พนักงานดื่มเบียร์ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

พนักงานดื่มเบียร์ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือและต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุป และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น" ซึ่งหมายความว่าศาลแรงงานจะต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นหนังสือและในคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เป็นหนังสือนั้นจะต้องมีส่วนสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรกต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปเพื่อศาลฎีกาจะได้นำข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานได้ฟังไว้นั้นมาวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไปหากมีอุทธรณ์ในประเด็นนั้น ประการที่สองจะต้องแสดงคำวินิจฉัยให้ปรากฏตามประเด็นแห่งคดีที่ศาลแรงงานจดไว้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง และประการที่สามคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีนั้นจะต้องมีเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้ทราบว่าศาลแรงงานได้นำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในการรับฟังพยานหลักฐานและการแปลความบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบการทำงานตามคู่มือพนักงานและกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) โดยไม่เป็นจริงตามนั้น และขอให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันก่อนวันรับกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทน และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ 3 ข้อ คือ ข้อ 1 จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยเพราะโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงเพียงใด หรือไม่ ข้อ 2 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นธรรมหรือไม่ ข้อ 3 โจทก์ทั้งสองเสียหายเพียงใด หรือไม่ แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 โดยกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปว่าโจทก์ทั้งสองลักลอบดื่มเบียร์ของจำเลย ทั้งขณะที่นาย ย. เดินมาตรวจพบโจทก์ทั้งสองเป็นเวลา 22.55 นาฬิกา โจทก์ทั้งสองจึงต้องดื่มเบียร์ก่อนเวลา 22.55 นาฬิกา จึงเป็นช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ โดยแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรงข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 ซึ่งจำเลยสามารถลงโทษปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานได้โดยไม่ต้องมีคำเตือนก่อน และเป็นกรณีตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ 10 ข้อ 3 วรรคท้ายแล้ว แล้ววินิจฉัยในประเด็นนี้ว่า จำเลยไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และเงินบำเหน็จตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสอง จึงเป็นคำพิพากษาที่มีส่วนสำคัญครบถ้วนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง แล้ว ส่วนการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 นั้น เป็นการวินิจฉัยถึงการเลิกจ้างของจำเลยว่าเป็นธรรมหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองจะได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อประเด็นข้อ 1 ฟังได้ว่าจำเลยมีความชอบธรรมที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง การเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและเมื่อฟังตามประเด็นข้อ 2 แล้วโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย (ที่ถูกคือ ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม) จากจำเลย การวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 นี้เป็นการวินิจฉัยต่อเนื่องจากประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 ซึ่งศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นความผิดกรณีร้ายแรงที่จำเลยสามารถลงโทษปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานได้ แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทนี้ว่าการเลิกจ้างดังกล่าวจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามประเด็นข้อพิพาทข้อสุดท้าย แม้การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 ศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยโดยรวบรัดไปบ้างแต่เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาททั้งสามข้อประกอบกันแล้วคงมีการกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงโดยสรุปและวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยโดยชอบแล้ว คำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงหรือไม่ และจำเลยจะต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานหรือต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินบำเหน็จตอบแทนการทำงานและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารที่ห้องอาหารระเบียงทอง ระหว่างที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่พนักงานเสิร์ฟนั้น นาย ย. รองผู้จัดการทั่วไปตรวจพบว่าโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ ขณะนั้นเป็นเวลา 22.55 นาฬิกา ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่โจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่พนักงานเสิร์ฟ และปรากฏตามบันทึกเรื่องเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองตามคู่มือพนักงานหมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 เมื่อพิจารณาคู่มือพนักงาน หมวดที่ 9 ระเบียบวินัยและมาตรการลงโทษทางวินัยของจำเลยแล้ว ตามข้อ 1 ได้กำหนดระเบียบขั้นตอนการลงโทษทางวินัยตามลำดับจากการตักเตือนด้วยวาจา การตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 3 และการปลดออกจากงาน ซึ่งเป็นมาตรการลงโทษพนักงานที่กระทำความผิดวินัยจนกระทั่งได้รับการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งที่ 3 แล้ว และข้อ 2 ได้กำหนดโทษทางวินัยที่ต้องลงโทษเรียงตามลำดับดังกล่าวไว้ 37 กรณี และในข้อ 3 ได้กำหนดมาตรการลงโทษขั้นปลดออกจากงานได้โดยมิต้องใช้การเรียงลำดับขั้นตอนโทษไว้ 15 กรณี โดยในข้อ 3.1 ระบุว่าดื่มเครื่องดองของเมาในขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือภายในบริเวณโรงแรม หรือมาทำงานในขณะที่มีอาการมึนเมาจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเนื่องจากดื่มเครื่องดองของเมา หรือยาเสพติดให้โทษอื่น การกำหนดโทษดังกล่าวจำเลยมิได้กำหนดให้ความผิดในข้อ 3 เป็นความผิดกรณีร้ายแรง เพียงแต่เป็นความผิดที่จำเลยสามารถใช้มาตรการลงโทษขั้นปลดออกจากงานได้เท่านั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์อันเป็นเครื่องดองของเมาในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นความผิดตามคู่มือพนักงานหมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 แต่โดยตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟมิได้มีหน้าที่สำคัญที่อาจก่อความเสียหายแก่จำเลยและดื่มก่อนจะถึงเวลาเลิกงานเพียง 5 นาที ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีอาการมึนเมาหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยอย่างใด อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีลูกค้าของจำเลยตำหนิการปฏิบัติงานของโจทก์ทั้งสอง ดังนั้นจึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรงจึงไม่เข้ากรณีที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,539 บาท และจำเลยจ้างโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,545 บาท เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 13 และ 14 พฤศจิกายน 2546 โจทก์ทั้งสองจึงทำงานติดต่อกันครบหกปีแต่ไม่ครบสิบปี จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวันตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 (4) จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 76,312 บาท และจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 76,360 บาท แม้ว่าการกระทำความผิดของโจทก์ทั้งสองจะมิใช่กรณีฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจำเลยจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 จำเลยจึงมิต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง

ส่วนเงินบำเหน็จตอบแทนการทำงานนั้นตามคู่มือพนักงาน หมวดที่ 10 มาตรการการเลิกจ้างและค่าชดเชยตามกฎหมายและเงินบำเหน็จ ข้อ 3 ตอนท้าย ระบุว่า "ในส่วนของเงินบำเหน็จที่พนักงานซึ่งถูกเลิกจ้างจะได้รับพร้อมกับเงินค่าชดเชยในขณะถูกเลิกจ้างมีอัตราส่วนคือจำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงวันที่ถูกเลิกจ้างเว้นแต่ในกรณีที่พนักงานลาออกเองโดยสมัครใจหรือถูกปลดออกจากงานเนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรง" เมื่อปรากฏว่าการที่จำเลยปลดโจทก์ทั้งสองออกจากงานมิใช่เพราะโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงแล้วจำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 1 เท่ากับจำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานคือ 9 ปี 6 เดือน เป็นเงิน 22,800 บาท และจำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์ที่ 2 เท่ากับจำนวนเงิน 2,400 บาท คูณด้วยจำนวนปีของอายุการทำงานคือ 7 ปี เป็นเงิน 16,800 บาท

การที่โจทก์ทั้งสองดื่มเบียร์ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความผิดตามคู่มือพนักงาน หมวดที่ 9 ข้อ 3 ข้อย่อย 3.1 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุจากการที่โจทก์ทั้งสองกระทำความผิดดังกล่าว จึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 จำเลยจึงไม่ต้องรับโจทก์ทั้งสองกลับเข้าทำงานต่อไป หรือจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด

อนึ่ง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ระบุให้ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาที่ผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสองจะขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีก็ตาม แต่เพื่อความเป็นธรรมศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในค่าชดเชยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้อง ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

คำพิพากษาที่ 259 - 260/2551




จำนวนผู้ชม 4208 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์