จับตากระแสงานบริหารบุคคลปีหมูเทรนด์ใดจะยังอยู่ และอะไรจะลาไป

จับตากระแสงานบริหารบุคคลปีหมูเทรนด์ใดจะยังอยู่ และอะไรจะลาไป | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



*เปิดโผจับตาเงินเดือนขึ้นเฉลี่ย 6.3% องค์กรโนเนมขึ้นเงินเดือนมากกว่า เหตุต้องการดึงคน
       
       *สวัสดิการปี 50 พนักงานร้องเรียกค่ารักษาพยาบาล 18.7% กลุ่มประกันกว่า 7%
       
       *เอาท์ซอร์ส ''Recruit'' ลดลงขณะที่ระบบประเมินผลงานและจ่ายค่าชดเชยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ขึ้น
       
       *Training ยังต้องการพัฒนาด้านผู้นำ-ศักยภาพพนักงาน และทำงานเป็นทีม
       
        จับตาแนวโน้มทิศทางงานบริหารบุคคลตั้งแต่การขึ้นเงินเดือน ผลประโยชน์ สวัสดิการที่พนักงานต้องการในปี 50 การใช้บริการ outsourcing มีเปอร์เซ็นต์อย่างไร บริการใดฮิตต่อช่วงจากปีก่อน และอะไรที่HR อยากทำเองมากขึ้น
       
        จาก 300 บริษัทชั้นนำ 14 กลุ่มธุรกิจ ติดตามไปพร้อม “ผู้จัดการรายสัปดาห์” และ “วัทสัน ไวแอท(ประเทศไทย)” กับงานบุคคล 4 ด้านที่น่าจับตามอง
       
        ทายาท ศรีปลั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัตสัน ไวแอท (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษาทางด้าน การวางกลยุทธ์องค์กร กล่าวถึงทิศทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในปี 2550 โดยรวมของการขึ้นเงินเดือน 6.31% ผู้นำยังคงเป็นอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเลียม 9% ด้วยการคาดการณ์อัตราการขึ้นเงินเดือนของบริษัทต่างๆ จะเริ่มคงที่มากขึ้น อย่างไรก็ตามในปี 2550 อาจจะเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว และกลุ่มที่จะได้เพิ่มค่าแรงก็คือกลุ่มแรงงานซึ่งเป็นฐานใหญ่ของพีระมิดแรงงาน ดังนั้นการขึ้นเงินเดือนจึงเป็นการช่วยเหลือคนที่รายได้น้อยให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้
       
        กระนั้นในพนักงานองค์กรระดับกลางและใหญ่ระบบการจ่ายตามผลงานจะได้รับความนิยมมากขึ้น มนุษย์เงินเดือนที่รอกินเงินปกติอย่างที่คุ้นชินก็ต้องปรับพฤติกรรม เพราะปากท้องขึ้นอยู่กับการจ่ายที่อิงผลงานมากขึ้นนั่นเอง
       
       แนวโน้มเงินเดือน
       
        จากการสำรวจของบริษัท วัทสัน ไวแอท (ประเทศไทย) จำกัด เกี่ยวกับ HR Trend บอกว่าการขึ้นเงินเดือนสำหรับปี 2550 ขององค์กรกว่า 300 แห่ง 14 กลุ่มประเภทธุรกิจโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.31% ต่อปี มากกว่าปีที่ผ่านมา 2549 จาก 6.22%
       
        อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในแง่ของการขึ้นเงินเดือนแท้จริงแล้วโดยนำอัตราเงินเฟ้อมาเข้ามาคำนวณจะพบว่าอัตรากรขึ้นเงินเดือนที่แท้จริงลดลงมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาโดยล่าสุดอยู่ที่ 1.8%
       
