เทคนิคการสัมภาษณ์ผู้สมัครงาน

เทคนิคการสัมภาษณ์ผู้สมัครงาน | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



บทนำ

 การสัมภาษณ์งานถือเป็นภารกิจหนึ่งของผู้บริหารในแต่ละองค์กรในการคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมเข้ามาทำงานสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับองค์กรต่อไป ในการสัมภาษณ์ผู้สมัครงานดังกล่าวในแต่ละองค์กรมักจะมอบหมายให้ “หัวหน้างาน” เป็นกรรมการสัมภาษณ์ร่วมกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล โดยทั่วไปหัวหน้างานมักจะสอบถามในเรื่องของเนื้องาน หรือความรู้ในงานเป็นหลัก ส่วนฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็จะสอบถามในเรื่องของทัศนคติ บุคลิกภาพ การควบคุมอารมณ์ มนุษยสัมพันธ์ที่จะต้องทำงานร่วมกับพนักงานอื่น แล้วนำผลที่ได้รับจากการสัมภาษณ์ทั้งสองส่วนนี้มาพิจารณาร่วมกันว่าผู้สมัครรายใดจะมีความเหมาะสมกับองค์กรมากกว่ากัน
หลายองค์กรอาจจะมองข้ามในเรื่องความพร้อมของผู้สัมภาษณ์โดยมักจะคิดว่าเมื่อได้มอบหมายให้ผู้บริหารที่เป็นหัวหน้างานมาเป็นกรรมการสัมภาษณ์แล้วน่าจะเชื่อถือได้ และน่าจะคัดเลือกผู้สมัครที่มีความเหมาะสมเข้ามาปฏิบัติงานกับองค์กรได้ แต่อาจลืมไปว่าหัวหน้างานแต่ละคนนั้นมีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์ , การตั้งคำถาม , การสังเกตผู้สมัคร ฯลฯ กล่าวโดยสรุปคือ หัวหน้างานแต่ละคนจะมีวิธีการในการพิจารณาผู้สมัครที่แตกต่างกัน จึงทำให้บ่อยครั้งที่ทำให้องค์กรได้พนักงานที่ไม่มีประสิทธิภาพเข้ามาปฏิบัติงาน และหลายครั้งที่ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกเหล่านี้เข้ามาก่อปัญหาภายในองค์กร ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าการสัมภาษณ์มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นด่านแรกที่จะคัดคนที่ดีเข้ามาทำงานในองค์กร และคัดคนที่ไม่เหมาะสมออกไปก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้นกับองค์กรในอนาคต ซึ่งคณะกรรมการสัมภาษณ์จึงเปรียบเสมือนตัวกรองบุคลากรในด่านแรกที่สำคัญ จึงควรที่กรรมการสัมภาษณ์จะต้องให้ความสำคัญและศึกษาหลักการสัมภาษณ์ผู้สมัครงานดังนี้


การพิจารณาการแต่งกายของผู้สมัคร

เมื่อฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้เชิญผู้สมัครงานมาทดสอบข้อเขียน และสัมภาษณ์ในเบื้องต้นแล้ว จะทำการคัดเลือกผู้สมัครงานไว้จำนวนหนึ่งเพื่อส่งให้กับหัวหน้างาน (Line Manager) ทำการสัมภาษณ์เพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับลักษณะงาน โดยจะนัดวันเวลาในการสัมภาษณ์ให้กับผู้สมัครงานและหัวหน้าได้ทราบ เมื่อถึงวันเวลาที่นัดหมาย เมื่อผู้สมัครมาพบตามกำหนดแล้ว กรรมการสัมภาษณ์ควรพิจารณาผู้สมัครงานในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

1.การแต่งกายของผู้สมัครงาน สุภาพ , สะอาด , เรียบร้อย , เหมาะสมหรือไม่


2.กรณีผู้สมัครชายควรจะโกนหนวดเคราให้เรียบร้อยไม่พับแขนเสื้อ , กรณีผู้สมัครหญิงไม่ควรใส่กระโปรงสั้นหรือยาวจนเกินไป,ทรงผมของผู้สมัครเหมาะสมหรือไม่


