สงคราม Talent ลามทั่วโลกกูรูแนะองค์กรไทยรับมือสู้ศึก

สงคราม Talent ลามทั่วโลกกูรูแนะองค์กรไทยรับมือสู้ศึก | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



*ที่ปรึกษาองค์กรต่างชาติฟันธง 5 ปี เอเชียขุมทรัพย์ Talent
       
       *บริษัทไทย ตกขบวน แถมเจอศึกหนักพนักงานไร้ฝีมือ – คนเก่งถูกซื้อตัว
       
       *2 กูรูในวงการ เผยเคล็ดลับรับมือยุคสงครามแย่งชิงมนุษย์ทองคำ
       
       *เผยผลวิจัยล่าสุดผู้บริหารต้องลงมือ ลงแรงสร้างคนมืออาชีพด้วยตนเอง
       
       สงครามการแย่งชิงดาวเด่นขององค์กรหรือ TALENT ในไทยเวลานี้ ทวีความรุนแรงมากขึ้นต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา แต่ยังจำกัดในวงแคบๆ เฉพาะอุตสาหกรรมหรือสายงานนั้นๆ อย่างสถาบันการเงิน อุตสาหกรรมไอที เป็นต้น
       
        หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย ที่ศักยภาพการทำของบุคลากรโดยรวมได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะจากบริษัทต่างชาติ เพราะหน่วยงานรัฐ เอกชน มีนโยบายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำให้ประเทศเหล่านี้มีศักยภาพในการผลิตคนคุณภาพป้อนสู่ตลาดแรงงานในประเทศและต่างประเทศ
       
        ซึ่งมองเป็นความได้เปรียบของประเทศในแถบเอเชียและประเทศกลุ่มกำลังพัฒนาซึ่งมีอัตราการเพิ่มขอประชากรสูง ทำให้บริษัทข้ามชาติหลายแห่งมองมายังเอเชีย เมื่อเทียบกับประเทศแถบตะวันตกที่วิตกถึงจำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
       
        มองกลับมายังประเทศไทย ที่การพัฒนาคนส่วนใหญ่ยังไร้ทิศทาง ส่วนบุคลากรที่มีความสามารถในอนาคตจะถูกบริษัทข้ามชาติแย่งชิงไปหมด
       
        จากมุมมองของนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับโลกอย่าง ปีเตอร์ ชีส ผู้จัดการสายงานส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร TALENT บริษัท เอคเซนเชอร์ จำกัด ที่มีประสบการณ์ทั่วโลกกว่า 20 ปี และ อลัน วิลเลียมผู้อำนวยการบริษัท เฮย์ กรุ๊ป ประเทศไทย ต่างลงความเห็นสอดคล้องกันถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยพร้อมชี้ทางรอดเพื่อเร่งปรับตัวก่อนสาย
       
       มองปัญหาขาดคนเก่งอย่างเข้าใจกับกูรูระดับโลก
       
        ปีเตอร์ มองความเคลื่อนไหวการจัดการพนักงานดาวเด่นหรือ TALENT ขององค์กรทั่วโลก ว่า ผลกระทบด้านเศรษฐกิจทำให้ผู้บริหารต่างหันมาสนใจสร้างบุคลากรเหล่านี้มากขึ้น เนื่องจากหลายหน่วยงานได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นทำให้ต้อง Lay-Off พนักงานบางส่วนเพื่อลดต้นทุนการผลิตขณะเดียวกันก็ต้องรักษาพนักงานที่มีความสามารถซึ่งมีประสิทธิภาพสูงให้อยู่กับองค์กร
       
        นอกจากนี้อนาคตมีความวิตกกังวลถึงผลกระทบจากจำนวนประชากรโลกมีคนชรามากกว่าประชากรวัยทำงานส่งผลต่อการพัฒนาบุคลากรดาวเด่นไม่ทันกับความต้องการทำให้เกิดสงครามแย่งชิงคนเหล่านี้อย่างรุนแรงในระดับโลก
       
        จากการสำรวจ การแย่งชิงบุคลากรศักยภาพสูงในระดับโลก ปี 2550 พบว่า อีก 5 ปี 97% ของพนักงานที่มีความสามารถในการทำงานจะมาจากประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศต้องมีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาทรัพยากรของตนเองเนื่องปัจจัยในด้านเงินทุนของบริษัทข้ามชาติอาจทำให้บุคลากรเหล่านี้ออกไปทำงานกับบริษัทต่างชาติ
       
        "หากมองประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย หรือ สิงคโปร์ บุคลากรที่มีความรู้ที่โดดเด่นมีช่องทางในการเลือกทำงานในต่างประเทศเช่น ตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา ได้มากกว่าคนไทยเนื่องจากพวกเขามีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ แม้เหตุการณ์นี้ยังไม่มีมากในประเทศแต่คาดว่าอนาคตจะมีความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นสูง" ปีเตอร์ ย้ำถึงความเคลื่อนไหว
       