        และเมื่อพิจารณาจากขนาดขององค์กรแล้วพบว่า บริษัทที่มีขนาดเล็กและมีรายได้น้อยกว่า 100 ล้านบาทต่อปี มีพนักงานน้อยกว่า 100 คน มีแนวโน้มจะขึ้นเงินเดือนสูงกว่า ประมาณ 8.77% เหตุผลประการหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลหลักก็คือดึงดูดพนักงานใหม่เข้ามาทำงานด้วยเงินเดือน และเก็บรักษาพนักงานเดิมด้วยการขึ้นเงินเดือนเช่นกัน
       
        สำหรับบริษัทใหญ่ๆ มีแนวโน้มการขึ้นเงินเดือนน้อยกว่าอยู่ที่ประมาณ 6.28% ธุรกิจให้บริการขนาดใหญ่ประมาณ 6.01% รองลงมาที่เล็กกว่าประมาณ 6.73%
       
        การที่เราเสียเปรียบเรื่องขนาดขององค์กรนั้น หลายองค์กรคิดว่า The Bigger the Better หรือ Small is Beautiful ซึ่งถือว่าเป็นตัวสำคัญ การเลือกที่จะเป็นองค์กรเล็ก( Small is Beautiful) อาจจะเพราะมีกำลังจ่ายดีกว่า เป็นนายจ้างที่พนักงานทำงานด้วยแล้วมีความสุขมากกว่า ซึ่งหากเป็นตามนี้องค์กรไม่จำเป็นต้องใหญ่ก็ได้ ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า “ The Bigger the Better” อาจจะไม่จริงเสมอไปซะแล้ว
       
       สวัสดิการที่ถูกเรียกร้อง
       
        พนักงานในบริษัทต่างๆ ต้องการให้ทบทวนเรื่องใดมากที่สุด และเรื่องยอดฮิตที่ถูกถามมากที่สุดคือสวัสดิการรักษาพยาบาล 18.7% เป็นไปได้ว่าเกิดจากแรงกดดันจากพนักงานที่เริ่มเจ็บป่วยจากการทำงานมากขึ้น ด้วยอาการเครียดเนื่องจากปริมาณงานมากขึ้น ดังนั้นแทนที่พนักงานจะควักเงินจากกระเป๋าตัวเองเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาลจึงหันมาพึ่งพาบริษัทมากขึ้น
       
        ต่อมาก็คือ สวัสดิการค่าน้ำมัน 10.6 และสวัสดิการในเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 9.5 ตามลำดับ สังเกตว่าเทรนด์ของการให้ผลประโยชน์แก่พนักงานมีทิศทางเอนเอียงและเปลี่ยนไป โดยประมาณ 7% จะเกาะกลุ่มการต้องการประกันชีวิต ซึ่งแสดงว่าคนเริ่มให้ความสำคัญและต้องการ การให้ในรูปแบบเดิมของบริษัทเริ่มถูกเรียกร้องมากขึ้น และตัวที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆ ก็เกิดจากการกดดันของพนักงานเช่นกัน
       
       เกาะเทรนด์เอาท์ซอร์ส
       
        การใช้บริการเอาท์ซอร์ส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ HR มีความแตกต่างจากปีที่ผ่านมา เนื่องจาก บางส่วนที่เคยได้รับความนิยมมีเปอร์เซ็นต์การใช้บริการน้อยลง ขณะที่บางบริการมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น และบางงานยังมีการใช้บริการคงที่ ได้แก่ การใช้ระบบการจ่ายเงินเดือนและวางระบบเงินเดือนมีเปอร์เซ็นต์คงที่อยู่ที่ 21% แต่การใช้ระบบคัดสรรพนักงานนั้น เทรนด์การใช้บริการเอาท์ซอร์สลดลงจาก 48% มาอยู่ที่ 29.5% แสดงให้เห็นว่าบริษัทอยากจะคัดเลือกพนักงานเองมากขึ้น
       
        การคัดพนักงานเองมีประเด็นที่จะต้องให้ความสนใจว่าการใช้เอาท์ซอร์สได้พนักงานที่ตรงใจน้อยหรือว่าบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แต่กระนั้นการคัดสรรพนักงานเองของบางองค์กรนั้น บริษัทจะต้องแน่ใจว่ามีแบรนด์ที่ดี มีชื่อเสียงในระดับที่จะดึงดูดพนักงานดีๆ และเก่งๆ เข้ามาได้
       
