CSR Hot Issues 2010

CSR Hot Issues 2010 | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : CSR Hot Issues 2010, ข้อมูลเกี่ยวกับ CSR Hot Issues 2010



ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2552 ที่ผ่านมา ต้องนับว่ากระแสการขับเคลื่อนแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ (corporate social responsibility : CSR) นั้นอาจจะเรียกว่าก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงที่สุดของความ ตื่นตัวนับตั้งแต่แนวคิดนี้เข้ามาสู่ประเทศไทยในช่วง 4-5 ปีหลัง

แม้ในภาพรวมจะยังต่างในแง่ของความเชื่อ และแนวคิด ขณะที่ธุรกิจจำนวนหนึ่งเชื่อว่า CSR จะต้องผสานเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการในการดำเนินธุรกิจ จำนวน ไม่น้อยก็ยังเชื่อว่า CSR เป็นเพียงส่วนเสริมและเป็นการ "คืนกำไรสู่สังคม" ซึ่งธุรกิจพึงทำในฐานะพลเมืองที่ดีในการดำเนินการผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมเพียงเท่านั้น

ไม่ว่าใครจะเลือกเชื่อและเลือกทำในแบบใด แต่หากทอดสายตายาวไกลไปข้างหน้ากับประเด็นร้อนและความเคลื่อนไหวภายใต้ร่มเงา CSR ที่ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้รวบรวมมานำเสนอในฉบับนี้นั้น จะเป็นประโยชน์เพียงพอที่ทำให้คนขับเคลื่อน CSR ในหลายองค์กรนั้นสามารถนำไปปรับปรุง เปลี่ยนแปลง สิ่งที่เคยมี เคยทำให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น และทำให้ CSR ที่ขับเคลื่อนอยู่สามารถนำพาองค์กรก้าวเดินไปสู่ถนนของความยั่งยืน และสร้างคุณค่าให้กับสังคมและองค์กรได้ อย่างที่ต้นธารของความคิดในเรื่อง CSR หวังว่าจะให้เป็น

และนี่คือทั้ง 12 ประเด็นที่เราเชื่อว่าจะร้อนแรงยิ่งในปี 2552

1.การมีส่วนร่วมของพนักงาน

ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่คนมักพูดถึงต่อการขับเคลื่อน CSR ในองค์กร คือ การสร้างพนักงานที่มีจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ หากแต่ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย กระทั่งองค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง "เนสท์เล่" ที่ทำงานด้านนี้มายาวนาน ยังใช้เวลากว่า 4-5 ปีในการปลุกจิตสำนึกที่ว่าผ่านช่องทาง "อาสาสมัคร พนักงาน" และแม้กระทั่งหากสแกนดูองค์กรธุรกิจที่เป็น "ผู้นำ" ในเรื่อง CSR อาทิ ดีแทค ธนาคารไทยพาณิชย์ เซ็นทรัลพัฒนา ฯลฯ ผู้ที่รับบทบาทในการขับเคลื่อน CSR ในองค์กรนั้นยังยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่สุดในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และทำให้พนักงานเชื่อเช่นเดียวกับสิ่งที่องค์กรเชื่อ ทั้งเรื่อง "จิตอาสา" (employee volunteer) ตลอดจนการเทรนนิ่งความรู้ด้าน CSR ให้กับพนักงานของธุรกิจ จึงเป็นเรื่องในกระแสที่เชื่อว่าจะเห็นว่าธุรกิจต่างให้น้ำหนักมากขึ้นและมากขึ้นในปี 2553

2.ก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (low carbon society)

หากจะสังเกตในปี 2552 ที่ผ่านมา เริ่ม ปรากฏให้เห็นการประกาศตัวขององค์กรธุรกิจ ภายใต้แนวคิดการก้าวสู่ "สังคมคาร์บอนต่ำ" หรือ low carbon society โดยไม่เพียงแต่มีการกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ยังมีการลงทุนปรับปรุงกระบวนการดำเนินธุรกิจในทุกด้านเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ว่า ก่อนหน้าที่จะหยุดยาวปีใหม่ไม่กี่วัน คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Business Council for Sustainable Development : TBCSD) ซึ่งมีสมาชิกเป็นองค์กรธุรกิจชั้นนำ อาทิ บางจากปิโตรเลียม โคคา-โคลา ธนาคารกรุงไทย ฯลฯ ก็เพิ่งประกาศให้เรื่องนี้เป็นทิศทางของปี 2553 ขององค์กร โดยให้เหตุผลว่าในช่วงที่ผ่านมา สมาชิกในเครือข่ายต่างก็หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และมีการดำเนินการในทางปฏิบัติมาก ดังนั้นจึงถึงเวลาที่จะมีการตกลงและออกมาตรการร่วมกันเพื่อเป็นแนวปฏิบัติให้เกิดผลกระทบภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น

