ในหนังสือการสร้างสังคมน่าอยู่กับการทำธุรกิจและสิ่งแวดล้อม "ผู้บริหารไทยใส่ใจชุมชนและสิ่งแวดล้อม" ที่จัดทำโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม เครือปูน ซิเมนต์ไทย และสถาบัน สิ่งแวดล้อมไทย ที่น่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง CSR ที่มีเพียงจำนวนไม่มากนักในไทย โจทย์ที่หนังสือตั้งไว้น่าสนใจโดยเฉพาะในประเด็นว่า "ทำไมผู้บริหารต้องสนใจเรื่อง CSR"
เพราะ CSR หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจกลายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของประเทศพัฒนาแล้วนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการทำ
การค้ากับประเทศต่างๆ องค์กรหลายแห่งนำเรื่อง CSR มาเป็นประเด็นสื่อสารทางการตลาด บางองค์กรยังนำเรื่อง CSR มาเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี ดังนั้นหากธุรกิจยังไม่ปรับตัวท้ายที่สุดอาจถูกปฏิเสธการร่วมทำธุรกิจด้านต่างๆ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน
ในปี 2542 นายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ เรียกร้องให้องค์กรธุรกิจทั่วประเทศแสดงความเป็นพลเมืองที่ดีของโลก (good global citizenship) โดยเสนอบัญญัติ ที่ชื่อ The UN Global Compact และมีองค์กรธุรกิจเป็นสมาชิกในปัจจุบัน 1,861 องค์กร เป็นองค์กรในไทย 13 บริษัทจากธุรกิจในประเทศกว่า 1,600,000 ราย กระแสนี้เริ่มเข้มข้นและจริงจังขึ้นในโลกมาตั้งแต่ปี 2543 โดยเฉพาะยุโรปที่เสมือนตัวขับเคลื่อนสำคัญผ่าน "แนวปฏิบัติสำหรับบรรษัทข้ามชาติ" (Guildlines for MNE"s-Revision 2000) ซึ่งเสนอให้บรรษัทข้ามชาติมี CSR มากกว่านั้นยังเสนอให้บรรษัทข้ามชาติติดต่อค้าขายกับบริษัทที่มี CSR เท่านั้น
ในอดีตที่มักมุ่งเน้นความเป็นเลิศในเชิงธุรกิจด้วยการแข่งขันด้านราคาโดย "ลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไร" เป็นหลัก
แต่เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนไปหันมาให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพและภาพลักษณ์ของสินค้าในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อม ธุรกิจจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้ความสำคัญถึงภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร เพื่อให้ผู้บริโภคสนใจและต้องการซื้อสินค้า ความรู้สึกไว้วางใจอาจส่งผลไปถึงความวางใจในผลิตภัณฑ์อื่นของบริษัทที่ส่งผลให้องค์กรมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นและมีส่วนแบ่งการตลาดที่มั่นคง
การรับผิดชอบต่อสังคมจึงเป็นมิติหนึ่งในการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ในหนังสือยังยกกรณีศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศที่แสดงให้เห็นว่า การทำธุรกิจโดยขาดความรับผิดชอบนั้นส่งผลต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกประเทศ ต่อสุขภาพ ความเจ็บปวด และความสูญเสียนานัปการ รวมถึงกรณีพิพาทระหว่างประเทศในหลายกรณี เช่น คดี Trail Smelter ที่บริษัทในแคนาดาดำเนินกิจการถลุงแร่ตะกั่วและสังกะสีห่างจากชายแดนสหรัฐ 10 ไมล์ และก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศกลายเป็นกรณีพิพาทระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่ศาลอนุญาโตตุลาการสั่งให้แคนาดาชดใช้ค่าเสียหาย หรือกรณีในไทยเช่นกรณีการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ที่โรงแต่งแร่ปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำห้วยและพบว่าประชาชนที่ใช้น้ำมีระดับตะกั่วในเลือดสูง ปัจจุบันยังมีหมู่บ้านที่ต้องเฝ้าระวังจำนวน 8 หมู่บ้าน
เมื่อความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมต้องทำจากภายใน สิ่งที่องค์กรทำได้ เช่น การลดพลังงาน ประหยัดน้ำ ฯลฯ ซึ่งไม่เพียงแต่สังคมและสิ่งแวดล้อมได้ ท้ายที่สุดองค์กรได้รับผลนั้นเช่นกัน
มีการหยิกยกตัวอย่างที่น่าสนใจมาเปรียบเทียบให้เห็น อาทิ การลดการใช้ไฟฟ้าโดย การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ของบริษัท ซี.พี.เซเว่น อีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) ที่เปลี่ยนหลอดไฟในเซ่เว่นฯ 30 สาขาเป็นหลอดผอม ใช้บัลลาสต์ อิเล็กทรอนิกส์ บำรุงรักษาแอร์อย่างมีประสิทธิภาพ จากเดือนกันยายน 2547-พฤษภาคม 2548 สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 90 ล้านบาท หรือกรณีของ "บุญรอดบริวเวอรี่" นำสิ่งที่ได้จากระบบบำบัดน้ำเสียแบบ UASB มาใช้ผลิตก๊าซมีเทนซึ่งใช้ทดแทนน้ำมันเตา และสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง 14 ล้านบาทต่อปี
นี่เป็นตัวอย่างบางส่วนที่ทำให้เห็นว่า เพราะเหตุใดจึงถึงเวลาที่ "ผู้บริหาร" จะต้องหันมาให้ความใส่ใจเรื่อง CSR เสียที !!
หน้า 52
ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