รู้เท่าทัน Gen Y ทฤษฎีแรงจูงใจ บริหารคน 3 Gen

รู้เท่าทัน Gen Y ทฤษฎีแรงจูงใจ บริหารคน 3 Gen | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



     @ รู้ลักษณะคน Gen-Y ในช่วงที่กำลังผลิใบในองค์กร
       
       @ กล้าซัก-กล้าถาม สมดุลชีวิต-การงานคือเรื่องใหญ่ในชีวิต
       
       @ ค้นลึกจิตใจอะไร “ยินดี” แต่ไม่ “ยินยอม”
       
       @ พร้อมแนะ "ทฤษฎีแรงจูงใจ" ใช้บริหารคน 3 Gen

       
       การทำงานกับคน 3 รุ่น อย่าง Baby Boomer, Gen-X และ Gen-Y ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อีกต่อไป เพราะแต่ละกลุ่มมีรูปแบบการทำงานและไลฟ์สไตล์ในชีวิตที่แตกต่างกัน
       
       ดังนั้น HR ที่ดีควรรู้จักคนทั้ง 3 กลุ่มนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจเนอเรชั่นวาย (Gen-Y) เนื่องจากมีการไหล่บ่าของคน Gen-Y ที่กำลังเติบโตในองค์กรด้วยอัตราเร่งที่น่าสนใจ ในขณะที่รูปแบบการทำงานและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นนี้ แตกต่างจากทั้ง 2 รุ่นอย่างสิ้นเชิง จนบางครั้งกลายเป็นปัญหาในการที่จะให้คน 3 กลุ่มมาทำงานร่วมกัน
       
       ดร.จิราพร พฤกษานุกูล ผู้อำนวยการ บริษัท อินดิโก คอนซัลติ้ง กรุ๊ป จำกัด ที่ปรึกษาการจัดการองค์กร จะมาไขข้อข้องใจว่าคน Gen-Y เขาต้องการอะไร พร้อมชี้จุดเด่นของคนรุ่นที่กล้าซัก กล้าถาม
       
       
สินค้าเทคโนโลยี
       ของสำคัญที่ขาดไม่ได้
       

       ดร.จิราพร พฤกษานุกูล ผู้อำนวยการ บริษัท อินดิโก คอนซัลติ้ง กรุ๊ป จำกัด ที่ปรึกษาการจัดการองค์กร บอกว่า จากนี้ไปคน HR จะละสายตาไปไม่ได้เลย เพราะ Gen-Y รุ่นนี้จะเข้ามามีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ขององค์กรในอนาคตอันใกล้
       
       “เวลาพูดถึงคน Gen-Y เราจะนึกถึงเด็กรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากในธุรกิจ คนกลุ่มนี้ โตมาพร้อมกับเทคโนโลยี ถือเป็นกลุ่มคนไฮเทค สามารถใช้เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย ไอโฟน ไอพอด โน๊ตบุ๊ก และกล้องดิจิตอลได้คล่องแคล่ว”
       
       เนื่องจาก Gen-Y เติบโตขึ้นมาในช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลง การมาพร้อมกับความหวือหวาถือเป็นข้อได้เปรียบ ในยุคที่เทคโนโลยีสามารถให้คำตอบได้ในทุกเรื่อง
       
       “ไม่รู้อะไรก็เปิดคอมพ์แล้วออนไลน์ พิมพ์แค่นิดหนึ่ง ก็ได้คำตอบแล้ว”
       
       เธอ บอกว่า เมื่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมาได้เร็ว การเปลี่ยนแปลง การติดต่อสื่อสารก็เลยรวดเร็วติดตามมา ยังผลให้เด็กรุ่นใหม่วัย Gen-Y เก่งกล้าสามารถ ทั้งทางด้านความคิดและการแสดงออก
       
       ขณะเดียวกัน ความกล้าคิดกล้าแสดงออก ก็ส่งผลลัพธ์เชิงบวกต่อองค์กร ทำให้ง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงและยอมรับสิ่งใหม่ๆ
       
       ยุคที่องค์กรกำลังฮอตฮิตกับการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง และกลายเป็นคำที่ใช้กันพร่ำเพรื่อ สภาพการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป ทำให้องค์กรต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากเดิมที่ข้อมูลข่าวสารนานๆ จะมาสักครั้ง กลายเป็นว่ามาถี่ๆทุกเวลานาที ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับความคิดใหม่ๆ ภายใต้ความต้องการที่สลับซับซ้อนมากขึ้น
       
