สูตรสำเร็จเพื่อสร้าง Human Capital ROI

สูตรสำเร็จเพื่อสร้าง Human Capital ROI | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM


Post Today - คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังว่าองค์กรชั้นนำที่ประสบผลสำเร็จในการสร้างรายได้และผลกำไรอย่างมหาศาลนั้น เขามีวิธีการบริหารบุคลากรของเขาให้สร้าง ROI ให้คุ้มกับที่องค์กรลงทุนในตัวพนักงานได้อย่างไร ทั้งนี้ Lauri Bassi และ Daniel McMurrer ได้นำเสนอปัจจัย 5 หมวดที่สามารถแตกย่อยออกเป็นกิจกรรม 23 กิจกรรมที่ CEO และผู้บริหารในระดับต่างๆ พึงปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนพนักงานให้สร้าง ROI (Return on Investment) ตามแบบองค์กรชั้นนำ เช่น American Standard และสถาบันทางการเงินอีกหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ผ...

คราวนี้จะได้นำเสนอปัจจัยอีก 4 หมวดแบบรวดเดียวจบไม่ต้องต่อคราวหน้าเลยนะคะ พร้อมแล้วก็ตามมาอ่านได้เลยค่ะ

 หมวดที่ 2 : การผูกใจพนักงาน (Employee Engagement)

เรื่องของ Employee Engagement นี้ถือเป็นเรื่องที่กำลังฮิตในเมืองไทยมาได้สัก 2–3 ปีแล้ว ซึ่งกิจกรรมที่จะสร้างให้พนักงานรู้สึกผูกพันกับองค์กรจนอยากทำงานให้ โดยทำมากกว่าหน้าที่รับผิดชอบด้วยความเต็มใจ (Willing to go extra miles) โดยที่เจ้านายไม่ต้องสั่งหรือร้องขอมีดังนี้

2.1 ออกแบบงานให้ดี (Job Design) ผู้บริหารพึงร่วมกับ HR ในการออกแบบงานให้มีเนื้อหาความรับผิดชอบ มีเป้าหมายและขั้นตอนการทำงานที่น่าสนใจ หากพนักงานรู้สึกว่างานของตนมีเนื้อหาสาระ มีเป้าหมายและกระบวนการทำงานที่น่าสนใจ สนุกสนานและเพลิดเพลิน เช่น ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือมีเป้าหมายที่ท้าทาย เขาก็จะรู้สึกชอบงานและอยากทำงานเอง แบบนี้เขาเรียกว่าได้งาน “ที่โดนใจ” นะค่ะ

2.2 งานมีความมั่นคงก้าวหน้าและเป็นงานที่ได้รับการยอมรับหรือยกย่อง (Commitment) หากองค์กรสามารถทำให้พนักงานรู้สึกว่างานที่ตนเองทำมีความมั่นคง มีความก้าวหน้า และเป็นงานที่มีความสำคัญกับองค์กร พนักงานก็จะมีความมั่นใจ และความมั่นใจนี่เองจะทำให้พนักงานกล้าที่จะทุ่มเททำงาน แทนที่จะทำแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะคิดว่าทำงานหนักไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่มีอนาคต ไม่คุ้มกับที่ต้องทุ่มเท

2.3 มีการบริหารเวลาที่ดี (Time) หมายความว่า ผู้บริหารต้องรู้จักจัดภาระความหนักเบาของงานให้เหมาะสมกับพนักงาน ไม่ใช่ว่าให้งานมาก งานยาก แต่ให้เวลาพนักงานน้อยเกินไป ทำให้พนักงานต้องรีบเร่ง ต้องรู้สึกถูกกดดันตลอดเวลาจนไม่มีเวลาให้ครอบครัวหรือพักผ่อนเต็มที่ นานๆ ทีมีงานหนักก็โอเคแหละค่ะ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องประจำทำให้พนักงานรู้สึกล้า เครียด แล้วในที่สุดก็จะหมดแรงและถอดใจไขก๊อกในที่สุด ประมาณว่า...ทำไม่ไหวแล้ว...!

2.4 มีระบบ (Systems) ที่ตรวจวัดความรู้สึกผูกพันที่พนักงานมีต่อองค์กรอย่างสม่ำเสมอ เรื่องของความผูกพันทางใจนี้เป็นเรื่องของจิตอารมณ์ของมนุษย์ที่ยากแท้หยั่งถึง แถมยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ต้องสร้างระบบไว้คอยตรวจวัดว่าพนักงานยังมีใจให้บริษัทอยู่รึเปล่าอย่างสม่ำเสมอ

หมวดที่ 3 : การเข้าถึงองค์ความรู้ (Knowledge Accessibility)

