กลยุทธ์HR 2009

กลยุทธ์HR 2009 | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



รูปแบบกลยุทธ์ด้าน HR 2009

กลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลที่องค์กรทั่วโลกใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้มีอยู่ไม่กี่รูปแบบ และก็มีหลายๆ องค์การที่นำเอากลยุทธ์มากกว่าหนึ่งรูปแบบมาใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับองค์การของตนที่สุด ตัวอย่างเช่น องค์การหนึ่งอาจจะใช้กลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลรูปแบบหนึ่งกับหน่วยงานที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง และใช้อีกกลยุทธ์หนึ่งกับหน่วยงานที่เน้นเรื่องการวิจัยพัฒนา

บริษัทชั้นนำระดับโลกอย่างเช่น Intel, General Electric, Cisco, และ Microsoft นั้นพบว่า "Performance Culture" เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับองค์การของตน ส่วน Hewlett-Packard, Oracle, และ Dell Computer ก็ใช้กลยุทธ์ e - HR

นอกจากนี้ก็มีหลายบริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการนำเอากลยุทธ์ "Personnel Model" หรือ กลยุทธ์หุ้นส่วนทางธุรกิจมาใช้ แต่ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ใดก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งนั้น ดังนั้นคุณจึงควรเปรียบเทียบลักษณะ ข้อดี และข้อเสียของแต่ละกลยุทธ์ให้รอบคอบเสียก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับองค์การของคุณ
Dr.John Sullivan (2004) กล่าวว่า กลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลที่ใช้กันทั่วไปนั้นมีอยู่ด้วยกัน 10 รูปแบบ คือ

1. Personnel Model
2. Generalist Model
3. Business Partner Model
4. Call Center Model
5. Outsourced Model
6. Centers of Excellence Model
7. Self - Service Model
8. Fact - based Decision - making Model
9. e - HR Model
10. Performance Culture Model

1. Personnel Model

ลักษณะสำคัญของรูปแบบนี้ คือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านบุคคลต่ำ งานที่ทำจะเป็นงานพื้นๆ ทั่วไป เช่น การทำเรื่องเงินเดือน ประกันสังคม การหักภาษีเงินได้ของพนักงานทั้งบริษัท (เป็นลักษณะรวมศูนย์) เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมของงานบุคคลที่ใช้กันมากที่สุด

ทั้งนี้การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่บุคคลจะเป็นไปใน "เชิงรับ" มากกว่าเชิงรุก ไม่ค่อยมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในองค์การ ไม่ค่อยมีผลกระทบต่อผลผลิตของพนักงานและต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท

กลยุทธ์แบบนี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แต่ถ้าธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ใดที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานก็สามารถนำเอากลยุทธ์นี้มาใช้ได้เช่นกัน เพราะคุณสามารถให้พนักงานคนเดียวรับผิดชอบงานด้านบุคคลทั้งหมด (หรืออาจจะรวมไปถึงงานธุรการอื่นด้วย)ได้

ข้อดีของกลยุทธ์แบบนี้คือ มันมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการบริหารจัดการ ไม่ต้องมีความรู้ในเชิงเทคนิคด้านทรัพยากรบุคคลมากนักก็สามารถทำงานนี้ได้ ฝ่ายบุคคลจะมีความใกล้ชิดกับพนักงานมาก ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านบุคคลต่ำ

ส่วนข้อเสียของมันก็คือ การแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรบุคคลจะทำได้ช้า ฝ่ายทรัพยากรบุคคลปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงภายนอกได้ไม่ค่อยดี ลักษณะการทำงานเป็นแบบเชิงรับ งานที่ทำส่วนใหญ่เป็นงานธุรการ ขาดความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลดูจะไม่ค่อยมีความสำคัญในสายตาของผู้บริหารมากนัก ฝ่ายนี้จึงไม่ค่อยได้รับการยอมรับหรือรางวัลในการทำงาน

ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะถูกเข้าไปไว้ในหน่วยงานส่วนกลางที่คอยให้บริการหน่วยงานอื่นๆ โดยงบประมาณและเวลาของฝ่ายทรัพยากรบุคคลส่วนใหญ่จะหมดกับ การบริหารค่าจ้างเงินเดือน การจ้างงาน การจัดการเรื่องผลประโยชน์และสวัสดิการของพนักงาน แต่จะไม่ค่อยมีเวลาให้กับงานด้านการพัฒนาองค์การ การฝึกอบรม การวางแผนกำลังคนฯ