3.การมาถึงของร่องรอยคาร์บอน (carbon footprint) และฉลากคาร์บอน (carbon label)

ในปีที่ผ่านมาเริ่มมีธุรกิจชั้นนำในไทย ประกาศนำร่องในเรื่องของ "ร่องรอยคาร์บอน" หรือ "คาร์บอนฟรุตพรินต์" อาทิ เทสโก้ โลตัส ซีพีเอฟ ฯลฯ

ซึ่งเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนในฝั่งผู้ผลิต โดยดูแลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรของการทำธุรกิจ ขณะที่ฉลากคาร์บอน หรือคาร์บอนเลเบล ถือเป็นการแก้ปัญหาเดียวกันในฝั่ง ผู้บริโภค ปัจจุบันในไทยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก องค์การมหาชน (อบก.) ได้ให้กำเนิดฉลากคาร์บอนแล้วในไทย ซึ่งจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เพื่อเป็นส่วนประกอบให้ผู้บริโภคตัดสินใจ และในอนาคตเชื่อว่านี่จะกลายเป็นมาตรการที่ผู้ซื้อและร้านค้าปลีกทั่วโลกจะให้ความสำคัญ ดังนั้นถ้าใครยังไม่รู้จักทั้ง 2 เรื่องนี้จะรู้จักดียิ่งขึ้นในปีนี้อย่างแน่นอน

4.การรณรงค์สร้าง "ผู้บริโภค ที่มีความรับผิดชอบ" (responsible consumer)

ดร.สุทธิศักดิ์ ไกรสรสุธาสินี ผู้เชี่ยวชาญ CSR จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเสนอแนวทางไว้ว่า การจะให้ CSR เกิดในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เพียงการพัฒนาในฝั่งองค์กรธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันต้องสร้างความแข็งแกร่งและสร้างจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในหมู่ "ผู้บริโภค" เพราะหากเมื่อใดที่ผู้บริโภคใช้ปัจจัยเรื่องการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ย่อมเป็นเรื่องผลักดันสำคัญที่จะทำให้เกิดการพัฒนาในฝั่งธุรกิจ แม้ที่ผ่านมาเรื่องนี้ในไทยจะยังไม่เข้มแข็งนัก แต่การเปิดตัวโครงการการค้าผูกพันของ "เอสซีจี" เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ในการส่งเสริมให้พนักงานเป็นผู้บริโภคที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว เป็นสัญญาณที่ดีว่าเรื่องนี้น่าจะกลายเป็นประเด็นที่คนขับเคลื่อน CSR ในแต่ละองค์กร ต้องจับตาและเดินตามรอยผู้นำในอนาคตอันใกล้

5.ขยับก้าวจาก "สินค้าสีเขียว" (green product) สู่ "สินค้าเพื่อสังคม" (social product)

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีธุรกิจจำนวนมาก "ลอนช์" ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่หากสแกนความเคลื่อนไหวแบบจริง ๆ จัง ๆ จะเห็นว่า มีความพยายามของหลายองค์กรที่จะผสานคุณค่าทางสังคมเข้าไปในตัวผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญในลักษณะที่ผูกติดสินค้ากับการบริจาค อาทิ การนำส่วนแบ่งจากยอดขาย เป็นต้น อย่างไรก็ตามการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ "ไลอ้อน" แห่งเครือสหพัฒน์ ที่เปิดตัวสินค้าภายใต้แบรนด์ "ซื่อสัตย์" โดยหวังผลให้เกิดการรณรงค์ทางสังคมเพื่อกระตุ้นให้ ผู้บริโภคตระหนักกับเรื่องคุณธรรมและความซื่อสัตย์ และเป็นสินค้าที่ตอบสนองด้านความรู้สึกไปพร้อมกับคุณสมบัติการใช้งาน และนี่น่าจะเป็นเกมรุกด้านการตลาดที่น่าจะมีผู้ตามมาอีกมากมายในไม่ช้า

