องค์กรให้ความสำคัญกับงาน HR อย่างไร คนในองค์กรก็เป็นอย่างนั้น

องค์กรให้ความสำคัญกับงาน HR อย่างไร คนในองค์กรก็เป็นอย่างนั้น | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



องค์กรให้ความสำคัญกับงาน HR อย่างไร คนในองค์กรก็เป็นอย่างนั้น

คอลัมน์ HR corner

โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ [email protected]



ท่านเคยเห็นข้อความทำนองนี้ในองค์กรของท่านบ้างไหมครับ ?

"บริษัทเชื่อมั่นและให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล โดยจะมุ่งพัฒนาศักยภาพทรัพยากรบุคคลของบริษัทให้มีขีดความสามารถสูงสุด เพื่อการบรรลุเป้าหมายในอนาคตร่วมกันทั้งบริษัทและพนักงาน...."

ข้อความทำนองนี้ดูดีใช่ไหมครับ เพราะใครอ่านหรือได้ยินแล้วก็จะเกิดความรู้สึกชื่นชมว่าองค์กรแห่งนี้ให้เกียรติและเห็นความสำคัญของ "คน" ในองค์กร

แต่การพูดกับการกระทำควรจะต้องสอดคล้องกันด้วยใช่ไหมครับ กล่าวคือ บริษัทก็อยากที่จะพัฒนาคนในองค์กรให้มีขีดความสามารถเพื่อการเจริญเติบโตขององค์กร แต่...

บริษัทได้มีการกระทำอะไรที่สอดคล้องกับคำกล่าวข้างต้นที่จะทำให้เป็นจริงได้ หรือไม่ ?

เช่น

1.บริษัทต้องการจะพัฒนา "คน" ทุกคนในองค์กร แต่บริษัทเริ่มที่จะพัฒนาคนที่ทำงานในฝ่ายทรัพยากรบุคคลบ้างหรือยังครับ ผมเริ่มต้นง่าย ๆ เลย เช่น วันนี้ท่านให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลทำงานอะไรกันอยู่บ้าง ในองค์กรหลายแห่งผมยังพบอยู่เสมอ ๆ นะครับว่า คนที่ทำงานในฝ่ายทรัพยากรบุคคลยังต้องดูแลงานธุรการ ซึ่งมักจะเรียกชื่อว่า "ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและธุรการ" ใช่ไหมครับ

ผมอยากจะทราบที่มาเหมือนกันนะครับว่า ใครเป็นคนกำหนดว่างานด้านบุคคลกับงานด้านธุรการใช้ skills base หรือใช้ทักษะในการปฏิบัติงานที่เหมือนกัน ?

นี่พูดจากคนที่เคยดูแลฝ่ายทรัพยากรบุคคลและธุรการมาแล้วหลายที่นะครับ ว่างานบุคคลกับงานธุรการนั้น "ไม่เหมือนกัน" อย่างสิ้นเชิงครับ !

คราวนี้คนที่จะต้องดูแลพัฒนาผู้คนในทุกหน่วยงานในองค์กรยังมัววุ่นวายกับเรื่องงานพ่อบ้าน (แม่บ้าน) เช่น น้ำไม่ไหล, ไฟฟ้าดับ, โทรศัพท์เสีย, ส้วมแตก, ท่อตัน, รถของบริษัทถูกเฉี่ยว, messenger ทะเลาะกัน, คนขับรถมารับ ไม่ตรงเวลา ฯลฯ

ถามว่าเขาจะเอาเวลาที่ไหนไปคิดพัฒนาผู้คนในองค์กรครับ ?