3.หากผู้สมัครที่ยังแต่งชุดนิสิตนักศึกษามาสัมภาษณ์ อาจแสดงถึงความไม่เตรียมพร้อมในการทำงาน

สิ่งประกอบภายนอกในการแต่งกายนี้จะสะท้อนรสนิยม และความเป็นตัวตนของผู้สมัครได้เป็นอย่างดี จึงควรที่กรรมการสัมภาษณ์ควรพิจารณาในเรื่องการแต่งกายของผู้สมัครโดยเทียบเคียงกับพนักงานในบริษัทที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่าหากผู้สมัครรายนี้เข้ามาปฏิบัติงานแล้วจะสามารถกลมกลืนกับพนักงานส่วนใหญ่ได้หรือไม่ เช่น หากผู้สมัครกัดสีผมเป็นสีต่าง ๆ ในขณะที่วัฒนธรรมองค์กรนั้นพนักงานโดยทั่วไปแต่งกายแบบพนักงานสำนักงานที่เรียบง่าย ผู้สมัครรายนั้นอาจไม่เหมาะสมนัก แต่ถ้าเป็นบริษัทโฆษณาบางแห่งที่ต้องการความแปลกใหม่สร้างสรรค์ หรือต้องการพนักงานในลักษณะที่เป็นศิลปิน ผู้สมัครรายนี้อาจจะเหมาะสมกับบริษัทนี้มากกว่า เป็นต้น สรุปได้ว่ากรรมการสัมภาษณ์ควรมี “ทักษะ” ในการอ่านคนจากการแต่งกายในระดับหนึ่งซึ่งถือเป็นข้อมูลสำหรับกรรมการสัมภาษณ์ด่านแรกก่อนที่จะสัมภาษณ์ผู้สมัครงานต่อไป

สถานที่สัมภาษณ์

สถานที่สัมภาษณ์ถือได้ว่าเป็นความประทับในครั้งแรกของผู้สมัครงานก็ว่าได้ เนื่องจากไม่ว่าผู้สมัครงานจะ
ไม่รู้จักองค์กรนั้น ๆ มาก่อนหรือไม่ก็ตาม เมื่อผู้สมัครงานมาพบด่านแรกขององค์กรก็คือ “ห้องสัมภาษณ์” ซึ่งแน่นอนว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานที่สะอาด สะดวก ทันสมัย และดูดี ย่อมได้เปรียบองค์กรที่สกปรก รกรุงรังไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย หรือเต็มไปด้วยกองเอกสารเป็นตั้ง ๆ ซึ่งเมื่อผู้สมัครย่างก้าวเข้ามาในองค์กรสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงานในองค์กรนั้น ๆ ให้ผู้สมัครงานสัมผัสและประกอบการตัดสินใจว่าจะมาทำงานกับองค์กรนั้นหรือไม่

ในประเด็นนี้ยังมีผู้บริหารในหลาย ๆ องค์กร (โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่และมีชื่อเสียง) มักจะคิดว่าองค์กรเป็นผู้คัดเลือกผู้สมัครเท่านั้น แต่อาจจะลืมไปว่าผู้สมัครก็มีสิทธิเลือกสถานที่ทำงานเช่นกันโดยเฉพาะผู้สมัครที่มีคุณภาพและมีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นที่ต้องการของหลาย ๆ องค์กร หากมีเงื่อนไขที่เหมือน ๆ กันแต่สภาพแวดล้อมในการทำงานที่รกรุงรัง ปราศจากระเบียบ หรือดูไม่น่าทำงานย่อมเสียเปรียบองค์กรที่สะอาด ทันสมัย ดูดีกว่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้องค์กรได้พนักงานที่ดีเข้ามาร่วมงานกับองค์กรหรือไม่

