ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน, ข้อมูลเกี่ยวกับ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

เรื่องการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานปัจจุบัน

มีประเด็นน่าสนใจสรุปได้ดังนี้

1. ประเทศไทยขาดแคลนแรงงานอย่างมากเห็นได้จากอัตราการว่างงานก่อนวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ 1.3% ในปี 2008 ได้ลดลงมาเหลือเพียง 0.7% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010

2. สาเหตุหนึ่งของการตึงตัวของตลาดแรงงาน คือ การย้ายแรงงานจากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาคการเกษตร โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งราคาสินค้าเกษตรปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

3. อีกสาเหตุหนึ่ง คือ แรงงานที่มีอยู่มีทักษะและประสบการณ์ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด คือ ตลาดต้องการช่างระดับอาชีวะ แต่แรงงานจบใหม่เป็นผู้จบปริญญาตรีซึ่งจะไปเข้าทำงานในภาคบริการ การขาดแคลนแรงงานจึงเกิดขึ้นมากเป็นพิเศษในภาคอุตสาหกรรม

4. ในช่วง 2000-2010 เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยปีละ 4.4% อัตราการสะสมทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.7% และจำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.5% ทำให้สรุปว่าปัญหาแท้จริงคือการสะสมทุนที่ต่ำทำให้เกิดความต้องการแรงงานมากขึ้นและแม้จะนำแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมาทดแทนก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาว (เพราะจำนวนประชากรไทยในวัยแรงงานจะลดลงในระยะยาว)

5. วิธีแก้ไขคือการเพิ่มความสามารถในการผลิตต่อหน่วยแรงงาน (labor productivity) โดยการเพิ่มการอบรมและทักษะของแรงงาน กับการเพิ่มการลงทุนให้มีจำนวนเครื่องจักรต่อแรงงานมากขึ้น ตลอดจนการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี

ผมเห็นด้วยกับข้อมูล เหตุผลและข้อสรุปที่กล่าวข้างต้น แต่ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมในด้านหนึ่งเรามีหลักฐานข้อมูลยืนยันว่าแรงงานขาดแคลน แต่อีกด้านหนึ่งพรรคการเมืองกำลังหาเสียงว่าจะต้องปรับขึ้นค่าแรงอย่างก้าวกระโดด นักการเมืองน่าจะสะท้อนความรู้สึกและความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งว่าเงินเดือนของประชาชนนั้นยังไม่พอใช้เพื่อการดำรงชีวิตที่ดี หมายความว่า หากประเทศไทยขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรงแล้ว ทำไมกลไกตลาดจึงไม่ดันให้ค่าจ้างปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด และพร้อมกันนั้น ทำไมธุรกิจจึงไม่รีบเร่งลงทุนในเครื่องจักรเพื่อทดแทนแรงงานหรือลงทุนฝึกทักษะแรงงานให้มีผลผลิตสูงขึ้น เพื่อทดแทนการขาดแคลนแรงงานดังกล่าวข้างต้น

ผมจึงได้หาข้อมูลเบื้องต้นเพื่อดูว่าผลตอบแทนแรงงานและผลตอบแทนเงินทุนนั้นมีแนวโน้มอย่างไรในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับว่าข้อมูลมีอยู่จำกัดโดยเฉพาะผลตอบแทนเงินทุน (หรือกำไรของบริษัท) จึงต้องขอนำเอาการเก็บภาษีรายได้นิติบุคคลมาเป็นดัชนีสะท้อนกำไรของบริษัทขนาดใหญ่ (ซึ่งจะคลาดเคลื่อนหากประสิทธิภาพในการเก็บภาษีไม่คงที่) สำหรับธุรกิจขนาดเล็กนั้นผมนำเอารายได้ของธุรกิจเกษตรและธุรกิจอิสระที่ไม่ได้เป็นนิติบุคคลมาเป็นข้อมูล ในส่วนของเงินเดือนและค่าจ้าง ใช้ข้อมูลจากสภาพัฒน์ (ตาราง)

