วิธีหาผู้สมัครงาน “ที่ใช่”

วิธีหาผู้สมัครงาน “ที่ใช่” | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM



คำแนะนำในการดึงดูดผู้สมัครงาน “ที่ใช่”  ให้เดินมาหา

มาจนถึงวันนี้  ผมเชื่อมั่นว่า HR ทั้งหลาย รวมตลอดไปจนถึงท่านผู้บริหารสายงานต่าง ๆ ที่มีคนทำงาน ไม่ว่าจะในกลุ่มงานใด  สายงานหลัก หรือสายงานสนับสนุนธุรกิจก็ตาม ต่างก็ไม่ถกเถียงว่าบุคลากรที่มีความรู้ ทักษะประสบการณ์ มีทัศนคติ และคุณสมบัติอื่นในการทำงานที่สอดคล้องกับตำแหน่งที่เราเรียกเป็นภาษาสามัญเข้าใจกันง่ายว่า “คนที่ใช่” (ผมขอใช้ภาษาที่อาจจะแปลได้ไม่ตรงคำว่า “top-tiered candidates”) นั้น เป็นภารกิจที่ HR จะต้องทำให้ได้ เกิดขึ้นจริง ถึงกับต้องตั้ง KPI หรือเป้าหมายงานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพมาวัดกันเลยทีเดียว  และฝ่ายงานที่ต้องการใช้คนนั้น  ก็มิได้นิ่งนอนใจที่จะช่วย HR  สรรหาและเลือกสรรคนที่ “ใช่” อย่างที่ว่า จริงมั๊ยครับ ? 

พอเป็นอย่างนี้  HR Recruiters ทั้งหลาย ก็จะได้โอกาสอันดีที่จะเลือกนำเอาแนวปฏิบัติ (practices) เทคนิคหรือเครื่องมือสรรหาสมัยใหม่นำเอามาใช้หาคนที่ “ใช่”  ที่องค์กรอยากได้  แต่ Recruiters ทั้งหลาย อย่าลืมนะครับ ไม่ว่าเทคนิคจะวิลิศมาหราเพียงใด แต่หากคนใช้ตามไม่ทัน  มันก็ไม่เกิดประโยชน์หรือคุณค่าที่จะนำมาใช้เท่าที่ควรจะเป็น  คนทำงาน Recruiters ตัวเป็น ๆ  ก็เลยต้องมาเรียนรู้และฝึกฝนทักษะกันอย่างต่อเนื่อง

เรื่องที่น่าจะมาคุยกันในวันนี้ ผมอยากจะพาท่านผู้อ่าน ปลีกไปจากประเด็นที่ว่ากันไปในบรรทัดก่อนหน้า  ด้วยเพราะเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่ทำงานสรรหาและว่าจ้าง คงจะมี know how  จากประสบการณ์ ความรู้และคุ้นเคยกันในทางปฏิบัติอยู่มากแล้ว  โดยมาคุยกันในประเด็นว่า “ทำอย่างไรจะดึงดูดคนที่อยากได้ ให้มาสมัครงานกับเรา”  ดูแล้วน่าสนใจกว่ามั๊ยครับ ?  

ศิลปะการจ้างงานนั้น  ว่าไปแล้ว มีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่การคัดเลือกคนที่ตรงตามความต้องการของตำแหน่งงานที่ว่าง ในเวลาที่อยากได้ และเกิดต้นทุนในการสรรหาว่าจ้างน้อยที่สุด ในขณะที่ได้ผลงานจากพนักงานในช่วงเวลาหนึ่ง  ซึ่งโดยมากก็มักจะมองกันเบื้องต้นในช่วงปีแรกที่คนใหม่ที่รับเข้ามาทำงานกับองค์กร (และยิ่งนานก็ยิ่งดี ตราบที่ยังผูกใจให้คนอยู่กับองค์กรได้)   Recruiters ทั้งหลาย จะเริ่มตั้งแต่การทำ Job Posting ที่น่าสนใจ และเร้าให้คนมาอ่าน ด้วยเพราะช่องทางสื่อและข้อความรับสมัครงานที่ “โดนใจ” นี้เอง เป็นแม่เหล็กชั้นเยี่ยมที่จะดึงดูดให้ผู้สมัครงานรับรู้และตีความภาพลักษณ์ขององค์กรได้ก่อนเรื่องอื่นใด

