อีกทั้งดีแทคยังได้รับรางวัลจากหลากหลายสถาบันที่น่าเชื่อถือในประเทศไทย จนอาจกล่าวได้ว่านี่คือ Best Practice แห่งทฤษฎีความสุขที่จะเพิกเฉยชนิดที่ไม่เปิดอ่าน..ไม่ได้
และเมื่อเร็วๆ นี้ กรุงเทพธุรกิจก็มีโอกาสไปร่วมสังเกตการณ์ "ปั่นจักรยานเพื่อน้อง" โครงการทำดีของดีแทค ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้ได้เห็น พลังความร่วมมือของคนเป็นร้อยเป็นพันชวนอัศจรรย์สายตายิ่ง
จึงต้องสืบค้นความสำเร็จจากคนต้นคิดนั่นคือ "พีระพงษ์ กลิ่นละออ" ผู้อำนวยการสำนักงานสำนึกรักบ้านเกิด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค
"ตัด เติม ต่อ" "เก็บศักยภาพที่ตกหล่น" "ดูดพลังแล้วแตกกระจาย" คือหลักการเขานำมาเป็นแนวทางปฏิบัติ แน่นอนมันไม่เคยปรากฏอยู่ในทฤษฎีใดๆ ในโลกมาก่อน เพราะมันคือศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่อง "มนุษย์" ล้วนๆ
หากแต่กลายเป็นว่าหลักการเหล่านี้ทำให้ดีแทคสามารถทลายกำแพง กรอบ ข้อจำกัด และอุปสรรคทุกสิ่งอย่างในการทำความดีอย่างสิ้นเชิง จนวันนี้ได้ก่อเกิดโครงการทำดีถึง 500 โครงการแล้ว
"ด้วยดีแทคขอสนับสนุนการทำความดี ดังนั้นจึงต้องไม่มีเรื่องของการแข่งขัน ไม่มีข้อสมมุติฐานที่ว่าด้วยเรื่องต้นทุน แรงงาน ทรัพยากรต่างๆ รวมถึงเวลา และเมื่อไม่มีการแข่งขัน เราก็จะตัดปัจจัยข้อจำกัดอื่นๆ ได้ทั้งหมด"
ดังนั้นไม่ว่าคู่แข่ง คู่ค้า คู่คิด ทางธุรกิจ ก็มาร่วมมือกันทำความดีได้ทั้งสิ้น โดยนำมาตัด เติม ต่อ ทั้งเป็นการเก็บศักยภาพที่ตกหล่นไปจากภาวะต่างคนต่างทำ โดยการนำเอาจุดอ่อน จุดแข็ง จุดร่วมที่แต่ละองค์กรมีอยู่ กอบเก็บเอาใสสร้างประโยชน์สุขให้เกิดแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม
พีระพงษ์บอกว่าเมื่อใดก็ตามที่ไม่ต้องคำนึงถึงการหักล้างกัน ในทางกลับกันต้องหาทางให้ผลลัพธ์เกิดเป็นบวกกับบวกเท่านั้น ที่สุดงานซีเอสอาร์ก็จะพัฒนาไปสู่มิติใหม่ๆ และสร้างความดีได้เรื่อยไปแบบไร้ขีดจำกัด
อย่างไรก็ตามความดีจะสำเร็จหรือไม่ ก็ต้องพิจารณาถึงความพอประมาณ และขีดความสามารถที่มีอยู่ขององค์กรด้วย มีเงินอยู่สิบบาทแต่อยากจะสร้างยานอวกาศคงเป็นฝันใหญ่ที่สุดเอื้อม
สำคัญเหนือสิ่งใดก็คือ ความดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องสอดคล้องกับจังหวะ สภาวะแวดล้อมที่เป็นอยู่ ดังเช่นโครงการปั่นจักรยานเพื่อน้อง เป็นต้น ซึ่งกว่าจะประสบความสำเร็จชนิดเกิดความคาดหมายได้ ดีแทคต้องอดทนใช้เวลารอคอยมาเป็นเวลาถึง 7 ปีเลยทีเดียว
"กฤษณ์ พรหมเชื้อ มาคุยกับผมถึงโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งประเทศไทยเพิ่งผ่านวิกฤตมาหมาดๆ ทำให้เราต้องให้ความสำคัญในแง่ของฟื้นฟู เรื่อง ของการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิต การศึกษา การปั่นจักรยานทั้งประเทศต้องอาศัยเครือข่ายที่มากจริงๆ ต้องมีการเผยแพร่ข่าวสารออกไป จึงจะทำสำเร็จได้"
เขามองว่าเทคโนโลยีในการสื่อสารก็คือจุดเชื่อมที่จะช่วยให้เกิดการสื่อสารที่กว้างไกล ช่วยสร้างความเป็นเครือข่ายเครือข่าย อย่างไรก็ดีเพราะระบบคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ตลอดจนสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันที่มีในวันนั้นไม่เหมือนในวันนี้