ดังนั้น ควรจะแยกกันได้แล้วล่ะครับ หากท่านยังมีนโยบายที่สวยหรูที่บอกไว้ในข้างต้นว่าจะพัฒนาผู้คนในองค์กรนะ เพราะฝ่ายบุคคลเขาจะได้มีเวลามานั่งคิดอ่านวางแผนพัฒนาคนอย่างเป็นรูปธรรมได้จริง ๆ จัง ๆ เสียทียังไงล่ะครับ

2.บริษัทเคยส่งคนในฝ่ายทรัพยากรไปฝึกอบรมหรือให้เขาได้เรียนรู้เครื่องไม้เครื่องมือในการพัฒนาคนในยุคใหม่ ๆ บ้างแล้วหรือยังครับ เพราะในวันนี้จะมีเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ ๆ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเครื่องมือเดิมนำมาปัดฝุ่นใหม่ให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น) เข้ามาช่วยให้เกิดการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นรูปธรรมหลาย ๆ เรื่อง เช่น ระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (performance management system), ระบบ competency, การกำหนดตัวชี้วัดด้านทุนมนุษย์ (human capital scorecard), การพัฒนาคนดี คนเก่งในองค์กร (talent management), การจัดทำ training roadmap ให้กับผู้คนในองค์กร, การสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรมตาม competency, การทำแผนการพัฒนาเป็นรายบุคคล, การประเมินค่างาน/การทำโครงสร้างเงินเดือน การบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการ ฯลฯ

ซึ่งเครื่องมือที่ผมยกตัวอย่างมานี้ทั้งหมดก็เป็นเครื่องมือเดิมที่เคยใช้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ปี แต่มีการปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในยุคนี้ ซึ่งคนที่ทำงานในฝ่ายทรัพยากรบุคคลจำเป็นจะต้องทราบแนวคิดและวิธีการนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคนในองค์กร โดยผู้บริหารระดับสูงควรจะต้องเข้าใจและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้เครื่องมือในการพัฒนาผู้คนเหล่านี้ รวมถึง ผู้บริหารระดับสูงไม่ว่าจะเป็น MD หรือ CEO เองก็ควรเข้าอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ข้างต้นเพื่อให้เข้าใจแนวคิดและวิธีการนำมาใช้ด้วยนะครับ

แล้วท่านจะเห็นว่าความรู้และทักษะที่ผมบอกมาข้างต้นนั้นจะเป็นงานคนละเรื่องกับงานธุรการอย่างสิ้นเชิงเลยละครับ

3.เมื่อผู้บริหารระดับสูงเข้าใจแนวคิดและวิธีการที่จะเริ่มต้นในการพัฒนาคนในองค์กรแล้วก็ต้องมามอบหมายให้ HR เป็นเจ้าภาพในการทำงานนี้เสียทีนะครับ โดยการให้ HR ไปทำความเข้าใจกับบรรดา line manager ในหน่วยงานต่าง ๆ ให้เขามีความเข้าใจที่ตรงกัน ซึ่งหากเป็นไปได้ควรมีการประชุมระดับผู้บริหารระดับผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ และแจ้งให้ทราบเลยว่าบริษัทมีนโยบายในการพัฒนาคนให้มีขีดความสามารถสูงสุดเหมือนกับที่ประกาศสวยหรูไว้ข้างต้น โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ เอ๊ย...วาระสำคัญของบริษัท ทั้งนี้จำเป็นจะต้องให้ฝ่าย HR เข้าร่วมประชุมผู้บริหารเมื่อมีการประชุมในเรื่องแผนธุรกิจของบริษัทด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจตรงกันว่าบริษัทกำลังจะก้าวไปในทิศทางไหน มีเป้าหมายในอนาคตอย่างไร เพื่อที่ฝ่ายบุคคลจะพัฒนาคนในหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างสอดคล้องกับแผนธุรกิจของบริษัทครับ

4.ส่งเสริมให้คนที่ทำงานด้าน HR มีการเรียนรู้ด้านธุรกิจให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น และนำระบบ HRIS เข้ามาช่วยให้งานเร็วขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ผมมักจะบอกไว้เสมอ ๆ ว่า คนที่ทำงาน HR เองก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองจากการเป็น HR ยุคเดิม คือ HR ที่ทำงานอยู่กับกองเอกสาร, การทำตัวเป็นตำรวจ ไล่จับพนักงานที่ทำผิดกฎระเบียบคอยออกใบเตือนให้กับพนักงานทุกคนในองค์กรหรือคอยดุด่าว่ากล่าวพนักงานทุกคนในองค์กร ฯลฯ เหล่านี้จะต้องเป็นเรื่องของ line manager หรือหัวหน้างานโดยตรงที่จะต้องเป็นผู้ดำเนินการแล้วนะครับ เพราะเขาเป็นหัวหน้าลูกน้องกัน จะต้องมีการให้คุณให้โทษและปกครองบังคับบัญชากันเอง HR จะมีบทบาทหน้าที่ในเรื่องของการให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือหัวหน้างานว่าเขาควรจะทำอย่างไรกับลูกน้องของเขาเท่านั้น ไม่ใช่ไปทำตัวเป็นหัวหน้างานของคนทั้งบริษัทครับ

