SIAMHRM.com

ลงประกาศงาน หาคนทำงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์

[ยินดีต้อนรับ ผู้ใช้งานทั่วไป:ลงทะเบียน |เข้าระบบ ก่อนใช้งานค่ะ.]




 ค้นหางาน ตำแหน่งงาน:
กลุ่มงาน : ประเภท :  
 ภาค:
ค้น:



Google Groups สมัครสมาชิกไปยัง กลุ่มบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทย
อีเมล์:
ดูเอกสารที่เก็บรวบรวมไว้ ที่ groups.google.co.th
ร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เอกสาร และประสบการณ์ทำงาน ไม่จำกัดสาขาอาชีพ


“เงินเดือน คนจบใหม่” ภัยเงียบทางการจัดการ

“เงินเดือน คนจบใหม่” ภัยเงียบทางการจัดการ | บทความการบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM :- ข้อมูลเกี่ยวกับ เงินเดือน คนจบใหม่ , ตัวอย่าง ข้อมูลเกี่ยวกับ เงินเดือน คนจบใหม่, บทความ ข้อมูลเกี่ยวกับ เงินเดือน คนจบใหม่



สวัสดีปีใหม่ 2555 ขอให้ท่านผู้อ่านมีความสุข ความเจริญ ได้รับสิ่งดีๆ ที่เป็นความสุขแห่งชีวิตของท่านกับครอบครัวตลอดปีใหม่

ผมฝากข้อคิดกับทุกท่านดังนี้ ก) ต้องระวังสุขภาพของท่านให้แข็งแรง เพื่อพร้อมรับมือกับ “โรคอุบัติใหม่” ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ต่างกับธรรมชาติโลกที่เปลี่ยนไป การออกกำลังกาย เลิกอบายมุข กับใช้ชีวิตแบบพอเพียง คือ วิถีที่ดี ข) ต้องให้การดูแลครอบครัวให้อยู่ดีและมีสุข ค) ต้องติดตามและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อทราบการเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติโลกยุคใหม่ ที่มากด้วยความไว จากเทคโนโลยี

หากท่านเป็น “ผู้นำนักบริหาร” จะต้องรับผิดชอบในการชี้นำ พร้อมกับการสร้างความร่วมมือกันทำงานให้บรรลุเป้าหมายต่างๆ โดยปัจจัยสำคัญ คือ การบริหารจัดการภายในองค์กรให้เป็นระบบระเบียบ เป็นองค์กรน่าอยู่ ตามที่บทบรรณาธิการฯ ได้ให้ไว้ (หน้า 12 วันที่ 5 ม.ค.) คือ

“บรรยากาศดี น่าทำงาน” โดยมีความสมดุลในชีวิตและงาน กับระหว่างคนงาน นายจ้างและเพื่อนร่วมงาน รวมถึง สภาวะแวดล้อมทรัพยากรในการทำงาน กับโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือค่าตอบแทน โอกาสเติบโต วัฒนธรรมองค์กร ชื่อเสียง หน้าที่ประจำวัน กับการควบคุมงานตามตำแหน่ง   

ทั้งนี้ หากเริ่มที่บรรยากาศภายนอก ผมได้เคยเอ่ยว่า ในอนาคตเศรษฐกิจสังคมไทย จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของพลังเหลือง (ชาวเอเชีย ที่มีผิวเหลือง คือ จีนกับญี่ปุ่น) ซึ่งการเดินหน้าตามนโยบายของ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกที่กล่าวถึงนั้น ก่อผลกระทบกับไทยมานานแล้ว 

จากการเฝ้าสังเกตและติดตามการเปลี่ยนแปลง ผมเคยพูดทายไว้นานเกือบ 30 ปี ว่าจะหนักขึ้นเรื่อย

สิ่งที่ต้องไม่ให้หลุดไปจากการติดตามของเรา คือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อม ตัวอย่างเช่น เรื่องธุรกิจข้ามชาติกับราคาที่ดิน ซึ่งทวีสูงขึ้นจนคนไทยหาอยู่ไม่ได้ เพราะ ที่ดินจากย่านเพลินจิต-สุขุมวิทขึ้นไปถึงห้างเอ็มโพเรี่ยม นั้นผมเคยคาดเดาว่า จะเป็น “มินิโตเกียว” จากที่ญี่ปุ่นได้ตั้งเป้าย้ายฐานการผลิตเข้าไทย

แล้วถึงวันนี้การค้าเสรีไร้พรมแดนได้ขยายผลมากขึ้น มีจีนมายืนเป็นคู่แข่งขันสำคัญ กับ การค้าเสรีในกลุ่ม AEC จะเป็นปัจจัยหลักสำหรับการแข่งขันกันในสงครามเศรษฐกิจยุคใหม่

ตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นชัดเจนของผลจากการเปลี่ยนแปลง คือ ราคาที่ดินในใจกลางเมืองคือ ถนนสุขุมวิทแพงสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยผมได้เห็นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 เมื่อเข้าศึกษาในกรุงเทพฯ ปรากฏการณ์ที่สะท้อนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นในช่วงสิ้นปี พ.ศ. 2554 นี้เอง “อู่วิกรม” (Vigrom Garrage) อู่รถยนต์เก่าแก่ มีมาตรฐาน ซึ่งซ่อมบำรุงรถเบนซ์มานานมีอายุครบ 50 ปีพอดี โดยมีที่ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 15 นั้น ได้เลิกกิจการ โดยประกาศปิดตัวเองลง ซึ่งผมกลายเป็นลูกค้าคนสุดท้ายของกิจการที่เก่าแก่นี้ ทั้งนี้ สาเหตุที่เลิก เพราะ ในรอบ 50 ปี ที่ดินของอู่วิกรมคือที่ผืนใหญ่รายสุดท้าย เนื้อที่มากถึง 5 ไร่ 1 งาน ครอบคลุมจากซอย 15 ไปถึงซอยวัฒนา จากค่าที่ดินที่สูงมาก ทำให้เจ้าของกิจการซึ่งอายุขัยมากขึ้น ต่างเห็นว่า ทำไปไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาที่ดิน การขายและเลิกกิจการไปจึงถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริง กับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบด้านในย่านดังกล่าวและจากนี้ไปการเปลี่ยนแปลงจะยิ่งมีมากขึ้นภายใต้ปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่าเดิม

ณ วันนี้ จากการติดตามข่าวมาตรการของรัฐที่ออกมาเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา คือ มติ ค.ร.ม.เรื่องการออก พ.ร.ก. 4 ฉบับ ซึ่งต้องถือเป็นข่าวใหญ่ที่เกี่ยวกับการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งในเบื้องต้นนี้ก็มีการกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ การกู้ยืมโดยรัฐ กับภาระของหนี้กองทุนที่จะกระทบถึงบทบาทของ ธปท. และสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งจะมีการแสดงความเห็นตามมาอีกมาก ทั้งนี้ ทุกคนต่างมองไปที่ปัญหาการกู้เงินและสร้างภาระหนี้ แต่หากวิเคราะห์ถึงมาตรการของรัฐในกรณีอื่นๆ ด้วย โดยคิดให้ลึกแล้ว ปัญหาที่เกิดแล้วและที่กำลังจะหนักข้อมากขึ้นกับเป็นไปอย่างเงียบเชียบ แต่เป็นภัยอันตรายใหญ่หลวง คือ ปัญหาจากการปรับอัตราเงินเดือนคนจบใหม่ให้เป็น 15,000 บาท    

ซึ่งจะก่อปัญหายุ่งยากตามมา 2 ประการคือ

1) การไม่ได้ปรับขึ้นพร้อมกันทั้งหมด ทำให้ไม่เสมอภาคเท่าเทียมกัน

2) การขึ้นให้กับคนใหม่ได้เริ่มต้นในอัตราสูง โดยคนเก่าที่ทุ่มทำมาก่อน ถูกละเลย กลายเป็นการบั่นทอนทำให้เสียกำลังใจ อันถือเป็นความผิดพลาดในการบริหารคนหรือทุนมนุษย์ (Human Capital) อย่างจัง

เพราะการขึ้นเงินเดือนข้าราชการผู้จบปริญญาตรีเข้าใหม่ ให้ได้เริ่มจาก 15,000 บาท ตามที่หาเสียงไว้ โดยออกมาพร้อมกับข่าว พ.ร.ก. 4 ฉบับข้างต้น เท่ากับเป็นการหาเสียงจากคนหนุ่มสาว แต่กลับก่อเรื่องที่น่าเป็นห่วง คือ ข้าราชการจำนวนมาก ที่ได้มีประสบการณ์ทำงาน ผ่านร้อนผ่านหนาว มีความชำนาญในงานต่างๆ โดยเฉพาะ ในงานบริการ ต่างๆ เช่นเป็นครู อาจารย์  หรือบุคลากรทางเทคนิคต่างๆ เช่นพนักงานในปฏิบัติงานในห้องรังสี หรือพนักงานปฏิบัติการอื่นๆ กับการดำเนินงานในสำนักงานก็ตาม โดยมีจำนวนไม่น้อย ที่ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้างานอยู่แล้ว ซึ่งคนกลุ่มนี้ มีจำนวนไม่น้อยและเป็นกลุ่ม Backlog ที่สำคัญต่อผลการทำงานทั้งขาขึ้นและขาล่อง โดยมีจำนวนมาก เงินเดือนเกิน 15,000 บาท แล้ว (จากการทำงานนานปี) จึงไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือนในครั้งนี้ ขณะที่คนจบใหม่จะได้โอกาสได้รับค่าตอบแทนอัตราใหม่ด้วยข้ออ้างว่า เพื่อให้สอดคล้องกับการดำรงชีพในสมัยนี้ กับ ช่วยบรรเทาจากที่ได้ลงทุนเรียนด้วยค่าหน่วยกิตที่แพงมาก จึงจำเป็นต้อง Start Up ให้กลุ่มนี้ได้รับ 15,000 บาท ทันที ฟังดูคล้ายกับจะยุติธรรมดีแล้ว

แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ ขณะที่เพิ่มอัตราเงินเดือนให้คนจบใหม่สูงขึ้นนี้ ก็เพื่อหวังจะจูงใจ ให้คนหนุ่มสาวพอใจกับมีแรงจูงใจการทำงานที่ดี แต่ที่ตรงข้ามกันคือ คนเก่าที่ทำมานาน โดยเริ่มจากเงินเดือนที่ต่ำกว่ามากและทำมานานปีแล้วต้องถูกเด็กจบใหม่ทาบมาติดๆ หรือบางคนอาจจะแซงหน้าคนเก่าที่ทำมานาน เช่นนี้เท่ากับเป็นการผลักภาระแบบขอไปทีและขอถือว่าเป็น “กรรมเก่า” หรือ เรื่องผ่านไปแล้ว ให้แล้วกันไป โดยถือเป็น “ต้นทุนจม” นั้น ไม่ใช่เพียงละเลยคนเก่าเท่านั้น แต่หนักกว่าโดยมีความรู้สึกว่า ไม่ต่างจากการถูกตบหน้าทีเดียว

ตามหลักการ “เงินเดือน” จะต้องเป็นไปตามเกณฑ์สำคัญ 3 หลักที่ผสมผสาน/บูรณาการเข้าด้วยกัน คือ ก) “ความสามารถในการจ่าย” หรือมีเงินมากพอ ข) หลักมาตรฐานการครองชีพโดยให้อยู่ได้ในสภาพเศรษฐกิจนั้นๆ  ค) หลักความยุติธรรม คือ มีเหตุผลและมีความเป็นธรรม โดยเทียบกันได้ในทางต่างๆ ทุกแง่มุมระหว่างพนักงานด้วยกัน เช่น ตามความยากง่ายของงาน กับ ตามความยาวนานของเวลาที่ได้ทำงานมา ซึ่งมักเชื่อมโยงถึงประสบการณ์ กับการมีความสามารถมากขึ้น เป็นต้น

ถ้าทำได้รัฐคงอยากเอาใจทุกกลุ่ม แต่ทำไม่ได้ เพราะงบประมาณมีไม่พอ และฝืนให้ไม่ได้เพราะทุกวันนี้งบเงินเดือนข้าราชการสูงมาก จนไม่เหลือเงินสำหรับการใช้พัฒนาประเทศแล้ว  

แต่เมื่อเลือกขึ้นเงินเดือนให้กับเฉพาะกลุ่มจบใหม่เท่านั้น ภายใต้ความเงียบ เรื่องนี้จะกินใจคนเก่าอย่างรุนแรง จนเกิดความรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมกับคนเก่าที่เข้ามาก่อน ที่ได้เสียสละทำงานมาต่อเนื่องยาวนาน รวมถึงการธำรงองค์การให้เติบโตอยู่ได้ ทำให้คนจบใหม่มีงานทำ

โดยที่การเพิ่มอัตราเริ่มต้นใหม่นี้ทำตรงข้ามกับหลักเหตุผล แทนที่จะเป็นการจูงใจ (Motivate) กับ ให้มีขวัญกำลังใจ (Morale) ดีขึ้น กลับกลายเป็นการดูถูกและบั่นทอนขวัญกำลังใจ (Demoralized) คนเก่าทั้งหลาย ทำให้การความจงรักภักดีหายไป แล้วความรู้สึกจะถูกแทนด้วยความเกลียดชังเรื่อยไปจนถึงเลือกตั้งครั้งต่อไป แล้วผลเสียจะกลายเป็นความเสี่ยง

เรื่องนี้นอกจากจะทำผิดหลัก “ความยุติธรรม” และความเสมอภาค” แล้ว ยังผิดต่อหลักการบริหาร นั่นคือ การคิดและตัดสินใจแบบแยกส่วน โดยไม่สามารถคิดและบริหารเป็นเชิงระบบ จึงเป็นการจัดการของ “นักบริหารอ่อนซ้อม” แบบหนึ่งเท่านั้นเอง

 

โดย : ธงชัย สันติวงษ์

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com





จำนวนผู้ชม 4474 ครั้ง




ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน





ติดต่อสอบถาม | ลงประกาศงาน & โฆษณา : sale@siamhrm.com | โทร. 08-8881-6100 (ฝ่ายขาย)
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: 0992001714965 | เลขที่ใบทะเบียนพานิชย์ : 0101549820078
SIAMHRM.COM :รวมพลคน HR หาคนทำงาน หางาน คุณภาพ