แต่ที่สุดความพร้อมก็เกิดขึ้นในปี 2552 จากหลายๆ ปัจจัย อาทิ โครงการ *1677 และสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันในตัวเมืองใหญ่ของดีแทคที่ สามารถใช้เป็นจุดเชื่อมในการสื่อสารเชื่อมโยงกับผู้คนได้ อีกทั้งกระแสเรื่องของสุขภาพ การประหยัดพลังงาน การศึกษาของเยาวชนก็เป็นสิ่งที่คนในสังคมไทยตระหนักถึงและต้องการมีส่วนร่วมแล้ว
"ตูมเดียวทำใหญ่เลยคงไม่ดี เรามีการทดลองเพื่อเก็บประสบการณ์ เพราะอาจมีข้อแก้ไขปรับปรุง เลยลองเริ่มทำที่ภาคใต้ก่อนด้วยมีเส้นทางที่ยาวจะช่วยให้เก็บระยะทางการปั่นได้ แค่ปีแรกก็มีคนให้ความสนใจ มีคนจำนวนมากมาบอกว่าเราทำดี ก็บ่งชี้ได้ว่าโครงการนี้เกิดได้แน่ๆ ในปีนี้ซึ่งปีที่สองทำให้เราคิดว่าหากขยายทำทั้ง 4 ภาคก็น่าจะทำได้ และที่สุดมันก็ได้ผลชนิดที่เราคาดการณ์ไม่ถึง"
เพราะการตื่นตัวตอบรับกับโครงการนี้ของประชาชนคนไทยมันล้นหลามเสียจนพีระพงษ์สรุปว่าที่จริงความดีอยู่ในเนื้อแท้ของคนไทยทุกๆ คนเมื่อโอกาสเปิดให้
ทำให้จำนวนระยะทางที่คาดหวังว่าจะได้เพียง 2 หมื่นกิโลเมตรนั้นพุ่งไปถึง 1 แสนกิโลเมตรจากผู้คนไม่ว่าหญิงหรือชาย ไม่ว่าวัย 5 ขวบไปจนถึง 80 ปีที่ล้วนอยากจะช่วยให้เด็กนักเรียนที่ยากไร้ได้มีจักรยานได้ขี่ไปเรียนหนังสือ กระทั่งเดินทางไปช่วยพ่อแม่ประกอบสัมมาอาชีพ
"ศาสตร์ที่ว่าด้วยมนุษย์ มันไม่ใช่ใส่ส่วนผสมหนึ่งสองสามลงไปแล้วจะโน้มน้าวให้เขาสนใจเข้ามามีส่วนร่วมกับเรา แต่มันเป็นสูตรที่ว่าด้วยธรรมชาติ ประกอบด้วยความพอดี แม้มีภาพเป็นนามธรรมค่อนข้างสูง แต่มันเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ไม่ยาก"
ตัวอย่างง่ายๆ ที่เขายกให้ชัด ดังเช่น จะสื่อสารให้เข้าใจและเข้าถึงได้ก็ต้องทำให้ครบทั้ง หู ตา จมูก ปาก กาย ใจ จะเริ่มต้นได้ก็ต้องทำในสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปต้องการซึ่งไม่พ้น ปัจจัยสี่ อาหาร ยา ที่พักอาศัย เครื่องนุ่งห่ม และทำให้คนเกิดการพัฒนาได้ด้วย สุ จิ ปุ ลิ หรือ ฟัง คิด ถาม เขียน
"ความคิดนี้ตกผลึกในปี 51 วันที่ก่อตั้งสำนักงานสำนึกรักบ้านเกิด นโยบายของดีแทค คือต้องทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดพัฒนาที่ครบวงจรและยั่งยืน นอกจากมีพื้นฐานที่คุณบุญชัย เบญจรงคกุล สร้างมาอย่างแน่นหนาแล้ว ผมก็คิดว่าแกนหลักของทุกศาสนาที่สอนให้คนอยู่ร่วมอย่างสงบสุขและทำความดี จะเป็นแนวทางที่ทำให้เรามีทิศทางการทำความดีที่ถูกต้อง"
ความสำเร็จต้องมีต้นทางที่ดี ขณะที่อย่าไปคาดหวัง หรือตั้งเป้าหมายกับผลลัพธ์ที่ปลายทาง
"ดังนั้นดีแทคจะถือว่าทุกจุดที่ทำและเกิดผลดีคือความสำเร็จ เหมือนวันหนึ่งที่เราคิดจะสร้างภูเขาให้สูงขึ้นอีก เราไม่วัดความสำเร็จในวันที่เราจะเห็นภูเขาลูกนั้นแล้ว แต่เราจะวัดไปตลอดตามเส้นทางที่เราเอาขนหินหรือก้าวเดินไปจนถึงภูเขา เราวัดตั้งแต่เราหยิบหินก้อนแรก วันที่เราเดินก้าวแรก"
อีกทั้งระหว่างทางที่เดินนั้นก็อาจมีคนจำนวนมากที่เข้ามาร่วมด้วยช่วยสร้างภูเขาลูกเดียวกัน เช่นนี้หากพิจารณาดีๆ ก็จะเข้ากับหลักการข้างต้น นั่นคือ ตัดเติมต่อ เก็บศักยภาพที่ตกหล่น ดูดพลังแล้วแตกกระจายออกไป
เป็นข้อสรุปว่าความสำเร็จของซีเอสอาร์ทำได้แสนง่ายด้วยหลักการธรรมชาติ และศาสตร์เรื่องมนุษย์ แต่จะให้ดีสำหรับยุคปัจจุบันก็ต้องอาศัยเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นจุดเชื่อม
เพื่อให้ซีเอสอาร์เป็นวาระโลกที่จะนำความสุขที่ยั่งยืน...ที่แท้กลับคืนสู่มนุษย์อีกครั้ง