ข้อควรระวังสำหรับนายจ้างในการปรับปรุงนโยบาย HR ปี 2569

ข้อควรระวังสำหรับนายจ้างในการปรับปรุงนโยบาย HR ปี 2569 | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM

        ในการปรับปรุงนโยบาย HR เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในปี 2568 นายจ้างและฝ่ายบุคคลควรให้ความสำคัญกับข้อควรระวังในด้านกฎหมาย เทคโนโลยี และการบริหารคน ดังนี้ :

1. ความเคร่งครัดต่อกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ (พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 9)

นายจ้างต้องระวังเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องปฏิบัติตามอย่างถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย:

  • การปรับปรุงวันลาคลอด: ต้องรองรับสิทธิการลาคลอดสูงสุด 120 วัน โดยนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง 60 วัน
  • สิทธิลาช่วยภรรยาคลอด (Paternity Leave): ต้องเตรียมงบประมาณและนโยบายรองรับการลาไม่เกิน 15 วัน โดยจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวน
  • การลาดูแลบุตรกรณีพิเศษ: หากบุตรเจ็บป่วยหรือพิการ ลูกจ้างลาได้เพิ่มไม่เกิน 15 วัน (นายจ้างจ่าย 50%) โดยต้องระบุเงื่อนไขการใช้ใบรับรองแพทย์ให้ชัดเจน
  • การรายงานสภาพการจ้างงาน: นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องยื่นรายงานประจำปี ต่อกรมแรงงานเพื่อความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง

2. ธรรมาภิบาลและการใช้ AI อย่างเป็นธรรม (AI Governance)

เมื่อองค์กรนำ AI มาช่วยในการประเมินผลและจ้างงาน นายจ้างต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่องดังนี้:

  • อคติของข้อมูล (Bias): ต้องระวังการใช้ข้อมูลที่มีอคติมาป้อนให้ AI เพราะจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและอาจทำลายวัฒนธรรมองค์กรได้
  • ความโปร่งใส: นายจ้างควรมีคำตอบที่ชัดเจนให้พนักงานว่า AI มีเกณฑ์การตัดสินใจเรื่องของพวกเขาอย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความถูกต้องและยุติธรรม

3. การยกระดับ Well-being ให้เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ

นายจ้างไม่ควรระบุเรื่องสุขภาพจิตเป็นเพียงสวัสดิการเสริมอีกต่อไป แต่ต้องมองเป็น ความเสี่ยงทางธุรกิจ:

  • ความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety): หากสภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัย พนักงานจะเกิดอาการ "Quiet Cracking" คือทำงานตามเป้าแต่ใจสลายและพร้อมลาออกทันที
  • ภาระงานกับเทคโนโลยี: AI อาจช่วยลดงานซ้ำซากได้ แต่หากพนักงานรู้สึกว่า AI คือภัยคุกคาม ความเครียดจะเพิ่มขึ้น นายจ้างจึงต้องทำหน้าที่เป็น "ตัวกันกระแทก" (Buffer) เพื่อเปลี่ยนความกังวลเป็นพลังการเรียนรู้

4. การจัดการรูปแบบการทำงาน Hybrid Work

ในปี 2568-2569 องค์กรจะเริ่มยกเลิกการ WFH 100% และเปลี่ยนเป็น Hybrid Work:

  • เน้นผลลัพธ์มากกว่าเวลา: ข้อควรระวังคือการไม่ยึดติดกับเวลาเข้า-ออกงานแบบเดิม แต่ควรใช้ผลตอบแทนจากงาน (Outcome-based) เป็นตัวชี้วัดหลัก
  • การกำหนดช่วง Deep Work: ควรมีนโยบายช่วงเวลาที่ห้ามรบกวนกัน เพื่อให้พนักงานมีเวลาโฟกัสงานสำคัญและรักษาสมดุลชีวิต

5. การปรับปรุงนโยบายแบบ "คนเป็นศูนย์กลาง" (People-centric)

ความล้มเหลวในการทำ HR Transformation มักเกิดจากการข้ามขั้นตอนสำคัญ:

  • อย่าใช้ทางลัด: นายจ้างมักตัดขั้นตอนการวางกลยุทธ์แล้วไปใช้แนวปฏิบัติเลย ซึ่งเป็นความผิดพลาดใหญ่
  • ผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง: นโยบายใหม่จะไม่สำเร็จหากผู้บริหารระดับสูงไม่ยอมรับและปฏิบัติตามวัฒนธรรมการทำงานรูปแบบใหม่นั้น
  • ความโปร่งใสในการสื่อสาร: ต้องอธิบายเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง (Why, When, How) เพื่อลดแรงต้านและให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วม

ข้อแนะนำเพิ่มเติม: นายจ้างควรทบทวนสัญญาจ้างและการจ้างเหมาบริการทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ โดยเฉพาะการให้สิทธิลูกจ้างเหมาบริการเทียบเท่าลูกจ้างปกติในหน่วยงานนั้นๆ




จำนวนผู้ชม 55 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์