ดังนั้น HR ยุคใหม่ต้องพยายามนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยและลดงานเอกสารลง เช่น การทำ job description ก็ควรจะเก็บไฟล์เป็น Microsoft word ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์แทนที่จะยังเก็บเป็นกระดาษแล้วเจาะใส่แฟ้มห่วง เวลาจะ update ก็ทำได้ยาก หรือการประเมินผลการปฏิบัติงานก็ควรจะปรับเปลี่ยนเป็นการประเมินที่ไม่ใช้กระดาษโดยใช้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เข้ามาช่วยให้งานเร็วขึ้น ซึ่งก็คือการนำระบบ HRIS (human resource information system) เข้ามาช่วยได้แล้วโดยในวันนี้ราคาของระบบเหล่านี้ก็ไม่ได้สูงมากนัก และ หากนำระบบต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามาใช้ก็จะทำให้งานเร็วขึ้นและมีเวลาไปนั่งคิดวางแผนพัฒนาคนซึ่งเป็นงานหลักของ HR ได้มากยิ่งขึ้นครับ

ส่วนการเรียนรู้ด้านธุรกิจนั้น HR ยุคใหม่จำเป็นจะต้องมีความรู้ในเรื่องของธุรกิจและเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากเป็นแนวคิดในยุคเดิมอาจจะมีคำถามว่า "ทำไม HR จะต้องไปรู้เรื่องงานขาย, การตลาด, งานผลิต, บัญชี ฯลฯ ด้วยล่ะ...แค่รู้ในงาน HR ก็พอแล้ว"

ในยุคปัจจุบัน HR จำเป็นจะต้องรอบรู้ในเรื่องธุรกิจและสามารถพูดคุยกับผู้บริหาร หรือ line manager ในหน่วยงานอื่น ๆ ได้โดยใช้ภาษาเดียวกับฝ่ายขาย, ฝ่ายการตลาด, ฝ่ายผลิต, ฝ่ายบัญชี, ฝ่ายจัดซื้อ ฯลฯ เรียกว่าต้องรอบรู้หลายเรื่องเพราะจะทำให้ HR มีมุมมองที่กว้างมากขึ้นพูดง่าย ๆ ว่าจะได้ไม่เป็นกบอยู่ในกะลานั่นเองครับ

ผมจึงขอแนะนำว่าคนที่ทำงาน HR ในยุคใหม่ควรจะต้องอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับทางธุรกิจ, การเงิน, เศรษฐศาสตร์, การตลาด, IT ฯลฯ หรือหากองค์กรสนับสนุนก็ควรจะไปเข้าอบรมหลักสูตรประเภท mini MBA หรือหากเป็นไปได้ก็ไปลงเรียนปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจ ก็จะทำให้มีความรู้และเข้าใจในธุรกิจมาก ยิ่งขึ้น ไม่ใช่รู้แต่เฉพาะงานของตัวเองเพียงอย่างเดียวครับ

ทั้ง 4 ข้อที่ผมสรุปมาข้างต้นนี้ หากองค์กรใดที่เห็นความสำคัญของทรัพยากรบุคคลจริงดังที่ประกาศไว้แล้ว เริ่มที่จะพัฒนาที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลก่อน โดยแยกงานบุคคลกับธุรการให้เด็ดขาดจากกัน จากนั้นจึงเริ่มทำตามข้อ 2, 3, 4 ผมเชื่อว่าองค์กรนั้นจะมีการพัฒนาคนให้มีขีดความ สามารถและมีศักยภาพได้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียงสโลแกนสวยหรู

หน้า 31

วันที่ 09 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4156  ประชาชาติธุรกิจ






จำนวนผู้ชม 6469 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์