วอนรัฐสางปมไอที (1) : ช่วยทำอะไรสักอย่างกับกูเกิล

วอนรัฐสางปมไอที (1) : ช่วยทำอะไรสักอย่างกับกูเกิล | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : กูเกิล, ข้อมูลเกี่ยวกับ กูเกิล


บทความชุด"วอนรัฐสางปมไอที"เกิดขึ้นเพื่อรวบรวมคำขอร้องหน่วยงานรัฐบาลของแหล่งข่าวในวงการไอทีไทย ซึ่งมองเห็นปมปัญหาที่รัฐบาล กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างนิ่งเฉยละเลย จริงอยู่ที่การนำปัญหาเหล่านี้มาประกาศต่อสาธารณชนจะไม่ได้ทำให้ปมปัญหาถูกคลี่คลายอัตโนมัติ แต่อย่างน้อย ประชาชนคนไทยก็จะได้เปิดหูเปิดตา รับรู้ว่ายังมีปัญหาอะไรที่เป็นปมขมวดขวางทางการเติบโตของไอทีไทยในอนาคต
       
       "วอนรัฐสางปมไอที"ขอประเดิมบทแรกด้วยชื่อตอนว่า "ช่วยทำอะไรสักอย่างกับกูเกิล" คำขอร้องรัฐบาลเกี่ยวกับเสิร์ชเอนจิ้นยักษ์ใหญ่ระดับโลกนี้อัดแน่นด้วยคำตัดพ้อต่อว่าภาครัฐอย่างถึงพริกถึงขิงแต่เป็นเรื่องจริง คำขอนี้มาจากแหล่งข่าวนักวิจัยไทยที่อึดอัดเต็มทนกับการแผ่อิทธิพลของกูเกิลที่อาจทำให้ประเทศไทยเสียเอกราชในโลกไอที!!

เพราะกูเกิลกำลังจะเป็น"เทสโกโลตัสออนไลน์"
       
       เป็นที่รู้กันว่าร้านโชว์ห่วยมีสิทธิ์กอดคอกันตายหากซูเปอร์สโตร์ทุนหนาจากต่างประเทศแห่เข้ามาตั้งสาขาในประเทศไทย แล้วอาศัยกลยุทธ์จำหน่ายสินค้าราคาถูกกว่า สำหรับโลกไอที แหล่งข่าวมองว่ากูเกิลกำลังจะกลายเป็นซูเปอร์สโตร์ที่ดึงดูดใจผู้ใช้ด้วยบริการดีและฟรี โดยที่ผู้บริโภคไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากำลังทำลายอุตสาหกรรมท้องถิ่นไทยให้ย่ำแย่ลง
       
       "กูเกิลกำลังจะเป็นเทสโกโลตัสออนไลน์ ให้บริการฟรี แต่ทำให้อุตสาหกรรมไทยลำบาก ไทยเราใช้กูเกิลมากจนตอนนี้คนไทยจะซื้อโฆษณาออนไลน์ต้องผ่านกูเกิลหมด ธุรกิจโฆษณาออนไลน์ของไทยเราเป็นเครื่องมือให้เค้า สัดส่วนรายได้ 30 เปอร์เซ็นต์ที่อยู่กับวงการโฆษณาออนไลน์ของไทยมีมันมีแต่ตัวเลข เม็ดเงินจริงๆไปอยู่ที่กูเกิล"
       
       กูเกิลเป็นบริการสืบค้นข้อมูลออนไลน์ที่หารายได้จากการโฆษณา ความนิยมใช้กูเกิลของคนไทยออนไลน์มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ทำให้กูเกิลสามารถเก็บเงินจากบริษัทสัญชาติไทยเป็นมูลค่าสูงมาก จุดนี้กูเกิลไม่เคยให้ข้อมูลรายได้จากประเทศไทยโดยอ้างว่าเป็นกฏของบริษัท ซึ่งแหล่งข่าวเชื่อว่าน่าจะมีมูลค่าหลักพันล้านบาท เป็นการได้เงินแบบเนื้อๆไม่ต้องเสียภาษี เพราะเหตุผลว่ากูเกิลไม่มีสำนักงานในประเทศไทย
       
