มุมมองใหม่เกี่ยวกับเวียดนาม - อีกครั้ง

มุมมองใหม่เกี่ยวกับเวียดนาม - อีกครั้ง | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM


Post Today - เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับการที่ผมไปโค้ชทีมผู้บริหารชาวเวียดนามไว้ ซึ่งท่านสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ของผมตามที่อยู่ดังนี้ http://www.thaicoach.com/new/new_column_th.php?info_id=78

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับการที่ผมไปโค้ชทีมผู้บริหารชาวเวียดนามไว้ ซึ่งท่านสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ของผมตามที่อยู่ดังนี้ http://www.thaicoach.com/new/new_column_th.php?info_id=78

หลังจากตีพิมพ์งานผมได้ 1 วัน ผมก็ได้รับอีเมลจากหนังสือพิมพ์ Vietnam News ขออนุญาตนำงานเขียนดังกล่าวไปตีพิมพ์เผยแพร่ให้ชาวเวียดนามในประเทศเขาอ่าน ซึ่งผมก็เต็มใจให้เขาไปเผยแพร่ได้

ในวันเดียวกันนั้นเอง ผมก็ได้รับโทรศัพท์ในเครื่องตอบรับโทรศัพท์ของผม 2 ครั้งจากท่านผู้อ่านชาวไทยท่านหนึ่ง ได้โทร.มาสอบถามว่าหนังสือ Blue Ocean Strategy by W. Chan Kim & Renee Mauborgne ซึ่งแปลเป็นไทยแล้วชื่อ กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม ที่ผมแนะนำในคอลัมน์นั้นจะไปหาซื้อได้ที่ไหน

ผมไม่ได้โทร.กลับไปยังท่านผู้อ่านท่านนั้น เพราะคิดว่าท่านน่าจะหาคำตอบเองได้ ซึ่งหนังสือภาษาไทยมีขายตามร้านหนังสือชั้นนำ เช่น B2S นายอินทร์ ซีเอ็ด ภาษาอังกฤษก็ที่เอเซียบุ๊คสและคิโนคุนาย่า

2 วันต่อมาผมก็ได้รับอีเมลจากชาวเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จากบริษัทที่ผมไปโค้ชให้ที่เวียดนาม เธอได้เขียนมาบอกว่า เธอจะแจกจ่ายงานเขียนภาคภาษาอังกฤษที่ผมตีพิมพ์ในบางกอกโพสต์ให้กับเพื่อนๆ ผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในเวียดนามคนอื่นๆ ได้อ่าน

สัปดาห์ต่อมา ผมได้มีโอกาสโค้ชผู้บริหารชาวไทยท่านหนึ่ง ผมเล่าประสบการณ์ความประทับใจในคุณภาพของชาวเวียดนามให้เขาฟัง พร้อมกับถามความเห็นจากเขาว่าเขามีความรู้เกี่ยวกับคนเวียดนามมากน้อยเพียงใด

เขาตอบว่า “ผมเพิ่งไปมาเมื่อ 3 เดือนก่อน ผมอยากรู้เหมือนกันว่าเขาเป็นอย่างไร ผมทึ่งและตกใจมากเหมือนกัน ผมว่าธุรกิจไอทีของเขาน่าจะแซงประเทศเราไม่เกิน 2-3 ปี หากเราไม่ทำอะไร” ลูกค้ารายนี้เป็นผู้บริหารระดับสูงที่ดูแลวิศวกรไอทีจำนวนหลายร้อยคน

ผมถามเขาต่อว่า “อะไรทำให้คิดอย่างนั้นละครับ”

“ผมว่าในแง่ความรู้และทักษะด้านเทคนิคแล้ว ทั้งวิศวกรไทยและเวียดนามฝีมือพอๆ กัน แต่ว่าหากเปรียบเทียบประสิทธิผล หรือ Productivity แล้วละก็ วิศวกรชาวเวียดนามน่าจะดีกว่าเรา 4 หรือ 5 เท่านะครับ”

“ทำไมหรือครับ” ผมถามด้วยความสงสัย

“ประการแรกเลย เงินเดือนเขาถูกกว่าเราครึ่งหนึ่ง โดยเฉลี่ยวิศวกรไทยเราทำงานประมาณ 30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ วิศวกรเวียดนาม 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เขาทำงาน 6 วัน วันละ 10 ชั่วโมง

นอกจากนี้ เรายังเป็นรองเขาหลายๆ เรื่อง

อย่างแรกเลยคือเรื่องวินัย เรื่องต่อไปคือทัศนคติที่เอาแต่ได้ของเรา เพราะว่าวิศวกรไอทีขาดแคลน อัตราการเข้าออกสูง ทำให้คนของเราเลยเรียกร้องมาก ทั้งสวัสดิการ เงินเดือนผลประโยชน์ต่างๆ และประการสุดท้ายก็คือพวกเราเป็นเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอ ไม่สู้งาน และไม่ชอบแก้ไขปัญหา เราอยากทำงานที่ง่ายๆ และสบายๆ แต่ต้องการรายได้สูงๆ”