ในการสัมภาษณ์ผู้สมัครงานควรมีการจัดเตรียมดังนี้

1. ห้องที่ใช้ในการสัมภาษณ์โดยเฉพาะ อาจเป็นห้องประชุม หรือห้องสัมภาษณ์ที่มีความเหมาะสม
สะอาดตา ซึ่งการจัดวางโต๊ะและเก้าอี้ในการสัมภาษณ์ก็มักจะเป็นโต๊ะยาวโดยมีคณะกรรมการสัมภาษณ์นั่งอยู่ฟากหนึ่ง และมีผู้สมัครงานนั่งอยู่อีกฟากหนึ่ง


2. ห้องทำงานของผู้สัมภาษณ์ ในกรณีที่ไม่ได้เป็นการสัมภาษณ์ในรูปแบบของคณะกรรมการสัมภาษณ์ (Interview Panel) มักมีการเชิญผู้สมัครงานให้ไปสัมภาษณ์ที่ห้องของกรรมการสัมภาษณ์โดยตรง ซึ่งในกรณีเช่นนี้กรรมการสัมภาษณ์ควรดูแลความเรียบร้อยของห้องทำงาน โดย ไม่ควรให้มีกองเอกสารกองอยู่บนโต๊ะเป็นจำนวนมาก ๆ , ไม่ควรสัมภาษณ์ไปเซ็นงานไป , ไม่ควรให้มีโทรศัพท์เข้ามาขัดจังหวะการสัมภาษณ์ ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ผู้สมัครเห็นว่ากรรมการสัมภาษณ์ไม่ให้ความสำคัญกับการสัมภาษณ์ อีกทั้งยังทำให้กรรมการสัมภาษณ์ไม่มีสมาธิในการสัมภาษณ์และสังเกตตลอดจนไม่สามารถที่จะ “อ่าน” ผู้สมัครงานได้เท่าที่ควร

การเริ่มต้นการสัมภาษณ์

เมื่อผู้สมัครงานมาพบเพื่อเข้าสอบสัมภาษณ์นั้น ทั้งกรรมการสัมภาษณ์และผู้สมัครงานควรจะต้อง “ตรงต่อ
เวลา” กล่าวคือเมื่อนัดหมายกันไว้เวลาใด ไม่ควรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสายหรือไม่ตรงต่อเวลาเพราะจะทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีครั้งแรก (First Impression) ต่อกันได้
เมื่อผู้สมัครมาถึงและพร้อมที่จะเข้ารับการสัมภาษณ์โดยฝ่ายทรัพยากรบุคคลนำผู้สมัครมาที่ห้องสัมภาษณ์แล้ว กรรมการสัมภาษณ์ควรปฏิบัติดังนี้

1. สังเกตบุคลิกลักษณะของผู้สมัครตลอดจนอ่านท่าทีของผู้สมัคร ในเรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่าการอ่านผู้สมัคร(หรือการอ่านอุปนิสัยคน) จากบุคลิกท่าทางภายนอกนั้นเป็น “ศาสตร์” อย่างหนึ่งที่จะต้องมีการศึกษาและนำมาประกอบกับ “ประสบการณ์” ในการมองคนของกรรมการสัมภาษณ์แต่ละท่าน คนบางคนอาจถูกชะตากันตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ในขณะที่คนบางคนไม่ชอบลักษณะท่าทางกันในการพบกันครั้งแรกเช่นเดียวกันโดยไม่สามารถตอบตัวเองได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ในเรื่องนี้สามารถอธิบายโดยใช้ทฤษฎี Stereo Type ได้ว่าคนเราแต่ละคนจะมีพื้นเพ เบื้องหลัง ตลอดจนประสบการณ์ที่ดีและร้ายเกี่ยวกับบุคคลอื่นที่แตกต่างกัน และเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจอย่างไม่รู้ตัว ดังมีคำกล่าวว่า “เขมรขาว ลาวใหญ่ ไทยเล็ก เจ๊กดำ” เป็นคนคบไม่ได้ นั่นคือคนเราแต่ละคนจะมีโมเดลของคนที่ไม่เคยพบกันมาก่อนอยู่ในใจ บางคนอาจจะเคยพบคนที่ช่างพูดและมีประสบการณ์ว่าคนช่างพูดมักจะทำอะไรไม่เป็นเมื่อพบเห็นบ่อย ๆ เข้าก็จะเป็นโมเดลที่เกิดขึ้นในใจ ดังนั้นพอพบกันผู้สมัครที่ช่างพูดเข้าก็จะมีทัศนคติต่อผู้สมัครรายนั้นว่าก็คงจะทำอะไรไม่เป็นเช่นเดียวกัน