ต่อไปนี้ คือสิ่งที่ผมอยากแนะนำเพิ่มเติม

เรื่องแรก ให้ข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับตำแหน่งงาน

บางองค์กรมองว่า ขอบเขตหน้าที่งาน (Job Responsibility) เป็นอะไรที่ลับสำหรับองค์กร ไม่ควรจะบอกให้ผู้สมัครงานรู้ จะด้วยเพราะเกรงคู่แข่งจะจับทางได้ทัน หรือไม่ก็ไม่ได้จัดทำขอบเขตงานไว้เป็นเรื่องเป็นราว แล้วประกาศให้ผู้สมัครงานทราบเฉพาะคุณสมบัติที่ต้องการตามตำแหน่ง  แต่พอถึงเวลาสัมภาษณ์แล้วกลับถามว่า “คุณรู้หรือไม่ว่างานที่สมัครมาทำอะไรบ้าง ?”  แบบนี้  ผมมองว่า ไม่น่าจะแฟร์สำหรับผู้สมัครงานมากนัก ผมจึงฝากให้ Recruiters ทั้งหลาย เริ่มต้นจากการให้ข้อมูลขอบข่ายหน้าที่งานนี้อย่างมืออาชีพ คือ บอกให้เจาะจงไปเสียเลยว่า

  • ตำแหน่งนี้รับผิดชอบงานอะไร 
  • องค์กรคาดหวังสิ้งใดบ้าง 
  • มีเป้าหมายที่จะต้องรับผิดชอบอย่างไร
  • ทักษะประสบการณ์ที่อยากได้ ขั้นต่ำที่ผู้สมัครงานจะต้องมีนั้นเพียงไหน
  • ต้องการประสบการณ์ทำงานเฉพาะเจาะจงในสายงานหรือในประเภทธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งหรือเปล่า

เป็นต้น

ข้อมูลที่บอกตรงไปตรงมา ย่อมช่วยให้ผู้สมัครงานประเมินคุณสมบัติของตนเองว่าเหมาะสมหรือตรงกับข้อความที่ระบุไว้หรือไม่ ในทำนองหนึ่งนั้น ก็จะช่วยให้ Recruiters  สามารถสกรีนได้เลยว่าประวัติการทำงานของผู้สมัครงานที่แนบส่งเข้ามาทางเมล์หรือเป็นจดหมาย (ซึ่งน่าจะน้อยมากแล้วล่ะในปัจจุบันนี้) คนใดที่ตรงกับความต้องการตามตำแหน่งงานหรือไม่  เป็นไปได้มากนะครับที่ผู้สมัครงานจำนวนหนึ่ง จะตีความคุณสมบัติของตัวเองผิดไป ทึกทักแบบหวังฟลุ๊คว่าองคกรอาจจะเรียกสัมภาษณ์แล้วค่อยมาว่าเอาทีหลัง  นอกไปจากนี้  ตัวข้อมูลขอบข่ายหน้าที่รับผิดชอบตามตำแหน่งงาน ยังเป็นสารสนเทศชั้นยอดที่จะใช้ประกอบการตั้งคำถามสัมภาษณ์เพื่อค้นหาว่า ผู้สมัครงานรู้ลึกรู้จริง และผ่านงานภาคปฏิบัติตามขอบข่ายที่ว่านั้นอีกด้วย 