       ขณะที่บริษัทโฆษณาออนไลน์ในไทย ทำเงินได้น้อยกว่าแต่ต้องเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะมีสำนักงานในประเทศไทย กลายเป็นความไม่เท่าเทียมที่น่าคับข้องใจเหลือเกิน
       
       "รัฐต้องปกป้องคนไทย ด้วยมาตรการอะไรก็แล้วแต่ อย่างภาษี สรรพากรจะอ้างก็ได้ว่ากูเกิลเป็นบริษัทออนไลน์ไม่มีสำนักงานในประเทศไทย แต่ต้องคิดว่า อีกหน่อยทุกคนก็ออนไลน์กันหมด บอกว่าไม่มีสำนักงานในไทยไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าตั้งต้องเสีย บริษัทพวกนี้ก็ไปตั้งที่อื่นกันหมด สิงคโปร์ มาเลเซีย เพราะขั้นตอนมันน้อยกว่า ไม่ต้องเสียภาษีมาก ไม่มีใครตั้งในประเทศไทย ถ้ามีก็มีน้อยมาก แล้วถึงวันนั้นสรรพากรจะทำยังไง ไม่รู้จะทำยังไงก็มาขึ้นภาษีกับคนในชาติอย่างนั้นหรือ สุดท้ายประเทศก็ไม่รอด"
       
       อีกสิ่งสำคัญคือ สรรพากรไทยกำลังละเลยการสำรวจข้อมูลที่ควรรู้
       
       "ตรงนี้ก็เหมือนกัน สรรพากรไม่รู้ตัวเลขรายได้ที่กูเกิลทำได้จากประเทศไทย ทั้งที่มันเกินพันล้านแน่ๆ คุณบ้ารึเปล่า ไม่รู้ตอนนี้แล้วจะไปรู้ตอนไหน"
       
       อย่ามาอ้าง
       
       "อย่าอ้างว่าไม่รู้ การจ่ายเงินโฆษณาออนไลน์พวกนี้ จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งนั้น คุณมีอำนาจไปตามได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีข้อมูล ถามคนลงโฆษณากับกูเกิลว่าจ่ายเงินไปเท่าไหร่ต่อเดือน แล้วคนไทยที่ได้เงินจากกูเกิล ที่ส่งเช็คมาที่บ้านนั่นเสียภาษีไหม ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ควรมีข้อมูลพวกนี้ได้แล้ว"
       
       แหล่งข่าวระบุว่ารัฐบาลมีอำนาจในการสั่งการเพื่อให้การค้ายุติธรรมเกิดขึ้นในประเทศไทย และไม่ใช่การออกมาตรการทางภาษีอย่างเดียว แต่ภาครัฐต้องทำให้การแข่งขันเสรีเกิดขึ้นจริง เพื่อให้คนไทยมีทางเลือก ให้ธุรกิจโฆษณาออนไลน์ไทยที่เหลือมีมาร์เก็ตแชร์มากขึ้น
       

       "อาจจะทำเป็นกฏหมาย หามาตรการว่าทำอย่างไรถึงจะเรียกว่าแฟร์ ไม่ใช่เล่นหักภาษีเงินเดือนประชาชนก่อนเลย อย่างน้อย ก็ต้องมีการแทรกให้สาธารณชนรู้ว่า ไอ้ที่ฟรี มันใช้ฟรีก็จริง แต่มันทำให้เค้ามีรายได้ เราต้องให้ความรู้คนไทย ว่าอย่าใช้เสิร์ชเอนจิ้นฟุ่มเฟือย เพราะเมื่อใช้ฟุ่มเฟือยกูเกิลก็จะรู้ข้อมูลคนไทยหมด ตอนนี้อาจจะมีข้อมูลมากกว่าหน่วยงานสำรวจในประเทศไทยด้วยซ้ำ ซึ่งหากกูเกิลวิเคราะห์พฤติกรรมคนไทยได้ จะน่าเป็นห่วงมากกว่านี้"
       