        ขณะเดียวกันช่องว่างระหว่างผู้บริหารระดับสูงที่อยู่ในเจเนอเรชั่น Baby Boomer ช่วงอายุ 40-63 ปี ซึ่งชอบเก็บข้อมูลความรู้ไว้เพียงคนเดียวและไม่ชอบการใช้เทคโนโลยีสื่อสาร กับพนักงานในระดับล่างที่อยู่ในเจเนอเรชั่น Y อายุระหว่าง 18 – 25 ปี ที่มีคุณสมบัติเปิดเผยข้อมูลความรู้และชอบใช้เทคโนโลยีที่มีความรวดเร็ว แม้จะมีปัญหาในการสร้างความเข้าใจต่อกันมากขึ้น เป็นผลทำให้กลุ่มคนที่มีตำแหน่งในระดับกลางซึ่งอยู่ในเจเนอเรชั่น X อายุระหว่าง 34-39 ปี เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจในการบริหารทรัพยากรบุคคลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
       
        สอดคล้องกับความคิดของ อลัน มองว่า สงครามการแย่งชิงบุคลากรที่มีศักยภาพนั้นมีอยู่ทั่วโลก และมีการพัฒนาอยู่เสมอทำให้การบริหารบุคลากรที่มีศักยภาพสูง (Talent Management) ยังเป็นหัวข้อที่ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำทั่วโลกหยิบยกขึ้นมาปรึกษาหารือกันจนเป็นเรื่องปรกติ และยึดถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการหาทางแก้ไขเรื่องเหล่านี้ในอนาคต
       
        จากผลการวิจัยการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในแต่ละเจเนอเรชั่นพบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพบคนที่มีศักยภาพในทุกช่วงอายุ โดยทั่วไปกลุ่มของผู้ที่มีอายุน้อยจะมีความต้องการและความคาดหวังที่จะมีชีวิตการทำงานที่ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับคนรุ่นเก่า จึงเห็นได้บ่อยว่าคนที่มีอายุน้อยมักอยู่ในองค์กรหนึ่งๆได้ไม่นาน
       
       แนะกลยุทธ์เด็ดองค์กรไทยรับมืออนาคต
       
        จากการแข่งขันเพื่อแย่งชิงบุคลากรที่มีความสามารถในอนาคตทำให้วงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยต้องเร่งปรับตัว ซึ่ง ปีเตอร์ ได้ให้ความเห็นถึงทางรอดขององค์กรไทยในการรักษาคนเก่งในอนาคตผ่านประสบการณ์กว่า 20 ปี ดังนี้
       
        1. สร้างทักษะความเป็นผู้นำในทุกระดับขององค์กรให้ทุกคนมีการรับรู้วิสัยทัศน์การทำงานร่วมกัน โดยผู้บริหารในแต่ละแผนกจะเป็นคนสำคัญที่จะสื่อสารเป้าหมายที่องค์กรต้องการจะไปถึงในแต่ละสถานการณ์
       
        2. พัฒนาทักษะด้านเทคนิคไอทีและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะอนาคตการทำงานส่วนใหญ่ขององค์กรข้ามชาติจะต้องผ่านระบบการทำงานไร้สาย ซึ่งหากบุคลากรในประเทศพัฒนาไม่ทันบริษัทต่างชาติจะต้องนำคนที่มีความสามารถในประเทศเหล่านั้นไปทำงานในประเทศอื่นโดยจะทำให้ประเทศเสียโอกาสในการพัฒนาทรัพยากรโดยรวม
       
        3. การสร้างนวัตกรรม โดยการเสริมสร้างวัฒนธรรมความร่วมมือแลกเปลี่ยนความรู้กับพนักงานในทุกระดับเพื่อหล่อหลอมให้เกิดนวัตกรรมที่ถูกตกผลึกจากความคิดของคนภายใน
       
        4. บริหารจัดการเปลี่ยนแปลงภายใน มีผลโดยตรงต่อการทำงานของคนทั้งองค์กรให้มีศักยภาพเหมาะสมกับความสามารถของตนเพื่อสร้างความโดดเด่นซึ่งต้องพัฒนาทักษะผ่านการสอนงานของบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในงานนั้นๆ ขณะเดียวกัน HR ต้องมีบทบาทช่วยเหลือในกระบวนการเปลี่ยนแปลงโดยจะเน้นการพัฒนาความสามรถของคนภายในมากกว่าการจัดการงานด้านเอกสาร ซึ่งหากมีการจัดการอย่างต่อเนื่องย่อมทำให้คุณภาพการทำงานสูงขึ้นและจะเป็นผลดีต่อองค์กร
       