เรื่องที่สอง ให้ข้อมูลค่าตอบแทนของตำแหน่งงาน

แต่ละตำแหน่งงานว่างที่ประกาศรับสมัครนั้น  แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่องค์กรจะไม่ทราบว่าจะจ่ายเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ตอบแทนอย่างไร  ผมมองว่า องค์กรส่วนมากแล้ว ตีค่างาน เพื่อกำหนดระดับรายได้และสิทธิประโยชน์ที่จะต้องจ่ายตามตำแหน่งไว้แล้ว เพราะมันคือ “ต้นทุน” รายการหนึ่งที่องค์กรจะต้องตั้งงบประมาณไว้รองรับ  องค์กรชั้นนำหรือไม่ชั้นนำก็มักจะตั้งงบประมาณไว้สำหรับการจ้าง ไม่ว่าจะจ้างทดแทนคนเก่า หรือรับเพิ่ม  ทั้งนั้นล่ะครับ โดยนัยยะนี้  หาก Recruiters  ประกาศไปในข้อมูลรับสมัครงานว่า ตำแหน่งงานนี้ มีอัตราจ่ายค่าตอบแทนตั้งแต่เท่าใดจนถึงเท่าใด  ก็จะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการตัดสินใจของผู้สมัครงานได้  ไม่เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย  สมมตินะครับ สมมติว่า ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด ของธุรกิจบริการ ค่าจ้างในราคาตลาดสำหรับองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 500 คน อยู่ที่ 80,000 บาทต่อเดือน ไม่รวมรถประจำตำแหน่ง ย่อมไม่จูงใจให้ผู้สมัครงานที่เป็นพวก top-tiered  มาสมัครด้วย  องค์กรจึงอย่าเพิ่งหวังว่าจะได้ผู้สมัครงานที่มาจากองค์กรการตลาดชั้นนำ หรือจบจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศชั้นนำมาร่วมงาน  และควรตั้งสมมติฐานไว้ด้วยว่า หากจะได้คนเหล่านี้มาร่วมงาน โดยเขายอมลดค่าตอบแทนที่เคยได้รับสูงกว่ามาทำงานกับองค์กร  เขาก็คงอยู่ด้วยไม่นาน และอาจจะไม่ใช่คนที่ปรับตัวได้กับองค์กรก็ได้นะครับ ระดับของค่าตอบแทนและสภาพการจ้างของตำแหน่งงาน  จึงเป็นสิ้งที่ช่วยกลั่นกรองให้ได้ผู้สมัครงานที่ “เรารับได้ เราจ่ายไหว”  อย่างที่ควรจะเป็น  แต่กระนั้น  ผมไม่ได้หมายความว่า องค์กรของท่านจะต้องบอกตัวเลขที่ชัดเจนลงไปในประกาศรับสมัครงานเสียเลย  เพราะค่าจ้างก็คืออะไรที่ไม่ควรจะพูดกันมากความอยู่ดี  คนนอก ก็อยากจะรู้พอ ๆ กับคนในที่อยากจะเปรียบเทียบว่าเป็นธรรมกับเขาที่ทำงานอยู่ในตำแหน่งเดียวกันนั้นหรือไม่  หากจะระบุ ก็บอกกว้าง ๆ เช่น ระหว่าง 70,000-100,000 บาทต่อเดือน  เผื่อต่อรอง (บวกลบ)  ก็ไม่ผิดกติกาครับ 

เรื่องที่สาม  ปรับประกาศรับสมัครงานให้อยู่เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