จะเห็นได้ว่าในช่วง 1991-2009 ภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งสะท้อนกำไรของบริษัทขนาดใหญ่โตเฉลี่ย 12% ต่อปี ในขณะที่เงินเดือนและค่าจ้างโตเฉลี่ย 9% ต่อปี ตามด้วยธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งขยายตัวเพียง 6% ต่อปี ต่ำกว่าการขยายตัวของจีดีพีที่ 8% ต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำไรโตมากที่สุด ในขณะที่ เงินเดือนขยายตัวสูงกว่าจีดีพีซึ่งน่าจะทำให้ลูกจ้างมีความพอใจในระดับหนึ่ง

แต่เศรษฐกิจไทยในช่วงดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ปี 1991-1996 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวดีแต่มีฟองสบู่ ซึ่งกำไรขยายตัวสูงถึง 20% ต่อปี และเงินเดือนเพิ่ม 17% ต่อปี ขณะที่จีดีพีโตเพียง 13% ต่อปี ทำให้เชื่อได้ว่าช่วงดังกล่าวการเรียกร้องขอขึ้นเงินเดือนผ่านระบบการเมืองไม่น่าจะมีมากนักเพราะกลไกตลาดได้ปรับขึ้นเงินเดือนอย่างก้าวกระโดด สำหรับ ช่วง 1996-1999 นั้นผมขอไม่กล่าวถึงเพราะเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ

ช่วงที่สาม คือ 2000-2009 เป็นช่วงที่ฟื้นตัวจากวิกฤติแล้ว ทั้งกำไร เงินเดือนและจีดีพีขยายตัวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่เด่นชัดที่สุด คือ การขยายตัวของเงินเดือนเหลือเพียง 6% ต่อปี และจีดีพีโตเพียง 7% ต่อปีหรือลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง ส่วนธุรกิจขนาดเล็กขยายตัวใกล้เคียงเดิม คือ  5-6% ต่อปี แต่ที่น่าสนใจที่สุด คือ กำไรของบริษัทใหญ่ซึ่งยังคงขยายตัวสูงที่ 15% ลดลงจาก 20% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการขยายตัวของเงินเดือน ทั้งนี้มนุษย์เงินเดือนคงจะรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเพราะเงินเดือนเพิ่มน้อยกว่าจีดีพี กล่าวคือ อาจจะรู้สึกว่าระดับความเป็นอยู่ไม่ได้ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับสภาวะรอบข้างแต่อย่างใดและน่าจะรู้สึกต่ำต้อย เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรที่ขยายตัวสูงกว่ามาก

คำถามในเชิงเศรษฐศาสตร์ คือ หากผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ระดับสูง (+15% ต่อปี) และประเทศมีปัญหาขาดแคลนแรงงานจริง ทำไมกลไกตลาดจึงไม่กดดันให้เกิดการลงทุน ซื้อเครื่องจักรและพัฒนาทักษะของพนักงาน ซึ่งจะทำให้ผลผลิตต่อหน่วยแรงงานเพิ่มขึ้น นำมาซึ่งการปรับเพิ่มของเงินเดือน ซึ่งน่าจะขยายตัวได้รวดเร็วไม่แตกต่างจากกำไรของบริษัทขนาดใหญ่ หรือพูดง่ายๆ คือ หากแรงงานขาดแคลนทำไมเงินเดือนจึงไม่ปรับขึ้น ทำให้นักการเมืองเห็นโอกาสที่จะหาเสียงกับประชาชน โดยนำเอาการเมืองมาแทรกแซงกลไกตลาดเสรี