6.การคิกออฟ ISO 26000

หลังจากปีที่ผ่านมา ธุรกิจจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่มีความตื่นตัวในการปรับตัวเตรียมพร้อมรับมาตรฐานใหม่อย่าง ISO 26000 มาตรฐานว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ใหม่เอี่ยมแกะกล่องและพร้อมที่จะประกาศใช้ในปี 2553 นี้ ดังนั้นทันทีที่มาตรฐานนี้ประกาศใช้ แม้ว่าจะเป็นมาตรฐานที่เป็นไปตามความสมัครใจและไม่ต้องมีการรับรอง แต่ก็เชื่อว่าจะได้รับความสนใจและขยายวงสู่ธุรกิจในเซ็กเตอร์อื่น ๆ อย่างแน่นอน

7.สู่มาตรฐานในระดับเซ็กเตอร์

ไม่ใช่แค่ ISO 26000 ที่จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อน CSR ในองค์กรธุรกิจไทยให้มีมุมมองที่กว้างขวางขึ้นและหลากมิติมากขึ้นกว่าการทำงานในระดับกิจกรรมเพื่อสังคม ในเวลาเดียวกันทั้งสัญญาณจากนักวิชาการที่ติดตาม CSR ในไทย ตลอดจนผู้นำในองค์กรธุรกิจจำนวนหนึ่งต่างเห็นพ้องกันว่า มาตรฐานการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับเซ็กเตอร์ หรือมาตรฐานเฉพาะในรายอุตสาหกรรม จะปรากฏให้

เห็นมากขึ้นในปีนี้ และจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้แต่ละธุรกิจต้องทำงาน CSR อย่างเป็นระบบมากขึ้น ดูอย่างความพยายามในการปรับตัวของ "การบินไทย" ในช่วงไม่นานมานี้ ก็เป็นเพราะในอุตสาหกรรมการบินได้มีข้อตกลงร่วมกันในการที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ และนั่นรวมถึงการออกกฎหมายของประเทศในสหภาพยุโรป ที่ชัดเจนว่าสายการบินที่ไม่สามารถลดคาร์บอนได้ตามเป้าหมายที่เขาวางไว้จะไม่สามารถทำการบินได้ และนี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ที่พอจะทำให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นของการที่ธุรกิจจะต้องเร่งเครื่องทบทวนและปรับปรุง CSR ขององค์กรในอนาคต

8.จับตาการก่อตัวของการลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (SRI) และนักลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (responsible investor)

จะว่าไปการลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (social reponsible investment : SRI) และนักลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (responsible investor) ไม่ได้เป็นประเด็นที่ใหม่นัก และในต่างประเทศอย่างในสหรัฐอเมริกา ในระยะเวลาเพียง 10 ปีมีการลงทุนในลักษณะที่ว่านี้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยมีจำนวนสินทรัพย์ที่เพิ่มมากขึ้นจาก 600 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2538 มาเป็น 2,300 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 ที่ผ่านมาในวงเล็ก ๆ ของนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต่างก็เริ่มพูดถึงเรื่องนี้มาพักใหญ่ คาดการณ์กันว่าในปี 2553 เรื่องนี้จะเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากการประกาศแนวปฏิบัติการพิจารณาการลงทุนด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในไทย ซึ่งต้องติดตามแบบห้ามกะพริบตา

9.รายงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (social report/SD report)

แม้ว่าปัจจุบันจะมีธุรกิจที่ประกาศ นโยบาย และมีการดำเนินงานด้าน CSR จำนวนมาก หากแต่ในมุมของการสื่อสารให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) รับรู้เรื่องราวดังกล่าวยังแทบไม่ปรากฏ แต่จากการสำรวจของ "ประชาชาติธุรกิจ" เมื่อไม่นานมานี้พบว่า มีองค์กรธุรกิจจำนวนหนึ่งที่กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการที่จะดำเนินการเรื่องนี้ในอนาคตอันใกล้ จึงมีความเป็นไปได้มากว่าในปี 2553 นี้ นอกจากจะเห็นรายงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือรายงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังจะเห็นพัฒนาการในการจัดทำรายงานที่เทียบเคียงในระดับสากลมากขึ้นด้วย