ผู้จัดการสายงานต่างๆ จะไม่ค่อยมีบทบาทในเรื่องคน เนื่องจากฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะดูแลงานด้านนี้ทั้งหมดเอง

กลยุทธ์นี้จะนำเอาเทคโนโลยีมาใช้น้อยมาก คือจะใช้เพื่อการบริหารค่าจ้างเงินเดือนเป็นหลัก

2. Generalist Model

ลักษณะสำคัญของรูปแบบนี้คือ ในแต่ละหน่วยงาน (Business Units) จะมีเจ้าหน้าที่ทั่วไปคอยดูแลงานด้านทรัพยากรบุคคลของตน ซึ่งถือเป็นการกระจายอำนาจแบบหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการ “ที่แตกต่าง” ที่เหมาะสมกับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละหน่วยงานและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่ตั้งของหน่วยงานนั้นๆ ในขณะที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลส่วนกลางจะทำหน้าที่เป็นเหมือนฝ่ายสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทั่วไปเหล่านั้นและจัดการกับงานธุรการด้านบุคคลต่างๆ ให้เป็นมาตรฐาน

กลยุทธ์นี้มีผลกระทบต่อผลผลิตของพนักงานและต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในระดับปานกลาง เนื่องจากการถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับการแก้ปัญหาด้านบุคลากรระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะทำได้ค่อนข้างช้า มันเป็นรูปแบบที่เหมาะกับบริษัทขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่มีการตั้งสาขาหน่วยงานต่างๆ ตามภูมิภาคต่างๆ

ข้อดีของกลยุทธ์นี้คือ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะมีความใกล้ชิดกับพนักงานมาก ทำให้มีวิธีแก้ปัญหาเรื่องคนที่เหมาะสมกับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละหน่วยงาน และสามารถตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนข้อเสียคือ เจ้าหน้าที่ทั่วไปอาจจงรักภักดีต่อหน่วยงานของตนมากเกินไป เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว เจ้าหน้าที่ทั่วไปจะขึ้นตรงต่อผู้จัดการทั่วไปของหน่วยงานนั้นๆ และอาจเห็นแก่ประโยชน์ของหน่วยงานของตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมขององค์การ

นอกจากนี้พวกเขาก็อาจจะไม่สามารถรับมือกับปัญหาด้านทรัพยากรบุคคลที่ซับซ้อนได้ เนื่องจากมีความรู้ด้านทรัพยากรบุคคลในเชิงเทคนิคไม่พอ การถ่ายโอนข้อมูลระหว่างเจ้าหน้าที่ทั่วไปของหน่วยงานต่างๆ มักมีข้อจำกัด และข้อมูลส่วนใหญ่มักจะไปไม่ถึงฝ่ายทรัพยากรบุคคลส่วนกลาง การที่งานส่วนใหญ่เป็นงานเอกสารและไม่ค่อยมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้การดำเนินงานมีความล่าช้า

นอกจากนี้ Generalist Model ก็ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ากลยุทธ์รูปแบบอื่นๆ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลดูจะไม่ค่อยมีความสำคัญในสายตาของผู้บริหารมากนัก ฝ่ายนี้จึงไม่ค่อยได้รับการยอมรับหรือรางวัลในการทำงาน

ผู้จัดการสายงานจะมีส่วนร่วมในงานด้านทรัพยากรบุคคลอย่างมาก เพราะพวกเขาจะได้รับรายงานต่างๆ จากเจ้าหน้าที่ทั่วไปโดยตรง

กลยุทธ์นี้จะนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ค่อนข้างน้อย แต่ก็มากกว่า Personnel Model

3. Business Partner Model

ลักษณะสำคัญของรูปแบบนี้คือ จะมีการสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับหน่วยงานอื่นๆ ภายในองค์การมากขึ้น Dave Ulrich นักทฤษฎีด้านการบริหารองค์การได้แบ่งบทบาทของฝ่ายทรัพยากรบุคคลในอนาคตออกเป็น 4 ด้าน ด้วยกันคือ Service Deliverly, Employee Commitment, Change Management และ Strategic Action

ซึ่งบทบาทการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจนี้จะเน้นที่การคิดริเริ่มในเชิงกลยุทธ์ และลดงานธุรการลงโดยอาจ outsource งานบางอย่างออกไป ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีความสำคัญต่อองค์การมากขึ้น

กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่ไม่ต้องการใช้หรือต้องการเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลจากแบบ Personnel Model ไปเป็นแบบอื่นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป

ข้อดีของกลยุทธ์นี้คือ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะมีความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่นๆ มีวิสัยทัศน์ในด้านการบริหารจัดการมากขึ้น และตอบสนองต่อปัญหาสำคัญๆ ขององค์การได้อย่างรวดเร็ว ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีขนาดเล็กลง และ headcount ก็ลดลงด้วย

ส่วนข้อเสียคือ การลดงานธุรการลงจะทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายทรัพยากรบุคคลกับพนักงานภายในองค์การลงลงด้วย เจ้าหน้าที่ด้านทรัพยากรบุคคลอาจไม่สามารถปรับตัวทำงานในเชิงกลยุทธ์แบบนี้ได้ การเน้นความสำคัญที่ประเด็นปัญหาด้านทรัพยากรบุคคลอาจทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของฝ่ายทรัพยากรบุคคลรู้สึกว่าตนเอง “ไม่มีความสำคัญ” ได้

นอกจากนี้การที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลดึงเอางานสำคัญๆ มาไว้ที่ส่วนกลางเสียทั้งหมด ก็อาจทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีอาการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง อันจะนำไปสู่ “วัฒนธรรมการประชุม” กล่าวคือ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ต้องให้ที่ประชุมตัดสิน เพราะไม่มีใครกล้าคิดกล้าตัดสินใจ

ผู้จัดการสายงานจะมีบทบาทในด้านงานบุคคลในระดับปานกลาง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้พอสมควร(ขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจการเป็นหลัก)

4. Call Center Model

ลักษณะสำคัญของรูปแบบนี้คือ การตอบคำถามทั่วๆ เกี่ยวกับงานบุคคล เช่น เรื่องการลาป่วย ลากิจ ประกันสังคมฯ จะเป็นหน้าที่ของ Call Center เพื่อที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะได้ทุ่มเทเวลาและความสนใจให้กับประเด็นปัญหาด้านกลยุทธ์ และจัดการกับงานธุรการได้มากขึ้น

โดยทั่วไปแล้ว เจ้าหน้าที่ Call Center จะขึ้นตรงต่อฝ่ายทรัพยากรบุคคล แต่ลักษณะการทำงานจะค่อนข้างเป็นอิสระ

กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับองค์การขนาดใหญ่ แต่มันไม่ค่อยมีผลกระทบต่อผลผลิตของพนักงาน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็มักจะไม่ค่อยให้ความสนใจงานด้านกลยุทธ์เท่าไรนัก ถึงแม้จะไม่ต้องรับผิดชอบงานทั่วๆ ไปแล้วก็ตาม

ข้อดีของกลยุทธ์นี้คือ Call Centre จะให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องงานบุคคลได้อย่างถูกต้องแม่นยำและคงเส้นคงวามากกว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ต้องทำงานหลายๆ อย่าง การใช้ Call Center จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงด้วย เนื่องจากค่าจ้างของเจ้าหน้าที่ Call Center จะต่ำกว่าค่าจ้างเจ้าหน้าที่ทั่วไปด้านทรัพยากรบุคคล

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ Call Center ยังสามารถตอบคำถามให้แก่พนักงานได้ตลอดเวลา ไม่ต้องให้ผู้ถามรอนานด้วย เพราะพวกเขามีหน้าที่ตอบคำถามเป็นหลัก นอกจากนี้เรายังสามารถให้พวกเขารับผิดงานธุรการบางอย่างได้ เช่น ให้ดูแลสมุดเซ็นชื่อรับเงินเดือน รับใบลาของพนักงาน เป็นต้น

ส่วนข้อเสียคือ เจ้าหน้าที่ Call Center จะไม่สามารถแก้ปัญหาด้านบุคลากรที่ยุ่งยากซับซ้อนได้ และการตั้ง Call Center ก็ต้องใช้ทั้งเงินและเวลามากพอสมควร นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ Call Center กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็อาจมีความขัดแย้งกันได้

ผู้จัดการสายงานจะมีบทบาทในด้านงานบุคคลน้อยมาก ส่วนในเรื่องเทคโนโลยีนั้นก็อาจจะมีการนำเอา อินทราเน็ตมาใช้บ้าง แต่จะเน้นที่การใช้โทรศัพท์เป็นหลัก