        5. มีการฝึกอบรมทักษะการทำงานอย่างทั่วถึง เนื่องจากที่ผ่านมาองค์กรไทยเน้นการอบรมบุคลากรซึ่งมีทักษะดีอยู่เดิมแล้วโดยมองข้ามบุคคลากรที่ไม่มีความโดเด่นในการทำงาน ซึ่งบางครั้งหากมีการพัฒนาอย่างถูกวิธีกลุ่มคนเหล่านั้นอาจมีทักษะแข่งขันได้กับองค์กรอื่น
       
        6. บุคลากรมีความสามารถวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางแก้ได้อย่างเหมาะสมโดยต้องสร้างให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ร่วมกันคิดค้นหาแนวทางแก้ไขที่ดีที่สุด ขณะเดียวกันต้องมีการบูรณาการแก้ปัญหาที่เกิดโดยทรัพยากรบุคคลเนื่องจากที่ผ่านมาองค์กรไทยมีระบบมากมายคอยแก้ปัญหาโดยไม่ได้นำกระบวนการแก้ปัญหาเหล่านั้นมารวบรวมเป็นระบบเดียวกันในการทำงาน
       
        ด้าน อลัน ให้ความเห็นว่า หลายองค์กรในประเทศไทยเริ่มคิดเกี่ยวกับการบริหารบุคลากรที่มีศักยภาพสูงกันมากขึ้น ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การเฟ้นหาผู้ที่มีศักยภาพภายในและพยายามที่จะรักษาบุคลากรเหล่านั้นไว้ โดยการจูงใจพนักงานด้วยการประเมินความปรารถนาของกลุ่มคนเหล่านั้นแล้วจึงนำความต้องการที่ได้ไปเป็นเครื่องจูงใจให้ค่าตอบแทนหรือสวัสดิการที่นอกเหนือจากที่มีอยู่เดิม
       
        ขณะเดียวกันผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ เพื่อที่จะได้เข้าใจความต้องการหรือบริบททางธุรกิจของแต่ละฝ่าย โดยต้องมีความกระตือรือร้นให้ความสำคัญอย่างจริงใจต่อการอำนวยความสะดวกและเห็นความสำคัญของทุกฝ่ายในองค์กรเท่าเทียมกัน
       
        ล่าสุดจากผลการวิจัยประจำปีเรื่อง ''The World''s Most Admired Companies'' ปี 2551 ที่ เฮย์ กรุ๊ปทำร่วมกับนิตยสาร Fortune แสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารองค์กรระดับชั้นนำจะพูดคุยหารือกันในเรื่องการบริหารบุคลากรที่มีศักยภาพสูง (Talent Management) กันเป็นประจำจนกลายเป็นเรื่องปกติ และตัวผู้บริหารระดับสูงเองจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาคนที่มีศักยภาพด้วยตนเอง
       
        จากผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าร้อยละ 73 ขององค์กรที่มีประสิทธิภาพในระดับสูงจะนำโปรแกรมการพัฒนาและบริหารระดับสูงมาใช้ในการบริหารบุคลากรที่มีศักยภาพ ขณะที่บริษัทที่มีประสิทธิภาพในระดับเฉลี่ยทั่วไปมีเพียงร้อยละ 43 เท่านั้นที่ใช้โปรแกรมการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ร้อยละ 61 ของบริษัทที่มีผู้เข้าร่วมทำงานด้วยมากที่สุดยังได้มีการวางแผนพัฒนาสายอาชีพให้กับบุคลากรที่มีศักยภาพสูง เมื่อเทียบกับบริษัทโดยทั่วไปที่มีเพียงร้อยละ 35 เท่านั้นที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้
       
        อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผู้ที่มีศักยภาพในระดับบน (Top Talent) จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละองค์กร อย่างเช่นที่ เฮย์ กรุ๊ป จะทำความรู้จักและเข้าใจลักษณะของแต่ละองค์กรเสียก่อน จากนั้นจึงออกแบบโปรแกรมในการวางพื้นฐานการบริหารจัดการศักยภาพของบุคคลการและเครื่องมือในการประเมินให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
       
        แม้ขณะนี้การแข่งขันแย่งชิงคนเก่งและมีความสามารถในการทำงานของประเทศไทยอาจจะยังไม่ร้ายแรงเหมือนต่างประเทศที่มีการซื้อตัวกลุ่มคนเหล่านี้ข้ามประเทศ แต่ก็ชะล่าใจไม่ได้เพราะกูรูจากต่างประเทศฟันธงว่าอีก 5 ปี องค์กรไทยอาจจะถูกแย่งชิงกลุ่มคนเหล่านี้ให้กับหน่วยงานต่างชาติ

 

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์





จำนวนผู้ชม 4355 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์