ออกฉบับวัน 10-8-49
ผู้จัดการรายวัน -สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) มีมติคัดค้านกระทรวงการคลังที่เปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นใน บมจ.อสมท ด้วยการขายหุ้นร้อยละ 11 ไปซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ทั้งที่ก่อนแปลงสภาพมีการระบุชัดเจนถึงสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังไว้ เตรียมขอเข้าพบผู้บริหารกระทรวงการคลังแสดงความเห็นคัดค้านกรณีดังกล่าว
นายพัชระ สารพิมพา ประธานสหภาพฯ บมจ.อสมท กล่าวว่า หลังจากมีข่าวว่ากระทรวงการคลังได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้มีมติเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังใน บมจ.อสมท จากการกำหนดให้กระทรวงการคลังถือหุ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนหุ้น อสมท เป็นภาครัฐเป็นผู้ถือครองหุ้นใน อสมท ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติไปแล้วนั้น สหภาพฯ บมจ.อสมท ได้มีการประชุมนัดพิเศษในวันนี้ (9 ส.ค.) และมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของกระทรวงการคลังในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าจะทำให้เกิดความไม่มั่นใจและความกังวลของพนักงาน อสมท รวมทั้งผู้ถือหุ้น และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐวิสาหกิจอื่นที่แปลงสภาพไปแล้ว หรือกำลังจะแปลงสภาพ ว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีอย่างง่ายดายเหมือนที่กระทรวงการคลังกระทำกับ อสมท หรือไม่
“อสมท ถือเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่แม้จะแปลงสภาพไปแล้ว แต่ก็ยังความเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีประชาชนรายย่อยเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกับพนักงาน อสมท และกระทรวงการคลัง โดยทำหน้าที่เป็นสื่อของรัฐและประชาชนด้วยความเป็นกลาง ที่เปรียบเสมือนเป็นทรัพย์สินของประเทศและประชาชน แต่กระทรวงการคลังกลับลดสัดส่วนการถือหุ้นของ อสมท โดยนำไปขายให้ธนาคารออมสิน เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทย ซึ่งไม่ได้เป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นรายอื่นจากภาคเอกชนและต่างชาติอยู่ด้วย รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องขาดทุนสะสม แม้จะอ้างว่าผู้ถือหุ้นใหม่ของ อสมท เป็นหน่วยงานของรัฐเช่นกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันในเรื่องความมั่นใจ ความมั่นคงที่รัฐบาลใช้อ้างมาตลอดต่อผู้ถือหุ้น พนักงาน และประชาชนทั่วไป จึงขอคัดค้านการเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นใน อสมท ของกระทรวงการคลังครั้งนี้” นายพัชระกล่าว
ประธานสหภาพฯ บมจ.อสมท กล่าวอีกว่า ขณะนี้ สหภาพฯ บมจ.อสมท กำลังประสานงานเพื่อขอเข้าพบผู้บริหารกระทรวงการคลังในระดับรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือแสดงความไม่เห็นด้วยและต้องการให้กระทรวงการคลังเปิดเผยสัญญาและเงื่อนไข รวมทั้งรายละเอียดการซื้อขายหุ้นของกระทรวงการคลังและธนาคารออมสินในครั้งนี้ รวมทั้งจะประสานงานกับรัฐวิสาหกิจอื่น เพื่อเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ เพราะตัวอย่างจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้สร้างความกังวลให้แก่รัฐวิสาหกิจอื่นด้วย เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่ก่อนแปลงสภาพได้มีการระบุเป็นเงื่อนไขเพื่อให้การแปลงสภาพไม่ได้รับการคัดค้านจากพนักงานไว้ชัดเจนว่า สัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังใน อสมท จะไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 แต่ในเวลาไม่ถึง 2 ปี กระทรวงการคลังก็เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าวอย่างง่ายดาย อีกทั้งเงินที่ได้จากการขายหุ้นก็ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์สำหรับประชาชนทั้งประเทศ แต่นำไปใช้ช่วยเหลือฐานะการเงินของสถาบันการเงินหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นต่างชาติเท่านั้น
ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีวานนี้ (8 ส.ค.) อนุมัติตามข้อเสนอกระทรวงการคลัง ให้ขายหุ้น บมจ.อสมท ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ร้อยละ 77.28 ออกไปร้อยละ 11 แก่ธนาคารออมสินเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นครั้งนี้ ประมาณ 3,015 ล้านบาท ไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทย จำนวน 1,000 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 3 บาท ทำให้กระทรวงการคลังเหลือหุ้นที่ถืออยู่ใน อสมท ร้อยละ 65.64 จึงได้ขออนุมัติคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนแปลงมติเดิม เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 ที่กำหนดให้กระทรวงการคลังถือหุ้นใน อสมท ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 เป็นให้ภาครัฐถือหุ้นใน อสมท ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 แทน
ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