5. Outsourced Model

ลักษณะสำคัญของรูปแบบนี้คือ งานด้านบุคคลบางอย่างเช่น การสรรหาบุคลากร การบริหารค่าจ้างฯ จะถูก outsource ออกไปให้บริษัทที่ให้บริการด้านนี้ทำ น้อยลง โดยผู้บริการด้านทรัพยากรบุคคลจะวินิจฉัยหาว่างานด้านบุคคลงานใดที่ไม่ค่อยมีส่วนช่วยในการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับองค์การ จากนั้นฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็จะ outsource งานดังกล่าวออกไป ผลก็คือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะมีงาน “จิปาถะ” น้อยลง และสามารถมุ่งความสนใจไปที่งานที่น่าจะมีผลกระทบในเชิงกลยุทธ์ได้มากขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์นี้จึงมีผลกระทบต่อผลผลิตของพนักงานและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทค่อนข้างมาก (ถ้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมุ่งความสนใจไปที่การแก้ปัญหาด้านบุคลากรอย่างจริงจัง) ซึ่งธุรกิจทุกขนาดสามารถนำกลยุทธ์นี้มาใช้ได้

ข้อดีของ Outsourced Model คือ การ outsource จะทำให้งานด้านบุคคลบางอย่างของคุณมีประสิทธิผลมากขึ้น เนื่องจากผู้ให้บริการในงานนั้นๆ มักจะมีทรัพยากร วิธีการ เครื่องมือหรือทักษะในการดำเนินงานที่ดีกว่า ทำให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนกับเทคโนโลยีทางด้านทรัพยากรบุคคลเอง และเมื่อฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีการ outsource งานบางอย่างออกไป โครงสร้างของฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็จะมีความคล่องตัวมากขึ้น

ส่วนของเสียของมันคือ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลอาจเลือกงานที่จะ outsource ผิด ทำให้บริษัทสูญเสียข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องมีความสามารถในการบริหารผู้ให้บริการด้านทรัพยากรบุคคล ฝ่ายทรัพยากรบุคคลอาจจำเป็นต้องยอมรับวิธีการที่ “ดาษดื่น”มาใช้ เนื่องจากผู้ให้บริการด้านทรัพยากรบุคคลไม่สามารถจัดการกับระบบด้านทรัพยากรบุคคลที่ซับซ้อนได้ คุณไม่สามารถ outsource ระบบงานที่บกพร่องเสียหายของคุณให้ผู้อื่นทำได้ จนกว่าคุณจะแก้ไขซ่อมแซมระบบนั้นได้แล้ว

ผู้ให้บริการด้านทรัพยากรบุคคลจะไม่ค่อยได้ปรับปรุงบริการของตนเองให้เข้ากับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของลูกค้า นอกจากนี้การ outsource ยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายทรัพยากรบุคคลกับพนักงานในองค์การลดลงด้วย

ผู้จัดการสายงานจะไม่ค่อยมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานบุคคล เนื่องจากงานส่วนหนึ่งของฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้ถูกถ่ายโอนไปให้บริษัทภายนอกทำแล้ว

6. Centers of Excellence Model
ลักษณะสำคัญของกลยุทธ์นี้คือ บริการ“ให้คำปรึกษา” ภายในองค์การ เพื่อแก้ปัญหาด้านบุคลากร โดยฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะนำเอาที่ปรึกษาจากภายนอกที่มีค่าจ้างแพงๆ เข้ามาทำงานในองค์การเลย เพื่อให้ช่วยแก้ปัญหาด้านบุคลากรที่ “ยากที่สุด” โดยตรง แทนที่จะใช้ที่ปรึกษาจากภายนอก ซึ่งการใช้ที่ปรึกษาจากภายในนี้จะทำให้ความรู้ที่ได้จากการแก้ปัญหาจะยังคงอยู่ภายในองค์การ และโอกาสที่วิธีแก้ปัญหานั้นจะถูกนำประยุกต์ใช้กับปัญหาอื่นๆ อีกก็จะมีมากขึ้น ทั้งนี้คนมักจะเชื่อกันว่าที่ปรึกษาภายในจะทำงานได้มีประสิทธิผลมากกว่าที่ปรึกษาภายนอก เพราะพวกเขาเข้าใจในวัฒนธรรมองค์การและในวิธีการทำงานของคนในองค์การดีกว่าคนภายนอก
บางองค์การก็ใช้ Centers of Excellence Model นี้ควบคู่ไปกับ Call Centre Model เพื่อลดค่าใช้จ่ายในส่วนของเจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล (เพราะค่าจ้างของเจ้าหน้าที่ Call Centre จะต่ำกว่าค่าจ้างของเจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล) และในขณะเดียวกันก็ยังสามารถแก้ปัญหายากได้อย่างมีประสิทธิผลด้วย ดังนั้นรูปแบบนี้จึงมีผลกระทบในเชิงกลยุทธ์อย่างมาก (ถ้า Centers of Excellence สามารถรักษาคุณภาพของการให้คำปรึกษาของตนให้เท่าเทียมบริษัทที่ปรึกษาภายนอกได้)

กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับ องค์การขนาดใหญ่ที่มีการใช้ที่ปรึกษาทางด้านทรัพยากรบุคคลเป็นประจำ

ข้อดีของกลยุทธ์นี้คือ ปัญหาด้านบุคลากรจะได้รับการแก้ไขได้เร็วขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านที่ปรึกษาจากภายนอกองค์การจะลดลง ภาพลักษณ์ของฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะดีขึ้นเนื่องจากสามารถจัดการกับปัญหาด้านบุคลากรและด้านการบริหารจัดการได้โดยตรง

ส่วนข้อเสียคือ ที่ปรึกษาจากภายนอกอาจจะมีความสามารถมากกว่า เนื่องจากพวกเขาได้เจอกับปัญหาที่หลากหลาย หรืออาจเคยเจอกับปัญหาแบบเดียวกับที่องค์การกำลังเผชิญนี้จากองค์การอื่นๆ มาแล้ว คุณภาพของบริการให้คำปรึกษาของ Centers of Excellence อาจลดลง ถ้ามีการโอนเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ “มีมากเกินไป” เข้ามาไว้ที่ Centers of Excellence เมื่อเวลาผ่านไปความกดดันด้านงบประมาณอาจทำให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลไม่สามารถจ้างคนที่มีความสามารถสูงๆ ได้ ทำให้คุณภาพของ Centers of Excellence ลดลงจนอาจถึงขั้นไม่สามารถจัดการกับปัญหายากๆ ได้อีกต่อไป ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง Centers of Excellence ค่อนข้างสูง แล้วถ้า Centers of Excellence ประสบความล้มเหลว มันก็จะเท่ากับเป็นการบอกกลายๆ ว่า ฝ่ายทรัพยากรบุคคลไม่สามารถจัดการกับปัญหาด้านบุคลากรที่ยากๆ ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบในทางลบต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายทรัพยากรบุคคลโดยตรง และต่อความสามารถในเชิงกลยุทธ์ของฝ่ายทรัพยากรบุคคลด้วย

โดยทั่วไปแล้ว Centers of Excellence จะดำเนินงานอย่างเป็นอิสระจากหน่วยงานอื่นๆ ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล และขึ้นตรงต่อผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล หรือไม่ก็ต่อรองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคล

7. Self - Service Model
ลักษณะสำคัญของรูปแบบนี้ คือ การตอบคำถามและงานธุรการด้านบุคลากรจะเป็นแบบออนไลน์ผ่านทางอินทราเน็ต เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคลสามารถเอาเวลาไปทำงานอย่างอื่นที่ผลกระทบในเชิงกลยุทธ์ มากกว่างานพวกนั้น และเพื่อให้บรรดาผู้จัดการและพนักงานพึ่งตนเองได้มากขึ้น โดยพวกเขาจะสามารถเข้าไปทำธุรกรรมต่างๆ (เช่น ทำเรื่องขอลากิจ ลาป่วยฯ ) และหาคำตอบเกี่ยวกับข้อกำหนด ระเบียบปฏิบัติทั้งหลายขององค์การได้ด้วยตนเอง ซึ่งการนำเอาเว็บไซต์มาใช้งานจะทำให้พนักงานสามารถสอบถามข้อมูลต่างๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กลยุทธ์นี้มีผลกระทบต่อผลผลิตของพนักงานค่อนข้างน้อย เพราะมันเป็นการให้ข้อมูลทั่วๆ ไปที่ไม่สลับซับซ้อนอะไร แต่ว่าองค์การที่จะนำกลยุทธ์นี้มาใช้ควรเป็นองค์การขนาดใหญ่มีพนักงานจำนวนมาก และมีเจ้าหน้าที่ทางด้านไอทีที่มีความสามารถ