10.ผู้ประกอบการทางสังคม (social enterprise)

ในประเทศอังกฤษ ขณะที่เศรษฐกิจแทบจะโงหัวไม่ขึ้นและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่ปรากฏชัดเจนว่า กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ผู้ประกอบการทางสังคม" ซึ่งมีวัตถุประสงค์ของการทำธุรกิจที่ไม่เพียงธุรกิจอยู่รอด แต่ยังมีเป้าหมายที่จะช่วยเยียวยาและแก้ปัญหาสังคมเรื่องใดเรื่องหนึ่ง กลับมีรายได้และอัตราการเติบโตแบบสวนทางกับผู้ประกอบการปกติ ในปี 2552 นอกจากเราจะมีโอกาสได้ยินคำนี้ และเริ่มเห็นผู้ประกอบการทางสังคมแบบตัวเป็น ๆ ปรากฏผ่านหน้าสื่อมากขึ้น ในปี 2553 ยังมีโครงการและกิจกรรมเป็นจำนวนมากที่เชื่อว่าจะทำให้เรื่องนี้มีการขยายตัวมากขึ้นในบ้านเรา โดยเฉพาะความพยายามในการเชื่อมโยงการทำงาน CSR ของธุรกิจกับการดำรงอยู่ของผู้ประกอบการทางสังคม ส่วนจะเป็นอะไรยังไงเป็นเรื่องที่ยังต้องติดตาม

11.การลงทุนทางสังคมและการพัฒนาสังคม (community improvement)

โครงการเพื่อสังคมและกิจกรรมเพื่อช่วยพัฒนาชีวิตผู้คนในสังคม ที่แม้จะมีอยู่มากแล้วในปัจจุบัน ในปี 2553 นี้ก็เชื่อว่าจะยังมีโอกาสพบเจอโครงการและกิจกรรมเหล่านี้อยู่ เพราะจะอย่างไรนี่ถือเป็นบริบททางสังคมที่สำคัญในประเทศกำลังพัฒนาเช่นบ้านเรา ที่ยังมีช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน และยังคงมีปัญหาที่ดำรงอยู่ในหลายพื้นที่ที่ภาครัฐไม่สามารถจะเข้าไปมีส่วนเยียวยา เพียงแต่เชื่อว่าในปี 2553 จะเริ่มเห็นวิธีการทำงานที่ต่างออกไป ทั้งในลักษณะของการทำงานร่วมกับพันธมิตรกับองค์กรพัฒนาเอกชน รวมถึงการพยายามพัฒนาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิ ผลมากขึ้น เพราะการทำเรื่องนี้แบบ หลอก ๆ กำลังส่งผลเสียถึงความเชื่อมั่น และเป็นบทเรียนแล้วกับหลายองค์กร

12.หนทางสู่ความร่วมมือระดับเครือข่าย (CSR networking)

ในปี 2552 การเกิดขึ้นของ CSR Club ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯกว่า 27 องค์กร เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการ CSR ที่กำลังก้าวข้ามจากเส้นแบ่งแบบต่างคนต่างทำ มาสู่การทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดผลกระทบในเชิงบวกที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นหากติดตามความเคลื่อนไหวจะเห็นว่าในปี 2552 ถือเป็นปีแห่งการเริ่มต้นในการพัฒนาโครงการร่วมกันขององค์กรธุรกิจมากมายหลายโครงการ ซึ่งเป็นการแบ่งปันทั้งทรัพยากรและจุดแข็งที่แต่ละคนมีมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน เพื่อให้โครงการมีความแข็งแรงขึ้น และเชื่อว่าจะได้เห็นภาพของการสานต่อการทำงานในระดับความร่วมมือแบบนี้เพิ่มมากขึ้นในปี 2553

หน้า 21

ที่มา : วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4172  ประชาชาติธุรกิจ




ลงวันที่ 05/01/2010 21:44:33
จำนวนผู้ชม 3448 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์