        การรักษาพยาบาลและบริการด้านสุขภาพก็มีแนวโน้มลดลงแต่ไม่มากนักจาก 10.5% เป็น 9.2% ระบบการจ่ายค่าชดเชย ค่าตอบแทนมีแนวโน้มเพิ่มจาก 3.5% เป็น 13.7% อีกทั้ง HR ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากทำงานด้านการเงินด้วยตนเองนัก นอกจากนี้ ยังมีการใช้บริการจัดสรรสวัสดิการของพนักงานเกษียณอายุก่อนกำหนด มีอัตราเพิ่มขึ้นจากเมื่อปีก่อนที่เปอร์เซ็นต์ไม่ถึงหนึ่ง เพิ่มขึ้นเป็น 3%
       
        เทรนด์ที่ดูจะได้รับคนใจมากที่สุดคือระบบการประเมินผลงานของพนักงาน(Performance management) ที่เพิ่มขึ้นจาก 4.7% เป็น 17.3% เป็นเพราะการเข้ามาของกระแสการจ่ายเงินตามผลงานเริ่มเข้ามา ระบบการประเมินผลงานที่เที่ยงตรงและเป็นธรรมก็เข้ามาและน่าสนใจตามไปด้วย
       
       เทรนนิ่งนีดส์
       
        แนวโน้มในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในปี 2550 การพัฒนาศักยภาพของพนักงาน 11.5% ยังเป็นประเด็นที่องค์กรต่างๆ ให้ความสนใจมากที่สุด รองลงมาคือ เรื่องของการพัฒนาศักยภาพผู้นำ 10% และการพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Development) 9.8% ตามลำดับ
       
        ขณะที่แนวโน้มการฝึกอบรมและพนักงานในปีหน้านั้น โดยภาพรวมของทิศทางเดียวกับทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ โดยหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพผู้นำ(Leadership Development) เป็นหลักสูตรที่องค์กรต่างๆ ให้ความสนใจมากที่สุด 12.9% ซึ่งต้องพัฒนา 2-3 ระดับ เริ่มจากระดับปฏิบัติการ ผู้บริหารระดับกลาง และระดับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการคัดพนักงาน กล่าวคือ หากเริ่มจากรับพนักงานระดับปฏิบัติการจะต้องเฟ้นหาศักยภาพผู้นำตั้งแต่ต้น ซึ่งจะต้องพิจารณาจากการทำกิจกรรมตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยพิจารณาภาวการณ์ตัดสินใจในเรื่องยากๆ และการแสดงออก
       
        เพราะถ้าหากได้พนักงานที่มีศักยภาพด้านผู้นำตั้งแต่ต้น การฝึกอบรมจะไม่ต้องเหนื่อยสร้างให้มากนัก เพราะความเป็นผู้นำเป็นสิ่งที่ติดตัวแต่ละบุคคลมามากน้อยไม่เท่ากัน และยิ่งถ้ามีน้อยจะสร้างให้เกิดได้ยาก กระนั้นระดับพนักงานปฏิบัติการถือว่ายังมีไฟทำงานอยู่ อาจจะแตกต่างจากไม้แก่คือกลุ่มผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงที่โตในระบบทำงานตามคำสั่งคนเคยตัว เมื่ออยู่ในระดับที่ใหญ่แล้วก็ยังขาดความเป็นผู้นำอยู่
       
        อย่างไรก็ตามการพัฒนาอบรมจะเห็นความเป็นผู้นำขยับขึ้นมากหรือน้อยนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับองค์กรแต่อยู่กับตัวบุคคลนั้นๆ ถ้ามีไฟของผู้นำก็ย่อมไปได้เร็วรองลงมาคือหลักสูตรด้านการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน 10.3% และการสร้างการทำงานเป็นทีม 9.2% ตามลำดับ

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายลัปดาห์





จำนวนผู้ชม 4018 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์