ดังนั้นกรรมการสัมภาษณ์ทุกท่านควรจะ “เท่าทัน” ความคิดในแบบ Stereo Type ไม่เกิดขึ้นเมื่อพบกับผู้สมัครในครั้งแรก เพราะผู้สมัครอาจไม่เป็นอย่างโมเดลที่เราตั้งไว้ในใจก็ได้ เพราะหากกรรมการสัมภาษณ์เกิดลำเอียง (Bias) ขึ้นแล้ว ก็มักจะไม่สนใจในสิ่งที่ผู้สมัครจะนำเสนออีกต่อไป ซึ่งอาจทำให้องค์กรพลาดโอกาสในการรับบุคลากรที่ดีมีคุณสมบัติเข้ามาอยู่กับองค์กรได้ในที่สุด

2. การแนะนำตัวคณะกรรมการสัมภาษณ์แก่ผู้สมัคร และการให้ผู้สมัครแนะนำตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะเป็นการให้เกียรติกับผู้สมัคร ถือเป็นการทักทายแรกเริ่มที่ทำให้ผู้สมัครเกิดความประทับใจ ซึ่งในการแนะนำตัวคณะกรรมการสัมภาษณ์กับผู้สมัครนั้น คณะกรรมการสัมภาษณ์ควรจะต้องมีการสบสายตากับผู้สมัครอย่างเปิดเผยและจริงใจ เมื่อคณะกรรมการสัมภาษณ์แนะนำตัวกับผู้สมัครแล้ว ก็ให้ผู้สมัครแนะนำตัวเองและนำเข้าสู่ขั้นตอนของการสัมภาษณ์ต่อไป

3. ระหว่างการสัมภาษณ์นั้นคณะกรรมการสัมภาษณ์ควรสร้างบรรยากาศแบบเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้สมัครรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย และไม่เครียดกับการสัมภาษณ์เพื่อที่จะให้ผู้สมัครเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด อย่างไรก็ตามอาจมีข้อยกเว้นในการสัมภาษณ์งานบางรูปแบบที่ต้องการทดสอบผู้สมัครภายใต้สถานการณ์กดดัน หรือให้ผู้สมัครเกิดความเครียด เพื่อทดสอบการควบคุมสติอารมณ์ หรือการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างฉับพลัน เป็นต้น

รูปแบบของการสัมภาษณ์

ในการสัมภาษณ์ผู้สมัครงานนั้นมักมีการกำหนดรูปแบบการสัมภาษณ์โดยทั่วไปดังนี้

1. การสัมภาษณ์โดยมีการกำหนดคำถามไว้ก่อนล่วงหน้า (Structured Interview) วิธีการนี้มักเป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะทำให้ผู้สมัครแต่ละรายได้รับคำถามในลักษณะเดียวกันทำให้คณะกรรมการสัมภาษณ์สามารถสังเกตความแตกต่างในการตอบคำถาม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตลอดจนทราบรายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ จากผู้สมัครได้เป็นแบบเดียวกัน ทำให้คณะกรรมการสามารถตัดสินใจคัดเลือกผู้สมัครได้ง่ายขึ้น ในการสัมภาษณ์แบบที่มีการกำหนดคำถามไว้ก่อนล่วงหน้านั้น คณะกรรมการสัมภาษณ์อาจค้นหาและตั้งคำถามได้จาก “คำถามหลัก ๆ ที่ใช้ในการสัมภาษณ์” ซึ่งจะได้กล่าวถึงในหัวข้อต่อไป