       เป็นที่มาของความต้องการแรงงานเลือดใหม่อย่าง Gen-Y และมาพร้อมกับความจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจ
       
       
จุดสำคัญคนรุ่นนี้
       “กล้าซัก กล้าถาม”
       

       ดร.จิราพร ยังได้กล่าวถึงจุดเด่นของคน Gen-Y ว่า เด็กรุ่นนี้เป็นคนกล้าซัก กล้าถาม กล้าบุกประชิดในทุกเรื่องที่ตัวเองสนใจใคร่รู้สมัยที่คนเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ (Gen-X) สัมภาษณ์งาน อาจจะรีบออกตัวแต่ไก่โห่เลยว่าเงินเดือนแล้วแต่จะให้ แต่พอผ่านมาถึงยุค Gen-Y ไม่ต้องรอให้ถามว่าอยากได้เงินเดือนเท่าไหร่ แต่เป็นคนเริ่มต้นคำถามเองเลยว่าเงินเดือนอัตราเริ่มต้นเท่าไหร่ แล้วตัวเลขตรงไหนที่เขาและเธออยากได้
       
       หรือเวลาสัมภาษณ์งานถ้าฝ่ายบุคคลถามว่า มีอะไรจะถามไหม Gen-X เลือกที่จะสั่นหัว เป็นเชิงปฏิเสธ และประหยัดถ้อยประหยัดคำราวกับดอกพิกุลจะร่วง แต่ถ้าเป็น Gen-Y กลับสนุกกับการยิงคำถามราวปืนกล “โอกาสเติบโตก้าวหน้าเป็นอย่างไร มีโปรแกรมการฝึกอบรมไหม สวัสดิการมากน้อยเพียงไร มีวันหยุดพักผ่อนประจำปีหรือเปล่า ฯลฯ”
       
       ส่วนในฟากองค์กรหลายแห่งกำลังชะงักกับท่าทีที่ดูไม่ติ๋มของคน Gen-Y “ทำไม Gen-Y ถึงกล้าเรียกร้องเงินเดือนสูงขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แสดงความสามารถอะไรออกมาเลย เขาคิดอะไรของเขาอยู่กัน เรียกร้องเงินเดือนสูงโดยไม่ได้ดูประสบการณ์ องค์กรก็ยังไม่รู้เลยว่าเก่งจริงไหม แค่ Gen-Y มีความคิดว่าอยากได้เงินเดือนไม่น้อยหน้าเพื่อนๆ”
       
       
สมดุลชีวิต-หน้าที่การงาน
       เรื่องใหญ่อันดับหนึ่ง
       

       ดร.จิราพร กล่าวต่อว่า อีกเรื่องหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับลมหายใจของ Gen-Y ก็คือ การสร้างสมดุลในชีวิตและหน้าที่การงาน (Work-Life Balance) ถือเป็นเรื่องสำคัญและยิ่งใหญ่ของชีวิต ในขณะที่เงินเดือนกลายเป็นอันดับสองไปเลย
       
       ทำให้คน Gen-Y ปฏิเสธที่จะทำงานล่วงเวลา ผิดกับคน Gen-X ที่ดีใจจนปิดไม่มิดเวลาต้องอยู่ทำงานเลยเวลาเพื่อแลกกับเงินพิเศษ เพราะสีสันของคน Gen-Y จะเริ่มต้นหลังตะวันตกดินและชีวิตเอกเขนกในวันหยุดตรงนี้ทำให้หลายองค์กรรู้สึกมึนงง
       
       “พี่ครับ ผมคงอยู่ทำงานล่วงเวลาให้ไม่ได้หรอกครับ เพราะเย็นนี้ผมมีนัดต้องไปเล่นฟิตเนสกับเพื่อน ดินเนอร์กับครอบครัว ดูหนังกับแฟน ฯลฯ” สารพัดกิจกรรมที่อยากทำ ไม่ใช่จดจ่อและเจ่าจุกกับงาน งาน และงาน
       
       ดร.จิราพร เสริมต่อว่า คน Gen-Y ยังรักโลกของการทำงาน ที่ทำแล้วได้เงิน แต่การได้มาต้องไม่เบียดบังตัวตนแห่งความสุข
       