       แหล่งข่าวให้ความเห็นว่า การผลิต "เสิร์ชเอนจิ้นแห่งชาติ" ยังมีความคุ้มค่าน่าทำมากกว่าการทำโอเอสแห่งชาติ
       
       "เสิร์ชเอนจิ้นแห่งชาติเชื่อว่าคุ้มถ้าทำจริง ถามว่าถ้าทำออกมาแล้วไม่มีใครใช้ แล้วคุณจะปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆเหรอ นักวิจัยเลิกคิดได้แล้ว ต้นแบบระบบล้ำสมัยแต่ไม่มีทางเกิดเป็นโปรดักต์ ถ้าจะทำเสิร์ชเอนจิ้นต้องตั้งเป็นมูลนิธิ รัฐเป็นผู้ลงทุนให้ ขีดเส้นเลยว่า 5 ปีต้องอยู่ได้ ห้ามของบตลอดปีตลอดชาติ มองว่าถ้ารัฐสนับสนุนจริงจังไม่ใช่แค่พูด รวบรวมบุคลากรที่เชี่ยวชาญเสิร์ชเอนจิ้นมารวมกันก็ทำได้ ตรงนี้ต้องรีบ ต้องหาทางแก้ ข้อมูลของเราเองแท้ๆกลับเอาไปให้ต่างชาติ"

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
อวยพร ตันละมัย หุ้นส่วนด้านภาษีอากร (Tax Partner) กลุ่มบริษัทดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ
สรรพากรปัดไม่ยอมตอบ
       
       ผู้จัดการไซเบอร์ได้สอบถามไปยังโฆษกกรมสรรพากร ถึงนโยบายการเก็บภาษีของบริษัทออนไลน์ต่างชาติที่ไม่มีสำนักงานในประเทศไทย ปรากฏว่าหน้าห้องของท่านโฆษกได้แต่ผัดผ่อน ไม่ยอมตอบคำถามโดยระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล กระทั่งเวลาผ่านไปหลายเดือนจึงให้คำตอบว่า ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลเพื่อตอบคำถามได้
       
       ผู้จัดการไซเบอร์จึงสอบถามไปยังสมาคมบัตรเครดิต ตัวแทนสมาคมระบุว่าไม่สามารถให้ข้อมูลตัวเลขการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตแก่กูเกิลของบริษัทเอกชนไทยได้ เนื่องจากฐานข้อมูลขั้นต้นไม่มีการจำแนกข้อมูลไว้
       
       นายอวยพร ตันละมัย หุ้นส่วนด้านภาษีอากร (Tax Partner) กลุ่มบริษัทดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ ผู้ให้คำปรึกษาด้านภาษีอากรสำหรับบริษัทไทยและบริษัทต่างประเทศ ให้ความเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการเก็บภาษีบริษัทออนไลน์ข้ามชาติว่า เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยต่างประเทศไม่ได้ใช้วิธีเก็บภาษีแต่ใช้วิธีส่งเสริมการเติบโตของภาพรวม
       
       "ไม่ใช่กูเกิลเจ้าเดียว ธุรกิจออนไลน์ขยายตัวมาก สามารถทำธุรกิจข้ามประเทศได้แบบไร้พรมแดน ตรงนี้ในประเทศอื่นๆก็มีปัญหา ไม่ใช่เฉพาะกับประเทศไทย ใช้การส่งเมล แฟ็กซ์ และการโทรศัพท์โดยไม่มีการตั้งร้าน ทางออกคือสรรพากรต้องเข้าถึงระบบให้มากกว่านี้ ต้องดูว่ามีการขายยังไง จะได้ดูช่องทางการแก้กฏหมาย อาจจะร่วมมือกับแบงค์ชาติ เพื่อหามาตรการที่ไม่กระทบการเติบโต เชื่อว่าการเก็บภาษีเป็นเรื่องรอง เรื่องหลักคือทำอย่างไรให้การแข่งขันกับต่างประเทศไม่เสียเปรียบ เราควรต้องวางแผนกลยุทธ์ของประเทศ ให้มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆให้เราแข่งขันกับคนอื่นได้ จะได้ดึงรายได้เข้ามาในประเทศ"
       