ข้อดีของกลยุทธ์นี้คือ พนักงานจะมี “เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา” ซึ่งข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่แบบนี้อาจช่วยให้พวกเขามีประสิทธิผลในการทำงานมากขึ้น การให้บริการผ่านทางเว็บไซต์เป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่าฝ่ายทรัพยากรบุคคลเข้าใจและให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี นอกจากนี้เว็บเทคโนโลยีก็ทำให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลตรวจสอบข้อมูลด้านงานธุรการย้อนหลังได้ และมันมีความผิดพลาดน้อยกว่า Call Centre ที่อาศัยคนเป็นหลัก

ส่วนข้อเสีย คือ การที่พนักงานต้องรับผิดชอบงานธุรการด้านบุคลากรของตนเอง อาจทำให้ผลผลิตของพนักงานลดลง ต้นทุนด้านเวลาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะสูงกว่าต้นทุนด้านเวลาของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ดังนั้นการที่พวกเขาต้องเอาเวลาดังกล่าวมาทำงานธุรการก็จะเป็นการใช้เวลาอย่างไม่คุ้มค่า และใช่ว่าพนักงานทุกคนจะสามารถใช้คอมพิวเตอร์หรือสามารถเข้าถึงระบบอินทราเน็ตได้ ซึ่งอาจทำให้มีการต่อต้านการทำธุรกรรมด้านบุคลากรผ่านระบบออนไลน์ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลอาจต้องใช้เวลาในการฝึกอบรมพนักงานให้รู้จักและเคยชินกับการใช้อินทราเน็ตอย่างมาก

กลยุทธ์นี้จะนำเอาเทคโนโลยีมาใช้อย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีประเภท Web Technology แต่มันจะต่างจากกลยุทธ์อื่นๆ ที่มีเทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบสำคัญ เช่น e - HR Model, Performance Culture Model ตรงที่ มันใช้เทคโนโลยีเพื่อการตอบคำถามง่ายๆ และเพื่อจัดการงานธุรการทั่วๆ ไป

8. Fact - based Decision - making Model
ลักษณะเฉพาะของรูปแบบนี้คือ การนำเอาการวัด การวิเคราะห์และเมตริกซ์มาใช้ในการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลอย่างจริงจัง เพื่อปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลทุกอย่างให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยการใช้ข้อมูล “อย่างชาญฉลาด” องค์การต่างๆ จะนำกลยุทธ์นี้มาใช้หลังจากที่นำเอาระบบ supply chain และ Six Sigma (ที่เน้นการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อเท็จจริงแทนการตัดสินใจตามประสบการณ์หรือตามอารมณ์ ) มาใช้ ซึ่งข้อเท็จจริงและข้อมูลจะทำให้การตัดสินใจด้านบุคลากรส่วนใหญ่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้การให้ข้อมูลแก่ผู้จัดการสายงานยังทำให้การตัดสินใจเรื่องคนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยตนเอง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบางบริษัทก็ก้าวหน้าถึงขั้นมีการพยากรณ์ด้านทรัพยากรบุคคลเข้าไปด้วย เพื่อคาดคะเนปัญหาต่างๆ และให้ทีมวิจัยและพัฒนาทำการพัฒนาเครื่องมือบริหารคนแบบใหม่ๆ ขึ้นมาใช้ในองค์การ

กลยุทธ์นี้มีผลกระทบต่อผลผลิตของพนักงานอย่างมาก เนื่องจากฝ่ายทรัพยากรบุคคลตัดสินใจบนพื้นฐานข้อเท็จจริง แทนการคาดคะเน และมันเหมาะสำหรับบริษัทขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่อาเทคโนโลยีมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของการดำเนินธุรกิจ

ข้อดีของรูปแบบนี้ คือ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะมีบทบาทในเชิงกลยุทธ์ต่อองค์การมากขึ้น เนื่องจากพวกเขาจะเป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับการกระทำที่มีประสิทธิผลและที่ไม่มีประสิทธิผล แก่บรรดาผู้จัดการ ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีการนำเอาระเบียบแบบแผน เพราะมันใช้วิธีการวิเคราะห์แบบเดียวกับที่ส่วนงานอื่นๆ ใช้ ในขณะเดียวกันข้อมูลจากฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็ทำให้บรรดาผู้จัดการตัดสินใจในเรื่องคนได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น ฝ่ายทรัพยากรบุคคลสามารถติดตามและเปรียบเทียบ “อัตราความสำเร็จ” ในการบริหารคนระหว่างส่วนงานต่างๆ ได้ใกล้ชิด ส่งผลให้การเรียนรู้ภายในองค์การดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และสามารถนำเอาวิธีแก้ปัญหาที่ใช้ได้ผลไปประยุกต์ใช้ต่อได้อย่างทั่วถึง

