ช่องทางแก้ปัญหาพิษซับไพร์ม

ช่องทางแก้ปัญหาพิษซับไพร์ม | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



ขอตอกย้ำอีกหลายๆ ครั้งครับว่า ยังไงๆ ผู้ส่งออกของไทย นอกจากจะเจอพิษเงินบาทที่มีค่าแข็งมากขึ้นๆ แล้ว ยังจะต้องเผชิญปัญหาพิษซับไพร์มอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ถ้าพวกท่านไม่รีบตัดสินใจปรับกระบวนยุทธ์ในการส่งออกให้เร็วที่สุด

จนถึงชั่วโมงนี้ ผมยังมองไม่ออกว่า รัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากพิษซับไพร์มแบบไหน อย่างไร?

แต่เชื่อโดยสถานการณ์ทางการเมืองอย่างหนึ่งว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งคงจะกระตุ้นให้การค้าการลงทุนและภาคเศรษฐกิจดีขึ้นกว่ายุครัฐบาลขิงแก่อย่างแน่นอน

เพียงแต่ว่า มันมากพอที่จะช่วยบรรเทาปัญหาจากไต้ฝุ่นพิษซับไพร์มที่ถาโถมมาอย่างแรงจากสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่เท่านั้น

คาถาบทแรกที่ผู้ส่งออกควรท่องไว้ให้จงหนัก ก็คือ ความระมัดระวังในการหลบหลีกด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่หมายความว่าจะนำมาใช้กับการค้าในระดับใดระดับหนึ่งไม่ได้

การรู้จักประมาณตน สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์

การหลบเลี่ยงเพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์เป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง

สภาวะขณะนี้ อาจต้องท่องคาถาว่า “ขาดทุน คือ กำไร”

สถานการณ์อย่างนี้ อาจต้องเพิ่มคาถาว่า “การทำบุญ คือการเสียสละครั้งสำคัญ”

และหากผู้ส่งออกทุกท่านสามารถรวมตัวเป็นเครือข่ายได้อย่างเป็นเอกภาพในเวลาที่รวดเร็ว บางทีท่านอาจจะเห็น “โอกาสกำลังรออยู่ในห้วงวิกฤติ” ก็ได้

ผมเคยชี้แนะในคอลัมน์นี้มาครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังเห็นข่าวสารข้อมูลเพื่อเน้นย้ำต่อไปว่า โอกาสของผู้ส่งออกยังมีความหวังอีกมาก

คราวก่อนนี้ ผมบอกว่า จีนกับอินเดียได้แสดงความเป็นปึกแผ่นด้วยการสร้างความ สัมพันธ์ระดับผู้นำระดับสูงของประเทศด้วยการไปมาหาสู่และแลกเปลี่ยนทางการค้ากัน แล้ว จีนมีประชากร 1,300 ล้านคน บวกกับประชากรอินเดียอีก 1,000 ล้านคน และด้วยผู้คนเพียง 2 ประเทศมากถึง 1 ใน 3 ของโลก กองรวมกันอยู่ในเอเชีย ที่มีประเทศ ไทยอยู่ตรงกลางอย่างนี้แล้ว

พ่อค้าและนักลงทุนต้องมองภาพความยั้วเยี้ยของจำนวนประชากรขนาดมหึมานี้ให้ได้ว่า เราจะเปิดตลาดการค้าใหม่ได้อย่างไร โดยไม่ต้องบินข้ามน้ำข้ามโลกไปไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่ง

2 ชาติจีนกับอินเดีย เป็นประเทศที่ไทยเรารับวัฒนธรรมประเพณีของเขามามาก กว่าชนชาติตะวันตกมากมายนัก ขอให้ย้อนกลับมามองตัวเองและตั้งสติให้ดี

ยิ่งได้รับข้อมูลจาก คุณพิษณุ เหรียญมหาสาร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ว่า กระทรวงกำลังตั้งงบประมาณก้อนหนึ่งเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าไทย ในช่วงที่จีน กำลังเป็นเจ้าภาพจะจัดกีฬาโอลิมปิกในเดือนสิงหาคมนี้แล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็จะจับมือกับห้างโลตัสในจีน ซึ่งเป็นเครือข่ายบริษัท CP ของไทย ให้นำสินค้าไทยไปแสดงในห้างโลตัส 4 แห่งที่ เมืองหนานหนิง คุนหมิง เซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง ก็เชื่อว่า นักท่องเที่ยว ทั่วโลกที่มุ่งหน้าไปชมกีฬาโอลิมปิกจะได้สัมผัสกับสินค้าไทยมากขึ้น