การที่องค์กรจะรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจหนึ่งใดได้ย่อมสื่อให้เห็นว่าองค์กรนั้นต้องมี “องค์ความรู้” (Knowledge) ที่เป็นความลับ (หรือจะไม่ลับก็ตาม) ที่องค์กรอื่นไม่รู้ หรือรู้แต่ก็ทำไม่ได้ เช่น แม่ค้าขายส้มตำซั่ว ก็ย่อมต้องมีสูตรเด็ดในการคัดเลือกมะละกอ น้ำปลาดี มะนาวหอม พริกขี้หนูสวน รวมทั้งขั้นตอนในการตำ การปรุงรสที่เป็นองค์ความรู้เฉพาะตนแบบคนอื่นทำได้ไม่เหมือน องค์กรธุรกิจทั้งหลายที่ต้องการให้พนักงานสร้าง ROI ได้สูงสุด ก็ต้องพยายามทำให้พนักงานของตนมีองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และกิจกรรมที่ผู้บริหารพึงกระทำเพื่อให้พนักงานมีองค์ความรู้และข้อมูลที่จำเป็นในการทำงานคือ

3.1 องค์กรต้อง “จัดให้” (Availability) ผู้เขียนขอใช้ศัพท์ร่วมสมัยเสียหน่อยว่าองค์กรต้อง “จัดให้” พนักงานในเรื่องต่างๆ เหล่านี้คือ ต้องมีการจัดหาและเตรียมข้อมูลที่พนักงานต้องใช้ ในการทำงานให้พนักงานพร้อมเรียกใช้เสมอ นอกจากนี้ ต้องมีการให้การฝึกอบรมพนักงานให้พวกเขารู้สึกว่าเขามีความพร้อมในการทำงาน และรู้สึกได้ว่าองค์กรเองก็พร้อมที่จะพัฒนาความพร้อมให้พวกเขาด้วย ไม่ใช่ว่าพนักงานอยากฝึกอบรมสร้างความพร้อม แต่องค์กรไม่มีนโยบายหรืองบประมาณเรื่องการจัดฝึกอบรม อย่างนี้แล้วเมื่อไหร่พนักงานจึงจะมีองค์ความรู้พอที่จะทำงานล่ะคะ?

3.2 สร้างความร่วมมือร่วมใจกัน (Collaboration) ผู้บริหารควรสนับสนุนการสร้างทีมงาน เพราะ “หลายหัวดีกว่าหัวเดียว” การจะเป็นองค์กรแห่งองค์ความรู้ย่อมต้องอาศัยความคิดจากพนักงานหลายๆ คน ดังนั้น จึงพึงสนับสนุนให้พนักงานช่วยกันคิดช่วยกันทำงานเป็นกลุ่ม

3.3 มีการแบ่งปันข้อมูล (Information Sharing) เมื่อพนักงานคนใดคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ หรือองค์กรมีข้อมูลเรื่องเคล็ดลับการทำงานแบบใหม่ หรือมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นในธุรกิจ ต้องมีการกระจายเผยแพร่ความรู้ไปยังพนักงานที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง บางองค์กรนั้นมีแต่ผู้บริหารเท่านั้นที่ได้ทราบข้อมูลใหม่ๆ ส่วนพนักงานระดับล่างไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลย ถูกปล่อยให้ล้าหลังและกลายเป็นตัวถ่วง ROI ขององค์กรในที่สุด สำหรับบ้านเรานั้นกลุ่มปูนซิเมนต์ไทยถือว่าเป็นบริษัทที่มีการแบ่งปันความรู้และข้อมูลที่ดีบริษัทหนึ่งค่ะ

3.4 สร้างระบบ (Systems) ในการรวบรวมจัดเก็บข้อมูลเพื่อความรวดเร็วและสะดวกในการใช้งาน

หมวดที่ 4 : การสร้างประโยชน์สูงสุดจากแรงงาน (Workforce Optimization)

หมวดนี้จะเป็นเรื่องของ HR โดยเฉพาะเจาะจงเพราะเป็นเรื่องของการสร้างเงื่อนไขและระบบที่จะทำกำลังคน (Workforce) หรือแรงงานทำงานได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ทั้งนี้มีกิจกรรมที่ผู้บริหารต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

4.1 สร้างกระบวนการทำงาน (Processes) ที่ชัดเจนและมีการฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจกระบวนการ อีกทั้งมีการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานตามกระบวนการนั้นๆ อย่างมีประสิทธิผล

4.2 สร้างสิ่งแวดล้อมหรือเงื่อนไข (Conditions) ในการทำงานที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดผลงานระดับสูง ไม่ใช่ว่าอยากให้พนักงานสร้างผลงานที่ได้มาตรฐานสูง แต่ไม่ให้อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือทรัพยากรที่จำเป็น เป็นต้น