       “ทำงานเพื่อพออยู่ได้ แต่ไม่อุทิศจนทำงานหนัก ขอให้ทำงานแล้วตัวเองอยู่ได้ องค์กรอยู่ได้ แล้วมีเวลาส่วนตัว ทุกเวลานาทีต้องคุ้มค่า การวัดผลงานก็ไม่ได้วัดตรงที่มาเข้างานเจ็ดโมงครึ่ง หรือมาก่อนนาย แล้วกลับทีหลังนาย Gen-Y ไม่ได้คาดหวังชีวิตแบบนี้”
       
       เพราะที่ผ่านมาบรรดา Gen-Y เห็นพ่อแม่ทำงานหนักมาตลอดชีวิต จึงไม่อยากซ้ำรอยกับชีวิตแบบนั้น แม้แต่การยอมให้หักเงินเดือนเพื่อกลับบ้านเร็ว หรือไปทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบก็ “ยินดี” แต่จะไม่ “ยินยอม” สูญเสียคุณภาพการใช้ชีวิตให้หลุดมือไป
       
       “เห็นได้จากงานวิจัยของอเมริการะบุว่า ขณะที่ Gen-X กับคนหลังสงครามรุ่น Baby Boomer ทำแต่งานเพื่อหวังให้ลูกสุขสบาย รุ่น Gen-Y กลับให้ความสำคัญกับความสมดุลในชีวิตงาน และส่วนตัวเป็นอันดับหนึ่ง”
       
       
“ทฤษฎีแรงจูงใจ”
       แนวทางช่วยประสานคน
       

       ดร.จิราพร กล่าวว่า หลายบริษัทรู้สึกว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่อดทน และไม่รักองค์กรเหมือนกับคนในรุ่นอดีต แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของเด็กรุ่นนี้ เพราะเขาและเธอเกิดมาจากสภาพแวดล้อมที่เป็นแบบนั้น ดังนั้น แทนที่จะมาบ่นถึงพฤติกรรมของเด็กนี้ก็เปลี่ยนเป็นหาจุดแข็งของเขาและเธอเพื่อนำมาใช้ให้องค์กรประสบความสำเร็จจะดีกว่า
       
       ฉะนั้น หน้าที่ HR จะต้องมาฉุกคิดและหาวิธีการว่าต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้คนรุ่น Gen-Y กับ Gen-X และ Baby Boomer สามารถอยู่ดีมีสุขในการทำงานร่วมกัน โดยใช้ทฤษฏีของแรงจูงใจที่บอกว่า คนเรามีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน
       
       องค์กรเมืองไทยเริ่มให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น เริ่มมีการศึกษาว่า ทำอย่างไรให้ Gen-Y มีประสิทธิภาพในการทำงาน หลังจากที่องค์กรส่วนหนึ่งเริ่มมีผลกระทบจากความไม่ลงล็อกกัน และผลจากการที่ Gen-Y เริ่มเติบโตในองค์กร
       
       “ที่ผ่านมารูปแบบวัฒนธรรมองค์กร และนโยบายต่างๆ ที่ออกมา จะรองรับคน Gen-X เกือบหมด แต่พอ Gen-Y เข้ามา เริ่มมีปัญหา จะทำอย่างไร เพราะมุมมองทางด้านวัฒนธรรมเริ่มไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างมองกันว่า ทำไมทำงานไม่ทุ่มเท ตกเย็นก็รีบกลับบ้าน Gen-Y ก็คิดว่า จะมัวแต่มานั่งทำไม ทำไมไม่รีบทำงานแล้วกลับบ้าน”
       
       เหตุผลที่คน Gen-Y กลับบ้านได้เร็ว หรือมีเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นได้ต่อเป็นเพราะความว่องไวในการทำงาน เหมือนหน่วยประมวลผล Core Two Duo อย่างไรเสียก็ต้องเร็วกว่า Celeron “เป็นเรื่องของคนแต่ละรุ่น ความคล่องตัวก็เลยต่างกัน”
       
       เธอมองว่า องค์กรต้องรู้จักใช้คนให้เหมาะสม จะใช้รูปแบบการดูแลแบบเดียวกับ Gen-X ไม่ได้อีกแล้ว คน Gen-Y ชอบความท้าทายในงาน มองหาโอกาสโตในงาน อาชีพต้องโตเร็ว ไม่ได้อยู่กับที่
       
