เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน น.ส.นิรมล กีรติสิทธิกุล ผู้อำนวยการกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงกรณีที่โรงพยาบาลเอกชนระบุว่า สปส.ผิดสัญญาในกรณีจ่ายเงินกองทุนเงินทดแทนให้กับโรงพยาบาลเลยเวลากำหนดว่า สปส.จ่ายเงินให้โรงพยาบาลที่ทำรายการค่ารักษาพยาบาลผู้ประกันที่เจ็บป่วยจากการทำงานตามปกติ ส่วนการจ่ายเงินช้าก็มีเหมือนกันเพราะต้องตรวจสอบรายละเอียด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ประกันตนที่ได้รับอุบัติเหตุนอกสถานประกอบการและฉุกเฉิน อาทิ โดนทำร้ายร่างกาย ประสบอุบัติเหตุรถชน เป็นต้น ซึ่งทางกองทุนก็ต้องตรวจสอบประวัติประวัติการทำงาน ซึ่งมีน้อยมากประมาณปีละ 0.5% จากผู้ประกันตนที่ใช้สิทธิ 200,000 คน ในส่วนที่ระบุว่ามีการจ่ายช้าและมีการตัดค่าใช้จ่ายบางส่วนอันเนื่องมาจากการวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนนั้น ส่วนใหญ่มาจากการที่โรงพยาบาลเบิกจ่ายยาที่ซ้ำซ้อน ให้ยาที่ไม่จำเป็น แต่ก็ไม่ถึง 10%
น.ส.นิรมลกล่าวถึงกรณีที่สมาคมโรงพยาบาลเอกชนระบุว่าจ่ายเงินล่าช้า 10-20 ปีว่าไม่เป็นความจริง ไม่จำเป็นต้องประวิงเวลาไว้ แต่ต้องตรวจสอบ ถ้าดำเนินการถูกต้องวันเดียวก็ทำเสร็จ ปีที่แล้วจ่ายไปแล้วถึง 710 ล้านบาท สมาคมโรงพยาบาลเอกชนมาพูดแบบหมิ่นประมาทกันชัดๆ ที่ผ่านมามีหลายโรงพยาบาลที่เขียนบิลให้ยาที่ไม่จำเป็น คณะกรรมการก็วินิจฉัยพบความจริงจึงต้องตัดรายละเอียดบางตัวเฉลี่ยปีละ 300 รายการ ส่วนการให้จ่ายตรงโดยไม่ผ่านคณะกรรมการได้สอบถามกรมบัญชีกลางแล้วกรมบอกว่าไม่ได้ ตรงนี้ทำให้โรงพยาบาลโกรธและออกมาพูดให้ข่าว เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการตรวจสอบ
"แต่ก็มีโรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่ดีปฏิบัติตรงไม่โกงกัน เขาจะไปฟ้องร้องศาลปกครองไม่รู้จะไปฟ้องในข้อหาอะไร" น.ส.นิรมลกล่าว และว่า นอกจากนี้เรื่องที่โรงพยาบาลเอกชนประกาศจะเก็บค่ารักษาพยาบาลจากนายจ้างและให้นายจ้างมาเบิกจ่ายกับกองทุนเองก็ทำได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากนายจ้าง
นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ เลขาธิการ สปส. กล่าวถึการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานว่า สปส.ได้กำหนดมาตรฐานการรักษา วงเงินและรายการที่ชัดเจนตามกฎกระทรวง ระเบียบและประกาศที่คณะกรรมการการแพทย์เสนอ โดยเฉพาะราคาสำมะโน (การนำอัตราค่ารักษาพยาบาลของ รพ.เอกชนทั่วประเทศมาวิเคราะห์และกำหนดเป็นอัตราที่สมเหตุสมผล) เพื่อความเป็นธรรมแก่นายจ้าง ลูกจ้าง และกองทุน หากเก็บค่ารักษาพยาบาลตามใจรพ.ที่เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลก็จะแพงเกินจริงนายจ้างจะต้องเสียเงินสมทบเพิ่มในปีต่อไปและกองทุนก็จะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยใช่เหตุอีกทั้งยังฉุดดึงค่ารักษาพยาบาลของประเทศในภาพรวมให้สูงขึ้นด้วย
เลขาฯสปส.กล่าวว่า ส่วนที่สมาคมกล่าวว่าเมื่อ รพ.ไปขอเบิกเงินแล้วเบิกเงินได้ไม่เต็มและมีเงินค้างจ่ายบางรายถึง 20 ปี ตรงนี้ถือว่าเป็นข้อกล่าวหาที่เกินจริง สปส.เพิ่งมีมา 16 ปี จะมีการค้างจ่าย 20 ปี เป็นไปได้เชียวหรือ สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากที่ สปส.นำมาตรฐานการเบิกจ่ายดังกล่าวมาใช้ จึงทำให้ รพ.ในจังหวัดสมุทรปราการบางแห่งไม่พอใจออกมาให้ข่าว ทั้งนี้ ยังมี รพ.อีกหลายแห่งที่ไม่เห็นด้วยกับข่าวที่เกิดขึ้น ที่ทำแบบนี้อยากถามว่ามีเจตนาอะไร ต้องการให้เกิดความเสียหายต่อ สปส.หรืออย่างไร นอกจากนั้นเรื่องการเบิกจ่ายก็เป็นไปตามสัญญาที่ทางโรงพยาบาลเอกชนเองทำไว้กับ สปส.ตั้งแต่ต้น
แหล่งข่าว : เครือมติชน