40% ยังทำมาหากินในภาคเกษตรและช่วยให้คนไทยทั้งประเทศมีอาหารพอกินและส่งออก และเรายังสามารถนำเอาผลผลิตเกษตรไปแปรรูปทำเป็นสินค้าอื่น ๆ ได้อีกมาก ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มในการแปรรูป คลังสินค้า การขนส่ง การค้า อุตสาหกรรมเกษตรฯลฯ อีกมาก แต่มูลค่าเหล่านี้ถูกคำนวณว่าเป็นของภาคอุตสาหกรรม การค้า และการบริการ มูลค่าของผลผลิตเกษตรของไทยจึงมีสัดส่วนต่ำกว่าที่เป็นจริง ส่วนหนึ่งก็มาจากการเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในฐานะเสียเปรียบและยากจนด้วย
ส่วนอุตสาหกรรม การค้าและบริการซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าเศรษฐกิจรวมกันแล้วสูงราว 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจของทุนต่างชาติ นายทุนใหญ่และนายทุนขนาดกลางในประเทศ ส่วนที่เป็นของผู้ประกอบการขนาดย่อมมีบ้างแต่น้อย และมักสู้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ไม่ได้ แรงงานส่วนใหญ่คือเกินกว่าครึ่งของแรงงานทั้งประเทศ ได้รับการศึกษาต่ำกว่าระดับประถมลงมา ผลิตภาพแรงงานต่อหัวต่ำ และได้ค่าจ้างผลตอบแทนต่ำ ยกเว้นพนักงานระดับสูงระดับกลาง(รวมทั้งข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ) และแรงงานฝีมือซึ่งเป็นแรงงานส่วนน้อย
แรงงานของไทยร้อยละ 38.6 เป็นลูกจ้างเอกชน ร้อยละ 32.1 ทำงานส่วนตัว(รวมเกษตรกร) ร้อยละ 17.5 ทำงานให้ครอบครัว ร้อยละ 9.0 เป็นลูกจ้างรัฐบาล คนที่เป็นนายจ้าง(นายทุน)มีเพียงร้อยละ 2.7 ของแรงงานทั้งหมด เกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อยที่ถูกจัดว่าทำงานส่วนตัวนั้น จำนวนมากเป็นหนี้สิน และต้องทำงานตามพันธสัญญากับบริษัทหรือนายทุน ไม่ได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย เช่นพ่อค้าแม่ค้าต้องจ่ายทั้งค่าเช่า ภาษีทั้งถูกกฎหมาย ทั้งภาษีเถื่อน รายได้ไม่แน่นอนและทำงานหนัก
การที่แรงงานไทยส่วนใหญ่มีผลิตภาพต่ำและถูกเอาเปรียบ ทำให้พวกเขามีรายได้ต่ำ ไม่สามารถพัฒนาตนเองและอาชีพได้มากพอ คนส่วนใหญ่ไม่มีรายได้และอำนาจซื้อ ตลาดภายในประเทศไทยจึงเล็ก เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีมูลค่าต่ำ ทั้งที่ไทยมีประชากรใหญ่ 64-65 ล้านคน ใหญ่กว่าอังกฤษ อิตาลีด้วย แต่เศรษฐกิจไทย(มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม)น้อยกว่า 2 ประเทศนี้ราว 10 เท่า
การที่เศรษฐกิจรวมของไทยบางช่วงเติบโตได้ เพราะเป็นการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม การส่งออกสั่งเข้า, การค้าและบริการ, การใช้จ่ายของคนชั้นสูง ชั้นกลาง รวมทั้งคนระดับล่างที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้น เป็นการเติบโตจากการทำลายทรัพยากรป่าไม้ สภาพแวดล้อม การเอาเปรียบแรงงาน การลงทุนจากต่างชาติและการกู้ยืม ไม่ใช่การเติบโตจากการรู้จักใช้แรงงานและทรัพยากรภายในประเทศอย่างสมดุล มีประสิทธิภาพ และไม่ทำลายสภาพแวดล้อม
สิ่งที่สำคัญที่สุดในระบบเศรษฐกิจ คือคน ประเทศไทยต้องเน้นการพัฒนาคน เศรษฐกิจจึงจะพัฒนาและเข้มแข็งได้ การพัฒนาคนคือการพัฒนาการจัดการศึกษา การฝึกอบรมเด็กและเยาวชนและคนที่ทำงานแล้วอย่างมีประสิทธิภาพและอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนทั้งประเทศมีความรู้ความสามารถ ทักษะในการทำงานและการดำรงชีพอย่างมีประสิทธิภาพ, มีวุฒิภาวะและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ให้เต็มตามที่ศักยภาพในการเรียนรู้ของคน พลเมืองที่มีคุณภาพเหล่านี้จึงจะไปแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้
แต่การจัดการศึกษาของไทยส่วนใหญ่ยังด้อยประสิทธิภาพ มีทั้งปัญหาความไม่เสมอภาคในโอกาสการเรียนรู้ และคุณภาพที่แตกต่างกันมาก คุณภาพโดยเฉลี่ยต่ำเพราะครูอาจารย์ส่วนใหญ่มีความรู้แบบท่องจำมาและได้แต่สอนนักเรียนแบบท่องจำไปสอบเพื่อประกาศนียบัตร การศึกษาไทยจึงล้าหลังและเป็นตัวถ่วงการพัฒนาประเทศมาก ต้องมีการปฏิรูปการเรียนการสอนให้คนเข้าใจ คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น และต้องปฏิรูปการบริหารจัดการเพื่อทำให้คนทั้งประเทศได้รับสิทธิและโอกาสในการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และทุกคนได้พัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ต้องปฏิรูปสื่อมวลชน ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยแบบที่ภาคประชาชนมีบทบาทเพิ่มขึ้น ปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เป็นระบบผสมระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับระบบสหกรณ์ และรัฐสวัสดิการ ที่เน้นการกระจายทรัพย์สินและรายได้อย่างเป็นธรรมด้วย เราจึงจะทำให้ประชาชนฉลาด มีความรู้และทักษะที่ใช้งานได้ดี และเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ พอที่จะไปช่วยกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไทยได้อย่างถูกทาง คือเติบโตอย่างสม่ำเสมอ เป็นธรรม และพัฒนาได้อย่างยั่งยืน(ลดการสร้างมลภาวะ)
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์