ผู้พิพากษาอาวุโสไขปมพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 51

ผู้พิพากษาอาวุโสไขปมพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 51 | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



ศาสตราจารย์เกษมสันต์ วิลาวรรณ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแรงงานกลาง กล่าวถึงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2551 ซึ่งเริ่มใช้ในวันที่ 27 พฤษภาคม นี้ ในงานสัมมนาที่จัดโดย มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ว่า การนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้ยังเป็นข้อถกเถียงในความชัดเจนของการตีความหมายเพื่อนำมาใช้อย่างเหมาะสม ซึ่งในฐานะตนเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทในศาลแรงงานจึงขออธิบายเพื่อให้กระจ่างชัดในบางมาตราดังนี้
       
        มาตรา 11/1 กรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ
       
        ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าว
       
        ในมาตรานี้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่ง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแรงงานกลาง ให้ความเห็นว่า เนื่องจากมาตรานี้ยังไม่มีความชัดเจนและยังไม่เกิดคดีตัวอย่างมาก่อนทำให้มีความลำบากใจในการทำงาน แต่ความเห็นส่วนตัวของตนการให้สวัสดิการกับผู้รับเหมาตามกฎหมายอย่างเท่าเทียบ ต้องมาพิจารณาถึงขอบเขตในกระบวนการผลิตซึ่งการควรบังคับใช้กับแรงงานที่อยู่ในสายการผลิตหลักตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
       
        ตัวอย่างเช่น บริษัทหนึ่งรับผลิตภาชนะอลูมิเนียมมีการจ้างงานที่เป็นผู้รับเหมาในแผนกจัดส่งสินค้าและแผนกบรรจุหีบห่อ ซึ่งในความคิดของตนไม่จำเป็นต้องจ่ายสวัสดิการให้กับพนักงานรับเหมาในส่วนการผลิตนี้เพราะไม่ได้อยู่ในสายการผลิตหลัก ตรงข้ามกับพนักงานที่อยู่ในแผนกหลักของสายการผลิตเช่น แผนกดัดแผ่นอลูมิเนียม
       
        มาตรา 17 สัญญาจ้างย่อมสิ้นสุดเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในสัญญาจ้างโดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
       
        ในกรณีสัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลานายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใดเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้าวหน้าก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน
       
        ทั้งนี้ให้ถือว่าสัญญาทดลองงานเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย
       
        สิ่งที่ผู้ประกอบการควรใส่ใจในส่วนของพนักงานทดลองงานเนื่องจากกฎหมายกำหนดคุ้มครองให้นายจ้างจ่ายเงินกับพนักงานทดลองงานเนื่องจากถือว่าบุคคลเหล่านี้ได้ทำงานให้กับบริษัท
       
        มาตรา 23 ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันให้นำเวลาในส่วนที่เหลือไปรวมกับเวลาทำงานในวันทำงานปกติอื่นเกินวันละ 8 ชั่วโมง ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำเกินสำหรับลูกจ้างรายวันและรายชั่วโมงหรือไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามผลงาน
       
        มาตรานี้อาจเป็นอีกประเด็นที่ทำให้ไม่เกิดความเท่าเทียมในการจ่ายค่าจ้างกับพนักงานรายเดือนในการทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง เพราะกฎหมายฉบับนี้คุ้มครองแรงงานรายวันและรายชั่วโมงให้รับค่าจ้างรายชั่วโมงไม่ต่ำกว่า1.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วย
       
        มาตรา 115/1 นายจ้างต้องยื่นแบบแสดงสถานภาพการทำงานต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในเดือนมกราคมของทุกปีและต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงภายในเดือนถัดไป
       
        สำหรับผู้ประกอบการมาตรานี้เป็นเรื่องที่สร้างความยุ่งยากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน การขึ้นเงินเดือน การลาออก ในแต่ละเดือนบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดทำให้การแจ้งการเปลี่ยนแปลงในเดือนถัดไปหลังการเปลี่ยนแปลงอาจสร้างความลำบากให้กับผู้ประกอบการเนื่องจากต้องยื่นเรื่องให้กับกระทรวงทุกครั้ง


โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์




ลงวันที่ 23/06/2008 10:25:18
จำนวนผู้ชม 2118 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์