โดยคาดว่าสินค้าไทยจะขยายตัวเพิ่มเป็น 25% ต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน

ในขณะเดียวกัน หากเราจะหันไปดูทางด้านเหนือของประเทศไทย ที่ดูเหมือนไม่มี อะไร แต่กลับปรากฏว่านักลงทุนจีน ได้แอบมาลงทุนก่อสร้างโรงแรมและกาสิโน แถวห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านสบรวก ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน ซึ่งอีกไม่นานก็จะมีสะพานใหม่เชื่อมระหว่างไทย-ลาวแล้ว

การลงทุนที่ฝั่งลาวคล้ายเมืองใหม่อีกแห่งหนึ่งด้วยมูลค่านับพันล้านบาทนั้น จึงเป็น เรื่องที่พ่อค้าผู้ส่งออกของไทยควรจะต้องจ้องมองให้เกิดจินตนาการที่เป็นจริงในอนาคต อันใกล้อย่างไม่คลาดสายตา

ผมเคยบอกว่า ถนนสายหลักจากจีนกำลังก่อสร้างเข้ามาในลาว และจวนจะเชื่อม กับไทยอยู่รอมร่อแล้ว นั่นคือ ถนนสาย R3a ที่สร้างเลียบแม่น้ำโขง มาจ่ออยู่แถวเมือง ต้นผึ้ง ตรงข้ามสามเหลี่ยมทองคำนี่เอง

ถนนสายนี้สร้างเสร็จและต่อกับสะพานใหม่ เข้าเชื่อมกับถนนในเมืองไทยเมื่อไหร่ ถนนสายนี้ก็จะกลายเป็นประตูใหม่ เปิดสู่โลกทางการค้ากับชาวจีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งหาทางออกทะเลไม่ได้ ก็จะอาศัยเส้นทางนี้เพื่อการเดินทางและทำมาค้าขายเป็นสาย ใยแห่งการค้าการลงทุนแห่งใหม่

เป็นการแก้ปัญหาซับไพร์มทดแทนการค้ากับสหรัฐฯ ได้อย่างดีอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่ง ผมเชื่อว่านักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนน่าจะมีโอกาสดีที่สุด

ก็แล้วตลาดอินเดีย ซึ่งไม่ได้ห่างไกลจากไทยเท่าไรนัก ทำไมพ่อค้าผู้ส่งออกของเราจะเข้าไปเจาะตลาดอินเดียไม่ได้

อย่าลืมว่า เราทิ้งมหาอำนาจทางประชากรหนาแน่นของโลกมานานจนลืมไปว่าเขามีศักยภาพสูงไม่แพ้ประเทศยุโรปหรือสหรัฐฯ

อย่าลืมว่า อินเดียใช่จะมีแต่คนจนเกลื่อนถนน แต่คนฐานะดีและร่ำรวยที่นั่น มีมากถึง 300 ล้านคน มากกว่าประชากรของไทยทั้งประเทศเกือบ 5 เท่า ที่เขามีกำลังซื้อไม่แพ้ฝรั่งตาน้ำข้าว

เราอาจมีอคติว่า อินเดียเหมือนแขกตัวดำ หรือไปยึดคติเก่าๆ ที่ว่า “ถ้าเจอแขกกับงู ให้ตีแขกก่อน” หรือไม่ จึงทำให้คนไทยสัมผัสคนอินเดียด้วยมายาคติเสียมากกว่า

ลองรัฐบาลใหม่จัดทัวร์พ่อค้าผู้ส่งออกคณะใหญ่ๆ ไปเยือนพ่อค้าชั้นดีของอินเดียสักครั้ง บางทีพวกเราอาจต้องรีบกลับมา “ตีงู” แล้วชูผู้ซื้อจากอินเดียมาก กว่าเดิมก็ได้....ใครจะรู้??

 

โดย : siamturakij.com





จำนวนผู้ชม 2625 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์