       “Gen-Y ชอบทำงานเป็นทีม เพราะถูกฝึกมาแบบนั้น ส่วน Gen-X เด่นวันแมนโชว์ Gen-Y มาโตเอาในช่วงที่โครงสร้างองค์กรเปลี่ยน ไม่รับคนเพิ่ม หันมามุ่งเน้นการทำงานแบบ matrix team คือซับซ้อนมากขึ้น หรือทำงานเป็นโปรเจกต์ ผิดกับสมัยก่อน เวลามีงานใหม่เข้ามาก็ไปฟอร์มทีมกันใหม่ Gen-Y คุ้นเคยกับการฟอร์มทีม เติบโตมาพร้อมกับการประชุม ผิดกับ Gen-X ที่ต่างคนต่างก็เติบโต และทำงานในหน้าที่ตัวเอง แต่ Gen-Y เข้ามาถึงก็ซึมซับวัฒนธรรมการประชุม การระดมความคิดเห็น และการทำงานเป็นทีม”
       
       เธอสรุปว่า นอกจากเรื่องเพศ เรื่องศาสนาในองค์กรแล้ว ความแตกต่างเรื่องรุ่นก็เริ่มเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้นด้วย ถึงเวลาที่องค์กรต้องดูแลสารทุกข์สุกดิบของคน ดูความต้องการ ดูให้ชัดๆ ว่าคนแต่ละรุ่นต้องการอะไร
       
       อย่างจริงจังกันเสียที
       
       *************************
       
       
Gen-Y กับภาวะผู้ประกอบการ
       

       นอกจากแนวทางการทำงาน พฤติกรรม ของคน Gen-Y ที่องค์กรจะต้องรู้แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ คน Gen-Y ชอบภาวะผู้ประกอบการ หรือชอบที่จะเป็นเจ้าของกิจการตัวเอง เพราะรู้สึกว่าสามารถควบคุมเวลาการทำงานของตัวเองได้ รวมทั้งเด็กรุ่นใหม่เป็นคนที่กล้าเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งกิจการที่ทำไม่จำเป็นต้องเป็นกิจการใหญ่โต แค่ได้ใช้ทักษะความสามารถของตัวเองได้มากขึ้นเป็นพอแล้ว
       
       ดร.จิราพร กล่าวเสริมว่า “สมัยก่อนคนเรามีค่านิยมเป็นลูกจ้างมืออาชีพ แต่มาถึง Gen-Y กลับไม่ใช่แล้ว เขาและเธออยากที่จะเป็นเจ้าของกิจการมากกว่าลูกจ้างในกิจการ เพราะมีโอกาสที่เปิดกว้าง ค่านิยมของ Gen-Y คือ อยากเป็นเถ้าแก่ และปัจจุบันคนก็ยอมรับการเปิดธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้น”
       
       สำหรับธุรกิจที่อยู่ในความสนใจของคน Gen-Y มักจะเอนเอียงเข้าหาเทคโนโลยี หรือไม่ก็ไปเชื่อมต่อกับธุรกิจที่เคยทำอยู่ เพราะ Gen-Y เป็นคนมองหาโอกาสเก่ง ไม่ว่าจะไปนั่งที่ไหนก็จะฉีกตัวออกมาตั้งธุรกิจของตัวเอง ยิ่งถ้าพ่อแม่มีธุรกิจเดิมอยู่ก่อนแล้วก็จะแตกตัวไปหาโอกาสใหม่ๆ มี Gen-Y ที่เก่งๆ หลายคนเลือกที่จะทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่าไปเป็นลูกจ้างมืออาชีพ จนองค์กรก็เริ่มร้องหาว่า คนเก่งๆ หายไปไหนหมด
       
       อย่างไรก็ดี ความสำเร็จในการทำธุรกิจของ Gen-Y เป็นเรื่องที่แล้วแต่คน แล้วแต่จังหวะ เพราะการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมีหลายปัจจัย บางคนนึกว่าตัวเองเชี่ยวชาญแล้ว แต่ก็ไปไม่ถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ เพราะปัญหาใหญ่ของ Gen-Y คือ ไม่มีประสบการณ์ ขาดความรู้รอบด้าน ความกล้าที่มีมากไปก็ทำให้ไปเร็วเกิน จนไม่ประสบความสำเร็จ
       
       ข้อเสนอแนะสำหรับคน Gen-Y คือ บางทีอย่าเพิ่งด่วนคิดทำธุรกิจไวไป ควรเข้าไปเรียนรู้ธุรกิจจากการเป็นลูกจ้าง เรียนรู้ระบบให้แข็งแรง ก่อนกระโจนเข้าสู่สังเวียนเถ้าแก่มืออาชีพ

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์





จำนวนผู้ชม 24953 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์