ส่วนข้อเสีย คือ องค์การจะต้องมีระบบไอทีต่างๆ เช่น ERP, SAP ฯ มารองรับ เพื่อใช้เก็บรวบรวมข้อมูลและทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) ซึ่งระบบดังกล่าวมีราคาสูงมาก ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องมีคนที่มีความเชี่ยวชาญในระบบเมตริกซ์และการวิเคราะห์

เทคโนโลยีที่นำมาใช้จะเน้นที่ Bussiness Intelligence Solution และ HRIS

9. e - HR Model
ลักษณะสำคัญของรูปแบบนี้ คือ การใช้เทคโนโลยีในการดำเนินงานทุกอย่างของฝ่ายทรัพยากรบุคคล บรรดาผู้จัดการจะมีส่วนร่วมในการบริหารคนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการวางแผนกำลังคน การบริหารค่าจ้าง หรือการสรรหาบุคลากร เพราะพวกเขาสามารถดูข้อมูลเหล่านี้ผ่านระบบออนไลน์ของบริษัทได้

เทคโนโลยีและซอฟท์แวร์ด้านทรัพยากรบุคคลถือเป็นรากฐานสำคัญอย่างหนึ่งของการดำเนินงานด้านบุคคลทุกอย่าง การกำจัดงานเอกสารออกไปจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง การทำงานมีความรวดเร็วมากขึ้น ฝ่ายทรัพยากรบุคคลสามารถนำ e-HR มาใช้ในด้าน e-learning การวางแผนกำลังคน การิเคราะห์ประเมินผลผู้สมัครงานแบบออนไลน์ การติดตามผู้สมัคร การรายงานการบริหารจัดการผ่านทางเว็บไซต์ได้ นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยีจัดการงานธุรการทุกอย่างและตอบคำถามของพนักงานในเรื่องกฎระเบียบ ข้อบังคับและสวัสดิการต่างๆ ก็ทำให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจในแต่ละวันน้อยลง เพราะผู้จัดการสายงานต่างๆ จะตัดสินใจในเรื่องนี้แทน ทั้งนี้มันเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสำหรับองค์การขนาดใหญ่

ข้อดีของกลยุทธ์นี้คือ งานเอกสารที่ลดลงจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ผู้จัดการสายงานสามารถตัดสินใจเรื่องคนได้ดีขึ้นเนื่องจากพวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ มากขึ้น ส่วนฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงเข้าหากันก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้ ทำให้อัตราความล้มเหลวในอนาคตลดลง เทคโนโลยีสามารถวินิจฉัยระบุสิ่งที่น่าจะเป็นปัญหาสำคัญ และ “เตือน” บรรดาผู้จัดการให้ระวังปัญหาที่กำลังจะมาถึงได้

ข้อเสียและความเสี่ยงของมันคือ การตั้งระบบ e-HR ต้องใช้เวลาและเงินจำนวนมาก ฝ่ายไอทีอาจฉุดแข้งฉุดขาหรืออาจปฏิเสธที่จะร่วมงานกับฝ่ายทรัพยากรบุคคล

10. Performance Culture Model
ลักษณะสำคัญของรูปแบบนี้ คือ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลรับผิดชอบในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์การ เพื่อให้ทุกองค์ประกอบของวัฒนธรรมนั้นส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานและผลที่จะเกิดขึ้นจากการทำงาน อันนำไปสู่การปฏิบัติงานที่ดีเยี่ยมและข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน โดยบรรดาผู้จัดการและพนักงานจะรับผิดชอบในเรื่องประสิทธิผลในการทำงานของพวกเขาเอง ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะผูกโยงทุกระบบที่เกี่ยวข้องกับ “คน” เข้ากับการวัดผลการปฏิบัติงาน การยอมรับและการให้รางวัลกับผลการปฏิบัติงาน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะทำให้ “การปฏิบัติงาน” แทรกซึมเข้าในวัฒนธรรมทั้งหมดและในทุกความของทุกคน