2. การสัมภาษณ์โดยไม่มีการกำหนดคำถามไว้ก่อน (Unstructured Interview) วิธีนี้คณะกรรมการสัมภาษณ์จะตั้งคำถามในขณะที่ทำการสัมภาษณ์ โดยไม่มีการกำหนดคำถามไว้ก่อนล่วงหน้า เพื่อทดสอบไหวพริบ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของผู้สมัคร โดยคณะกรรมการสัมภาษณ์ที่ใช้วิธีนี้มักจะใช้ประสบการณ์ทำงานในงานที่ตนถนัดเข้ามาตั้งคำถามกับผู้สมัคร โดยที่อาจจะยังไม่สนใจประเด็นอื่น ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะไม่มีรูปแบบที่แน่นอน

3. การสัมภาษณ์แบบจำลองเหตุการณ์ (Situation Interview) เป็นการสอบสัมภาษณ์โดยมีการจำลองสถานการณ์เพื่อให้ผู้สมัครได้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ หรืออาจมีกรณีศึกษาเพื่อให้ผู้สมัครได้ตัดสินใจ ซึ่งการสัมภาษณ์ในลักษณะนี้อาจเป็นการให้ผู้สมัครเข้ามาในสถานการณ์จำลองแบบเดี่ยว หรือเป็นกลุ่ม โดยคณะกรรมการจะทำการสังเกตการณ์และให้คะแนนก็ได้

ประเภทคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์

ประเภทของคำถามที่มักใช้กันอยู่ทั่วไปในการสัมภาษณ์ผู้สมัครงานคือ

1. คำถามแบบปิด (Close ended) คือคำถามที่กรรมการสัมภาษณ์เจาะจงให้ผู้สมัครตอบเพียงว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ซึ่งคำถามในลักษณะนี้จะคล้ายกับการซักพยานในศาล เพราะไม่ต้องการให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นใด ๆ นอกเหนือจากคำตอบที่กรรมการสัมภาษณ์ต้องการ เช่น การถามว่า “ที่คุณต้องการจะเปลี่ยนงานเพราะคุณมีความขัดแย้งกับหัวหน้างานใช่หรือไม่??”

2.คำถามแบบเปิด (Open ended) เป็นคำถามที่กรรมการสัมภาษณ์ต้องการทราบความคิดเห็น ตลอดจนต้องการทราบทัศนคติในด้านต่าง ๆ จากผู้สมัคร โดยจะมีลักษณะการถามที่เปิดกว้าง เช่น “คุณมีวิธีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับเพื่อนร่วมงานในที่ทำงานใหม่ได้อย่างไร??”

3.คำถามทวนให้ผู้สมัครแสดงความมั่นใจ เพื่อทดสอบว่าผู้สมัครพูดหรือมั่นใจเช่นนั้นจริง ๆ เช่น “เมื่อสักครู่คุณบอกว่าคุณต้องการจะเปลี่ยนงาน โดยไม่ได้มีสาเหตุจากความขัดแย้งในที่ทำงานใช่หรือไม่??”

4.คำถามหยั่ง เป็นคำถามที่ต้องการหาเหตุผล ความเชื่อ และทัศนคติของผู้สมัคร เช่น “คุณลาออกจากงานทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้งานใหม่เลยหรือ?? ทำไมจึงทำเช่นนั้น??”

คำถามหลัก ๆ ที่ใช้ในการสัมภาษณ์

ในการสัมภาษณ์ผู้สมัครงานในรูปแบบที่มีการวางแผนการสัมภาษณ์ไว้ล่วงหน้า (Structured Interview)
กรรมการสัมภาษณ์มักจะตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ จากผู้สมัครดังต่อไปนี้

1. คำถามเกี่ยวกับชีวิต และครอบครัวของผู้สมัคร เช่น
            -     ขอให้คุณเล่าชีวิตในวัยเด็กให้คณะกรรมการสัมภาษณ์ได้ทราบเบื้องต้น
            -     บุคคลใดในครอบครัวที่คุณรัก และคิดว่ามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคุณ
            -     ครอบครัวของคุณมีความอบอุ่นหรือไม่
            -     เวลาคุณมีปัญหาคุณจะปรึกษากับใครในครอบครัวเป็นคนแรก
            -     คุณมีเป้าหมายในชีวิตอย่างไร
            -     ช่วงชีวิตไหนที่คุณประทับใจมากที่สุด
            -     คุณมีพี่น้องกี่คน , อยู่บ้านเดียวกันหรือไม่ , ปัจจุบันศึกษาหรือทำงานที่ใด
            -     คุณแบ่งเงินเดือนให้กับคุณพ่อ-คุณแม่บ้างหรือไม่
            -     ฯลฯ