ผมถอนหายใจอย่างแรงด้วยความหนักใจ

หลังจากเงียบไป 2-3 วินาที ผมพูดต่อ “ผมคิดว่ายังไม่สายนะครับ พวกเราต้องพยายามกระตุ้น และบอกคนของเราว่ามันถึงเวลาแล้วนะที่เราต้องเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องวินัยนี่

ที่จริงผมก็ไม่อยากจะพูดสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปเลยนะครับ เพราะว่าคนไทยอาจจะเห็นว่าผมดูถูกคนไทยและประเทศเรา แต่ว่ามันเป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ เพื่อจะได้แก้ไข และเดินหน้าต่อไป

การขาดวินัยดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายมากในบ้านเรา

เมื่อเราไม่มีวินัยที่ดีและเสมอต้นเสมอปลายแล้ว กิจกรรมและโครงการของงานต่างๆ ก็ยากที่จะดำเนินการไปได้ด้วยดีตามแผนงานที่ได้วางเอาไว้ ผมตั้งข้อสังเกตว่ากำหนดเสร็จหรือเส้นตายที่ฝรั่งเรียกว่า Deadline นั้นมักจะทำไม่ได้ แล้วพวกเราก็ประนีประนอม อะลุ่มอล่วย เพราะคิดว่าไม่เป็นไร

ที่จริงการประนีประนอมและอะลุ่มอล่วยเป็นสิ่งที่ดี เวลาเราให้บริการ โดยเฉพาะในธุรกิจการบริการ ซึ่งเป็นจุดแข็งของคนไทย

แต่ว่าพอมาถึงเรื่องของการบริหารโครงการ หากเราอะลุ่มอล่วยกับเส้นตาย ก็จะเกิดผลเสียหายตามมาอีกมาก ผมคิดว่า ความเสียหาย หากมีการประเมินมาเป็นเงิน และค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วละก็ คงมีจำนวนมูลค่ามหาศาลเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นโครงการต่างๆ ทั้งในภาครัฐหรือเอกชนก็ตาม

เราอาจจะต้องแยกแยะในเรื่องของไม่เป็นไร เราต้องมีทักษะการบริหารโครงการที่ดีและต้องหยุดเกรงใจ เมื่อเป็นเรื่องงานที่ทำให้เกิดผลกระทบเสียหาย โดยเฉพาะเราต้องไม่เกรงใจคนที่ไม่มีวินัย

ในทางกลับกัน ครูบาอาจารย์และผู้ปกครองต้องอบรมสั่งสอนเด็กรุ่นใหม่ เราต้องสอนให้เขามีความเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต้องต่อสู้ แก้ปัญหา มุมานะ บากบั่น และมีความอดทนสูง ไม่อย่างนั้นเราอาจจะมีคนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยความอ่อนแอ แต่เรียกร้องมาก ด้วยคำถามที่ว่าคุณสามารถจ่ายผมได้เท่าไร ผมอยากให้คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามที่ถูกต้อง เช่น เราสามารถจะให้กับองค์กรได้มากเท่าไร เราจะได้เรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง หากเราเผชิญปัญหาต่างๆ และเราจะเพิ่มคุณค่าให้องค์กรได้อย่างไร

วันนี้เป็นวันคริสต์มาส และเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ขอให้ปีที่กำลังจะมาเป็นปีแห่งประสิทธิผล เป็นปีที่เราพร้อมจะทำงานหนัก และมีศักยภาพในการแข่งขันในระดับโลกได้

อย่างที่ โทมัส ฟรีดแมน นักเขียนชื่อดังในนิตยสารนิวยอร์กไทม์ และเป็นนักเขียนเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ และหนังสือขายดีระดับเบสต์เซลเลอร์ชื่อ The World is Flat เขียนล้อเลียนชาวอเมริกันไว้ในคอลัมน์ของเขาในนิวยอร์กไทม์ไว้ว่า

เมื่อตอนที่ผม (โทมัส) เป็นเด็ก พ่อแม่มักจะบอกกับผมตอนกินข้าวเย็นว่ารีบทานให้หมด อย่าเหลืออาหารไว้ล่ะ เพราะว่ายังมีชาวจีนจำนวนมากที่เขาอดอยาก และไม่มีกินอย่างแก

มาวันนี้ ผมต้องบอกกับลูกสาวอีกอย่างว่า รีบๆ ทำการบ้านเข้าลูก เพราะว่าชาวจีนและชาวอินเดียจำนวนมากเขากำลังหิวที่จะมาแย่งงานของลูกไปทำ (ถ้าหากยังอืดอาดอยู่)

ผมอยากบอกกับเด็กไทยรุ่นใหม่ว่า ถ้ายังรักความสบายๆ สนุกสนาน และไม่รู้จักขวนขวาย หาความรู้ใส่ตัวอยู่แบบนี้ละก็ วันหนึ่งชาวเวียดนามคงแย่งงานหนูๆ ไปหมด แล้ววันนั้นพอมาถึง พวกหนูๆ คงจะไม่สบายอีกต่อไปละ”

 

 

ที่มา : โพสต์ ทูเดย์





จำนวนผู้ชม 2396 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์