       อวยพรอธิบายว่าหลายประเทศรวมถึงไทยจะมีข้อตกลงอนุสัญญาภาษีซ้อน หลักใหญ่ใจความของอนุสัญญาคือการหลีกเลี่ยงภาษีซ้ำซ้อนหากมีธุรกรรมใดๆเกิดขึ้น เช่น หากเก็บภาษีที่ต้นทางแล้วจะไม่มีการเก็บภาษีที่ปลายทางอีก อนุสัญญานี้ทำให้โอกาสการเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์เป็นไปได้น้อยมาก
       
       "อย่างกูเกิล อย่าลืมว่าเค้าก็เสียภาษีเหมือนกันที่สหรัฐฯ อาจจะเสียมากกว่าหากจะต้องเสียที่ประเทศไทยก็ได้ การเก็บภาษีมีข้อดีเพียงส่วนเดียว ทำได้ก็ดีแต่อาจจะมีปัญหาตามมา กฏหมายเราตอนนี้ทำได้บางอย่างเท่านั้น ควรหาทางพัฒนาการค้าเราให้ดีจะดีกว่า อีกอย่างคือทิศทางการเก็บภาษีกำลังกลายเป็นเรื่องรองในตลาดโลก เพราะตอนนี้มีแต่นโยบายที่ทำให้การเก็บภาษีอยู่ในอัตราต่ำที่สุด เพื่อส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจภาพรวม"

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
นายณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท ไอที เวิร์กส์ ( ซ้าย) และ พรทิพย์ กองชุน ผู้จัดการประจำประเทศไทย กูเกิล (ขวา) ประจำการที่ออฟฟิศกูเกิลในประเทศสิงคโปร์
ข้อมูลล่าสุดจากกูเกิลในขณะนี้คือ Google AdWords (โปรแกรมการบริหารจัดการโฆษณาออนไลน์ผ่าน Google Search Mass Media และ Niche Media สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กหรือ SME เริ่มให้บริการในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2548) มีลูกค้าเป็นผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวน 858,291 ราย หรือราว 85% ของธุรกิจทั้งหมด ประเทศไทยถือเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่มียอดผู้โฆษณาผ่านทางกูเกิลด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 98.75% พันธมิตรร่วมเครือข่ายโฆษณา Google AdWords รายใหญ่ในประเทศไทย ได้แก่ Tarad.com, weloveshopping และ Netdesign เป็นต้น
       
       ต้องยอมรับว่า Google AdWords เป็นที่นิยมของบริษัทมากมายเพราะความมีศักยภาพในการโฆษณาสูงมาก นายณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท ไอที เวิร์กส์ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านระบบตรวจสอบลายนิ้วมือและใบหน้าที่เป็นลูกค้า Google AdWords เคยให้สัมภาษณ์ว่าทำโฆษณากับ Google AdWords มานาน 5 ปี และพบว่าหากเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมและสร้างแคมเปญที่สร้างสรรค์ ทุกๆ 10 บาทที่ลงเงินผ่าน Google AdWords จะทำให้บริษัทได้รับรายได้กลับมาตั้งแต่ 100-150 บาท
       
       “แต่ละปีเราจะใช้งบโฆษณาโดยรวมเป็นตัวเลข 7 หลัก มีงบไม่พอที่จะลงสื่อทีวี แต่ลงพรินต์แอดเพื่อเน้นเรื่องของแบรนดิ้ง งบส่วนใหญ่จึงเป็น Google AdWords ซึ่งขณะนี้อยู่ในสัดส่วนประมาณ 60-70% เพราะช่วยลดต้นทุนลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับสื่อสิ่งพิมพ์”
       
       ถึงบรรทัดนี้คงจะบอกได้คำเดียวว่า เมืองไทยเราเหลือทางเลือกอยู่ 2 ทาง หนึ่งคือปล่อยให้รูปการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ สองคือการเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อให้อุตสาหกรรมไอทีไทยลืมตาอ้าปากได้ในอนาคต.

ที่มา : โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์



ลงวันที่ 27/06/2009 14:25:10
จำนวนผู้ชม 4257 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์