คุณรู้หรือไม่ว่า ตำแหน่งงานใดตำแหน่งงานหนึ่ง ควรจะประกาศ ทั้งทางเวบไซด์และสื่ออื่น ๆ นานเพียงใด ?   ต้องยอมรับกันเสียก่อนว่า ในตลาดแรงงานปัจจุบัน บางตำแหน่งงานก็หาได้ไม่ยากนัก  บางตำแหน่งหาคนเก่าลาออกไป กว่าจะหาคนใหม่แทนได้ว่ากันเป็นปี  ซ้ำร้ายคนใหม่ที่จะรับ ยังต้องจ่ายค่าจ้างแพงกว่าคนเก่า ทั้งที่ก็ไม่มั่นใจว่าจะทำงานได้ดีกว่าหรือแย่กว่าคนเก่าที่จากองค์กรไป  ตอบกันแบบสรุปในประเด็นนี้จึงไม่ง่ายเลยครับ  สิ่งที่  Recruiters  จะทำให้ได้ดีก็คงมีได้แก่การหมั่น update ตำแหน่งงานที่ต้องการรับให้อยู่บนหน้าจอแรก ๆ ของเวบรับสมัครงานที่ใช้เช่น Jobsdb, Nationejobs, Joptopgun, Jobthai  เป็นต้น (ไม่ได้โฆษณาให้ใครนะครับ) อยู่เสมอ  หากเผลอไป ก็ไม่แน่ตำแหน่งงานที่คุณอยากจะรับกลับไปอยู่ที่หน้า 10 กว่า ๆ  ทั้งที่เพิ่งลงประกาศไปได้ไม่กี่วันก็เป็นได้  

นอกจากนี้  ก็เป็นไปได้เช่นกันที่หลังจากประกาศรับสมัครงานผ่านไประยะหนึ่งแล้ว คุณสมบัติที่ฝ่ายบริหารระดับสูงต้องการตามตำแหน่งนั้นปรับเปลี่ยนไปเล็กน้อย หากจะคงเดิม ก็จะกลายเป็นพูดไม่ตรงกับที่ต้องการรับ  เสียภาพลักษณ์ไปเปล่า ๆ   

เรื่องสุดท้าย   ทำให้ง่ายเข้าไว้

การทำให้ง่ายเข้าไว้ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงให้ประกาศรับสมัครงาน หรือคัดเลือกประวัติผู้สมัครงานเพื่อนำมาเข้าขั้นตอนการสัมภาษณ์และคัดเลือกแบบง่าย ๆ  นะครับ  แต่ผมกำลังหมายถึง การที่ Recruiters ทั้งหลาย ควรจะจัดทำข้อมูลผู้สมัครงานในรายละเอียดไว้เพื่อตรวจสอบ และเปรียบเทียบกับผู้สมัครงานรายอื่นๆ ไว้ด้วย และเก็บไว้อย่างเป็นระบบ  โดยเฉพาะในตำแหน่งงานที่สำคัญ และต้องสัมภาษณ์กันหลายรอบ  กระบวนการสัมภาษณ์นั้น บางทีก็กินเวลาหลายเดือน  เพราะต้องทดสอบอะไรหลายอย่าง  ไหนจะนัดหมายผู้บริหารระดับฝ่ายงาน  ผู้บริหารระดับสูงหรือเจ้าของบริษัทมาสัมภาษณ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย  หากไม่เก็บประวัติและข้อมูลผู้สมัครงานไว้ให้ดี  เวลาเรียกดูข้อมูลอาจจะเสียเวลาเป็นวันไปค้นหาก็ได้  และนอกจากนี้  ยิ่ง Recruiters  ทำข้อมูลเปรียบเทียบผู้สมัครงานแต่ละราย แบบวัดกันยกต่อยก ก็จะยิ่งสนับสนุนการตัดสินใจคัดเลือกให้แก่ผู้บริหารให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  มีแต่บวกกับบวก (สำหรับ Recruiters) จริงมั๊ยครับ

ลองไตร่ตรองและลองทำดูนะครับ !

   

ชัชวาล อรวงศ์ศุภทัต

Professional Human Resources-PHR

ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล

บจก.กรุงไทยธุรกิจบริการ

E-Mail : [email protected]

Blog : http://chatchawal-ora.blogspot.com/

อ้างอิง/เพื่อประโยชน์การศึกษา : http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?bookID=2480&pageid=1&read=true&count=true





จำนวนผู้ชม 6984 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์