คำตอบน่าจะมาจากการที่ กำไรยังขยายตัวไม่มากพอที่บริษัทจะลงทุนเพิ่ม หรืออีกนัยหนึ่ง คือ กำไรยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเพิ่ม ซึ่งอาจดูแล้วแปลกเพราะกำไรขยายตัวสูงกว่าเงินเดือนและจีดีพีอย่างมาก ทำไมผู้ประกอบการจึงจะคิดว่ากำไรไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ผมเชื่อว่าคำตอบ คือ ระบบการระดมทุนและระบบสินเชื่อของไทยได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่อนุรักษนิยมและกลัวความเสี่ยงมากขึ้น จนกระทั่งการลงทุนถูกจำกัด ผลที่ตามมาคือปริมาณเครื่องจักรที่ไม่เพียงพอเมื่อเปรียบเทียบกับแรงงาน กล่าวคือ สิ่งที่ขาดแคลนที่สุด คือ เครื่องจักรไม่ใช่แรงงาน ดังนั้น ผลตอบแทนจากเครื่องจักร (หรือกำไร) จึงขยายตัวสูงกว่าผลตอบแทนจากแรงงาน (เงินเดือน) ในช่วงดังกล่าว

สมัยก่อนวิกฤตินั้นตลาดหุ้นไทยเป็นที่นิยมของนักลงทุน ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับสูงเมื่อเปรียบเทียบกับกำไร (พีอีสูง) ดังนั้น บริษัทจึงสามารถเพิ่มทุน (เพื่อนำไปขยายกิจการ) ได้โดยง่าย เช่น หากพีอีเท่ากับ 25 เท่า แปลว่ากำไร 1 บาทก็จะสามารถขายหุ้นได้ในราคา 25 บาท ขณะที่ปัจจุบันพีอีเท่ากับ 12 เท่า ดังนั้น กำไร 1 บาทจะสามารถขายหุ้นได้ในราคาเพียง 12 บาท เมื่อทุนหาได้ยากขึ้น (ทุนแพงขึ้น) การลงทุนก็ขยายตัวช้าลง นั่นเอง

หากจะหันมากู้เงินจากธนาคารก็ทำได้ยากขึ้น เพราะปัจจุบันธนาคารระมัดระวังความเสี่ยงมากกว่าแต่ก่อนตามบรรทัดฐานใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวโดยสรุป คือ สมัยก่อนบริษัทอาจสามารถกู้เงินได้ 2 บาทโดยมีทุน 1 บาท แต่สมัยนี้มีทุน 1 บาทน่าจะกู้จากธนาคารได้เพียง 1 บาทเท่านั้น ที่สำคัญ คือ สมัยก่อนวิกฤตินั้นบริษัทเงินทุน ซึ่งกล้าปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่มีความเสี่ยงนั้นมีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อสูงถึง 20% ของสินเชื่อทั้งระบบ แต่ปัจจุบันบริษัทเงินทุนสูญพันธุ์ไปเกือบหมดแล้ว รวมทั้ง IFCT ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่ปล่อยกู้ให้ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก (ทำให้ระบบสินเชื่อของไทยขาดแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง) ทั้งนี้ เพื่อแลกกับความมั่นคงของสถาบันการเงิน ดังนั้น เมื่อพูดกันว่าระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคงซึ่งเป็นสิ่งที่ดีนั้นต้องคำนึงด้วยว่าความมั่นคงดังกล่าวย่อมจะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจตามมาเช่นกัน

ดังนั้น ผมจึงขอสรุปเพิ่มเติมว่าการที่แรงงานขาดแคลนแต่เงินเดือนก็ไม่ค่อยปรับตัวสูงขึ้นนั้น น่าจะเป็นผลมาจากการขาดแคลนสินเชื่อและเงินทุน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็ต้องบอกว่าปัจจุบันประเทศไทยน่าขาดแคลนเครื่องจักร (การลงทุน) มากยิ่งกว่าขาดแคลนแรงงานครับ

 






ลงวันที่ 11/01/2012 09:09:42
จำนวนผู้ชม 2804 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์