2. คำถามเกี่ยวกับการศึกษาและกิจกรรมขณะที่เรียน
            -     ขอให้คุณเล่าประวัติการศึกษาให้คณะกรรมการสัมภาษณ์ทราบ
            -     คุณเรียนจบด้านไหน , คณะไหน , สาขาไหน , สถาบันไหน
            -     คุณคิดว่าจะสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการศึกษามาประยุกต์ใช้ในงานได้อย่างไร
            -     ขณะที่เรียนอยู่ คุณทำกิจกรรมอะไรหรือไม่ ตำแหน่งใด
            -     ขณะที่เรียนคุณชอบวิชาใดมากที่สุด เพราะอะไร
            -     ถ้าย้อนเวลากลับไปได้คุณอยากจะเปลี่ยนสาขาวิชาใหม่หรือไม่ เพราะอะไร
            -     คุณเคยถูกลงโทษในระหว่างที่ศึกษาอยู่หรือไม่
            -     คุณเคยได้รับทุนการศึกษาหรือไม่ จากสถาบันใด
            -     คุณอยากจะศึกษาต่อหรือไม่ สาขาใด ในประเทศหรือต่างประเทศ และวางแผนไว้อย่างไร
            -     ฯลฯ

3. คำถามเกี่ยวกับประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา
           -     ขอให้คุณเล่าประสบการณ์ทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน
           -     ในบรรดาที่ทำงานที่ผ่านมาคุณชอบที่ไหนมากที่สุด เพราะอะไร
           -     เหตุใดคุณจึงต้องการเปลี่ยนงาน
           -     คุณเคยถูกลงโทษจากที่ทำงานเดิมหรือบ้างหรือไม่ เรื่องอะไร และเมื่อใด
           -     คุณเคยถูกตั้งกรรมการสอบสวนในที่ทำงานเดิมหรือไม่
           -     คุณมีจุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิตการทำงานอย่างไร
           -     คุณเคยมีความขัดแย้งกับหัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงานบ้างหรือไม่ อย่างไร
           -     คุณคิดว่าผลตอบแทนเช่น เงินเดือน หรือสวัสดิการเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพิจารณาเปลี่ยนงาน
                หรือไม่ เพราะอะไร
           -     ถ้าคุณมีโอกาสเลือกทีมงานคุณต้องการทีมงานแบบไหน
           -     ฯลฯ

4. คำถามเกี่ยวกับทัศนคติ และการควบคุมอารมณ์
            -     คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อน
                  บ้านของรัฐบาลนี้
            -     คุณเคยมีความคิดที่ขัดแย้งกับนโยบายของบริษัทบ้างหรือไม่ ยกตัวอย่างให้เห็นชัด
            -     ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่มีความก้าวหน้าในบริษัทแล้วคุณจะทำอย่างไรต่อไป
            -     คุณเป็นคนเจ้าอารมณ์หรือไม่
            -     คุณเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทในทำงานหรือไม่
            -     ถ้ามีลูกน้องของคุณขึ้นไม่เชื่อฟังและยุยงให้ลูกน้องคนอื่นคล้อยตามและต่อต้าน คุณจะทำอย่าง
                  ไร
            -     ถ้าคุณกำลังเดินตรวจงานและมีลูกน้องเข้ามาชกต่อยคุณ คุณจะแก้ปัญหาอย่างไร
            -     ฯลฯ