Performance Culture เป็นกลยุทธ์ที่มีผลกระทบต่อผลผลิตของพนักงานและต่อความสามารถในการทำกำไรขององค์การ มากที่สุด เพราะมันนำเอาการทำงานแบบ “กัปตันเรือ” มาใช้กับการปฏิบัติงานของพนักงาน กล่าวคือในฐานะกัปตันเรือ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะรับผิดชอบในการบำรุงรักษาและเพิ่มผลผลิตของพนักงานทั้งหมด (แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีอำนาจในการสั่งการพนักงานทั้งหมดก็ตาม) ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะต้องจัดระเบียบหน้าที่แบบเดิมๆ เช่น การบริหารค่าจ้าง การสรรหาบุคลากรและแรงงานสัมพันธ์ ใหม่ และเปลี่ยนตัวเองให้เป็นเหมือนผู้ให้บริการด้านคำปรึกษา แทนการเป็นผู้ปฏิบัติงานธุรการ

กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับองค์การที่ดำเนินการในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง และสำหรับองค์การที่ต้องการเป็นหมายเลขหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ตนประกอบการอยู่

ข้อดีของกลยุทธ์นี้คือ มันจะมุ่งความสนใจไปที่ “ปัญหา (และโอกาส) ทางธุรกิจ” ด้วย แทนที่จะมุ่งความสนใจไปที่ “ปัญหาด้านทรัพยากรบุคคล” อย่างเดียว มันจะค้นหาและนำเอาเครื่องมือในการบริหารคนที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการแก้ปัญหาทางธุรกิจ วิสัยทัศน์ของฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะกว้างไกลออกไปและครอบคลุมทุกเรื่องในองค์การ ไม่ใช่ชำนาญหรือรู้แต่เรื่องงานธุรการ บทบาทของฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะเปลี่ยนจาก “ผู้ทำงานด้านบุคคล” ไปเป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำแก่คนในองค์การ

ข้อเสียและความเสี่ยงของมัน คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลหลายคนอาจไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองจาก “ผู้ปฏิบัติงาน” ไปเป็น “ผู้นำ” ได้ ผู้จัดการและพนักงานอาจไม่เต็มใจที่จะรับผิดชอบเป็น “เจ้าของปัญหา” ของตนเอง วัฒนธรรมองค์การที่มีอยู่อาจเป็นอุปสรรคต่อการนำเอากลยุทธ์นี้มาใช้ พนักงานที่มีผลการปฏิบัติงานต่ำมักจะต่อต้านกลยุทธ์นี้ ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องปรับปรุงกระบวนการด้านทรัพยากรบุคคลแบบเดิมๆ ต้องปรับปรุงวิธีการและเครื่องมือต่างๆ กันขนานใหญ่เสียก่อน ถึงจะสามารถใช้กลยุทธ์นี้ได้อย่างเต็มที่

กลยุทธ์นี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีอย่างมาก เพราะบรรดาผู้จัดการจะต้องมี “เครื่องมือที่พร้อมใช้ตลอดเวลา” ที่ใช้งานง่าย และต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาของตน เพื่อที่พวกเขาจะได้สามารถทำการตัดสินใจด้วยตนเองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และปรับปรุงผลการปฏิบัติงานของพนักงานได้อย่างต่อเนื่อง

รูปแบบของกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลที่กล่าวมานี้ไม่มีกลยุทธ์ใดที่ดีที่สุดหรือแย่ที่สุด เพราะกลยุทธ์หนึ่งอาจจะเหมาะสมกับองค์การหนึ่ง แต่อาจจะใช้ไม่ได้กับอีกองค์การหนึ่ง ซึ่งความเหมาะสมที่ว่าก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและความต้องการขององค์การในขณะนั้นๆ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องศึกษาเป้าหมายทางธุรกิจขององค์การและศึกษาสภาพการแข่งขันทางธุรกิจของคุณอย่างละเอียดรอบคอบเสียก่อน แล้วจึงค่อยเลือกกลยุทธ์ที่น่าจะมีผลกระทบต่อผลผลิตและต่อความสามารถในการทำกำไรขององค์การของคุณมากที่สุด

แปลและเรียบเรียงจาก : HR Strategies by Dr. John Sullivan

ที่มา : bloggang.com




จำนวนผู้ชม 8727 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์