4.3 มีระบบจ้างคนที่มีประสิทธิภาพ (Hiring) เรื่องนี้ไม่ซับซ้อนค่ะ แต่ทำยาก! กล่าวคือให้องค์กรจัดจ้างสรรหาบุคคลที่มีความรู้และทักษะที่เหมาะสมมาทำงาน เรื่องนี้ใครๆ ก็ทราบ แต่ที่ทำยากเพราะหาคนเก่งไม่ค่อยเจอน่ะสิคะ จริงไหม? อย่างไรก็ตาม องค์กรที่มี HR เก่งๆ ก็จักสามารถพลิกแผ่นดินหาคนเก่งจนได้เองแหละ ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอแนะนำให้เริ่มจากการหา HR เก่งๆ เสียก่อน

4.4 สร้างระบบบริหารเพื่อผลงาน (Employee Performance Management System)

Bassi และ McMurrer แนะนำให้มีการจัดสร้างระบบบริหารเพื่อสร้างผลงานอย่างเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นในองค์กรเสียเลย ซึ่งจะเป็นเรื่องของการที่องค์กรมีการกำหนดนโยบายอย่างชัดเจนให้พนักงานทราบว่าจะทำ Performance Management โดยมีการกำหนดเป้าหมายและมาตรฐานในการทำงานของพนักงานอย่างเป็นทางการ มีการสัมมนาฝึกอบรมและวัดผลอย่างเป็นระบบ เพราะเมื่อมีการทำ PM อย่างเป็นระบบ พนักงานก็จะตระหนักว่าองค์กร “เอาจริง” ติวเข้มเรื่องผลงาน ประมาณว่าไม่ได้พูดเล่นนะ!

หมวดที่ 5 : ความสามารถในการเรียนรู้ (Learning Capacity)

การจัดวางระบบให้พนักงานสร้าง ROI นั้นก็ถือว่ายากแล้ว แต่การจะทำให้พนักงานรักษา ROI ได้ยั่งยืนนั้นยากขึ้นไปอีก Bassi และ McMurrer จึงได้แนะนำ CEO ทั้งหลายว่าหากต้องการให้ธุรกิจก้าวหน้ามีผลกำไรอย่างยืนยงก็ต้องสร้างความสามารถในการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร ซึ่งมีกิจกรรมอยู่ 5 ประการที่จะสร้าง Learning Capacity คือ

5.1 การสร้างนวัตกรรม (Innovation) คือ หนึ่งในนโยบายขององค์กร ผู้บริหารพึงประกาศให้พนักงานทุกคนทราบว่าบริษัทมีนโยบายส่งเสริม สนับสนุน และให้รางวัลพนักงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีไอเดียใหม่และนวัตกรรมใหม่ๆ มานำเสนอให้บริษัท

5.2 ฝึกอบรม (Training) เพื่อสร้างความพร้อมและศักยภาพที่เหนือกว่าให้พนักงาน องค์กรชั้นนำจะมีการฝึกอบรมให้ความรู้พนักงานตลอดเวลาเพื่อที่พวกเขาจะได้มีความรอบรู้ หูไว ตาไว คิดไว ทำงานไวกว่าพนักงานของบริษัทคู่แข่ง

5.3 มีแผนการพัฒนาสายอาชีพให้พนักงาน (Career Development) นอกจากจะมีการฝึกอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอแล้ว องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะสามารถสร้างแผนการพัฒนาทางสายอาชีพให้พนักงานได้อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจขององค์กรด้วย ในขณะที่องค์กรระดับรองๆ มักจะไม่สามารถทำแผนพัฒนาสายอาชีพที่ชัดเจนให้พนักงานได้ อันส่อให้เห็นว่าผู้บริหารอาจขาดความสามารถที่จะสร้างกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการพัฒนาธุรกิจเช่นกัน

5.4 สร้างค่านิยมและให้การสนับสนุนการเรียนรู้ (Value and Support) ผู้บริหารต้องทำตัวเป็นแบบอย่างและสร้างค่านิยมให้พนักงานรักการเรียนรู้

5.5 จัดระบบ (Systems) ที่เป็นรูปธรรมที่ส่งเสริมการฝึกอบรมและพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเองของพนักงาน เช่น มีห้องสมุด มีระบบ E-learning เป็นต้น

และทั้งหมดนี้ก็คือปัจจัย 5 หมวด 23 กิจกรรมในการส่งเสริมพัฒนาให้พนักงานมีความพร้อมที่จะสร้าง ROI ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้วผู้เขียนมีความเห็นว่า Bassi และ McMurrer จะให้น้ำหนักเรื่องการสร้างค่านิยมและระบบในการพัฒนาฝึกอบรมพนักงานมากถึง 50% เลยทีเดียว (หรือกว่านั้น) นอกนั้นจะเป็นเรื่องของการสื่อสารและภาวะผู้นำ ซึ่งถ้าขาด 2 ปัจจัยนี้ โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องผู้นำเรื่องของ ROI คงจะสำเร็จได้ยาก เข้าทำนอง “ถ้าหัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก” น่ะค่ะ

 

ที่มา : www.jobjob.co.th





จำนวนผู้ชม 5184 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์