5. คำถามทั่วไป
            -     คุณคิดว่าคุณมีจุดเด่นในด้านใด
            -     คุณเคยประสบความล้มเหลวในชีวิตการทำงานหรือไม่ และคุณสามารถแปรความล้มเหลวนั้นให้
                  เป็นโอกาสได้บ้างหรือไม่ อย่างไร
            -     คุณดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่บ้างหรือไม่ สุขภาพของคุณตอนนี้เป็นอย่างไร
            -     คุณมีงานอดิเรกอะไรบ้าง หรือคุณชอบเล่นกีฬาอะไร
            -     คุณเคยดีใจหรือเสียใจที่สุดในชีวิตบ้างหรือไม่ ในเรื่องไหน
            -     คุณชอบงานเลี้ยงสังสรรค์หรือไม่ เพราะอะไร
            -     ฯลฯ

ข้อพึงระลึกสำหรับผู้เป็นกรรมการสัมภาษณ์ทุกท่าน

1. ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนทำให้ผู้สมัครงานจะ “ได้ทำงาน” หรือ “ไม่ได้ทำงาน” ซึ่งหากผู้สมัครไม่มีคุณ
สมบัติ ตลอดจนความรู้ความสามารถที่เหมาะสมย่อมต้องถูกปฏิเสธ ส่วนผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมย่อมเป็นที่ต้องการขององค์กร ซึ่งท่านจะต้องความรู้ความสามารถในการคัดเลือกผู้สมัครโดยท่านควรพัฒนาทักษะในการอ่านคน , วิธีการตั้งคำถาม , การสังเกตผู้สมัคร ฯลฯ และใช้ช่วงเวลาในการสัมภาษณ์งานอย่างมีคุณค่าโดยการเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนการสัมภาษณ์ทุกครั้ง เช่น การศึกษาข้อมูลของผู้สมัครแต่ละรายในเบื้องต้น เพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมที่สุดเข้ามาสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับองค์กร

2. ท่านเป็น “ผู้สัมภาษณ์” มิใช่ “ผู้ถูกสัมภาษณ์” ดังนั้น ท่านควรเป็นฝ่าย “ฟัง” มากกว่าเป็นฝ่าย “พูด” เพื่อที่จะได้สามารถ “อ่าน” ผู้สมัคร หรือเก็บข้อมูลจากผู้สมัครให้ได้มากที่สุดเพื่อประกอบการตัดสินใจ หากท่านพูดมากกว่าผู้ถูกสัมภาษณ์แล้วท่านจะเอาข้อมูลที่ไหนมาใช้ตัดสินใจ

3. ควรหลีกเลี่ยงความลำเอียงในลักษณะ Stereo Type กล่าวคือ ความรู้สึกที่ท่านถูกชะตา หรือไม่ถูก
ชะตากับผู้สมัครในครั้งแรกที่พบกัน (First Impression) ให้มากที่สุด เพราะผู้สมัครอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิด ท่านควรใช้ข้อมูลและเหตุผลในการพิจารณามากกว่าการใช้ “ความรู้สึก”

4. ข้อนี้สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์ คือถึงแม้ท่านจะถูกใจผู้สมัครงานมาก
ขนาดไหน ท่านไม่ควรแสดงอาการ “อยากจะรับเข้าทำงาน” โดยให้ผู้สมัครงงานเห็น เช่น แสดงอาการชื่นชมอย่างชัดเจนโดยการพูดว่า “มาเริ่มงานพรุ่งนี้เลยก็แล้วกัน” ,”ตกลงว่าบริษัทรับคุณเข้าทำงานแล้ว” ฯลฯ ซึ่งบางครั้งกรรมการบางท่านตกลงเรื่องอัตราเงินเดือนกับผู้สมัครแล้วว่าจะให้เงินเดือนเท่าไหร่ โดยไม่ได้ปรึกษาหารือฝ่ายบุคคลเสียก่อน ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมาก
เพราะหากว่ากรรมการสัมภาษณ์ได้ตกลงกับผู้สมัครงานไปก่อนแล้ว เช่นว่านี้ ผู้สมัครงานก็จะอ่านได้
ว่าบริษัทต้องการตัวเขาแน่นอน ดังนั้นจึงมีโอกาส “เล่นตัว” ได้โดยขอขึ้นอัตราเงินเดือนจนเกินจริงไปมาก ซึ่งกรรมการสัมภาษณ์ ที่ต่อไปจะเป็นหัวหน้างานก็ได้ตกลงรับปากไว้ โดยอาจจะลืมนึกถึงว่าแล้วผู้ใต้บังคับบัญชาในปัจจุบันที่ทำงานมาก่อนกับท่าน ซึ่งมีประสบการณ์ที่เท่ากันหรืออาจจะมากกว่าผู้สมัครรายนี้จะรู้สึกอย่างไร ถึงแม้ว่าจะบอกว่าเงินเดือนเป็นความลับก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติก็คงปิดกันยาก และอีกประการหนึ่งถึงแม้ไม่รู้เงินเดือนซึ่งกันและกันก็ตาม

ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องย้ำว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ (Sensitive) อย่างยิ่ง ที่ควรจะต้อง
ปรึกษาหารือกับฝ่ายบุคคลเสียก่อนเพื่อหาข้อสรุป เพราะกรรมการสัมภาษณ์มีหน้าที่เพียงสัมภาษณ์ผู้สมัครงานและเขียนความเห็นในใบสัมภาษณ์ว่าท่านสนใจผู้สมัครรายนั้นหรือไม่เท่านั้น ส่วนในเรื่องอื่น ๆ ท่านควรจะต้องปล่อยให้ฝ่ายบุคคลเขาทำหน้าที่ของเขาต่อไปเอง เพราะฝ่ายบุคคลจะเป็นผู้ดูแลภาพรวมของพนักงานทั้งองค์กรและทราบข้อมูลในเรื่องค่าตอบแทนของพนักงานทั้งองค์กร ซึ่งจะสามารถใช้ดุลพินิจในเรื่องนี้ได้โดยคำนึงถึงความเหมาะสมเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกันในเรื่องของคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้สมัคร เมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานที่ทำงานอยู่ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันในหน่วยงานต่าง ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งโดยทั่วไปก่อนที่ฝ่ายบุคคลจะยืนยันการตอบรับเข้าทำงานและตกลงในเรื่องการจ่ายผลตอบแทนนั้น ฝ่ายบุคคลจะต้องหารือรอบสุดท้ายกับหัวหน้าหน่วยงานที่เป็นต้นสังกัดของผู้สมัครงานอีกครั้งหนึ่งอยู่แล้ว

5. ควรปิดท้ายการสัมภาษณ์ด้วยให้ผู้สมัครงานสอบถามสิ่งที่ยังสงสัยข้องใจ เพื่อความกระจ่างชัดในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้สมัครงานรู้สึกว่าองค์กรเปิดโอกาสให้เขาได้ซักถามสิ่งที่ต้องการทราบเพิ่มเติมจากองค์กร

สรุป

จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า เทคนิคการสัมภาษณ์ผู้สมัครงานเป็นทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ที่ผู้
บริหารซึ่งจะต้องเป็นคณะกรรมการสัมภาษณ์ควรจะต้องให้ความสนใจ และเห็นความสำคัญ ซึ่งเทคนิคดังกล่าวจะเกิดผลดีที่สุดก็ด้วยการฝึกฝน และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ กล่าวคือเมื่อเราได้สัมภาษณ์ผู้สมัครงานและคัดเลือกเข้ามาเป็นพนักงานแล้ว ควรติดตามดูผลการปฏิบัติงานตลอดจนความประพฤติของพนักงานคนนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลทางสถิติ และเป็นแนวทางในการปรับปรุงการสอบสัมภาษณ์ตลอดจนการตั้งคำถาม และการสังเกตผู้สมัครงานในครั้งต่อ ๆ ไป เพื่อให้องค์กรสามารถคัดคนดีเข้ามาทำงานกับองค์กรให้มากที่สุดต่อไป.


* ลงพิมพ์ในวารสาร For Quality, April 2004 Vol 10 No.78

 


Posted by ธำรงศักดิ์ ที่มา : http://www.excelexperttraining.com
Category : Recruitment and Selection





จำนวนผู้ชม 5910 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์