
|
เหตุเพราะการสัมมนาภายใต้หัวข้อ "สถานะการเพิ่มผลผลิต และบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย" เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วนด้วยกันคือกระทรวงอุตสาหกรรม สภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ธนาคารโลก และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
จึงทำให้หัวข้อของสัมมนาดังกล่าว จึงพุ่งเป้าไปที่สถานะการเพิ่มผลผลิต และบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมองเผินๆ เหมือนจะเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรรมเพียงอย่างเดียว แต่ลึกลงไปกว่านั้น เรื่องดังกล่าวกลับเกี่ยวข้อง และเกี่ยวเนื่องกับทุนมนุษย์ในประเทศไทยด้วย
ยิ่งเฉพาะทุนมนุษย์ที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรม
เหตุนี้เอง จึงทำให้ "ดร.ชูไบ เหลา" ผู้บริหารของธนาคารโลก ประจำสหรัฐอเมริกา และ "ดร.กิริฎา เภาพิจิตร" นักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก จึงได้จัดทำวิจัยฐานข้อมูลดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมในภาคส่วนต่างๆ
เบื้องต้น "ดร.ชูไบ" นำเสนอกลุ่มตัวอย่างของกิจการที่ได้ทำการสำรวจว่า...เราทำการสำรวจระดับผลิตภาพ และบรรยากาศการลงทุนของประเทศไทย ปี 2550 ซึ่งเป็นปีที่ทำการศึกษาอย่าง ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกทำการสำรวจในปี 2547
"ซึ่งครอบคลุมทั้งหมด 9 กลุ่มอุตสาหกรรมด้วยกันคือชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า,อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, อาหารแปรรูป, เฟอร์นิเจอร์, เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม, เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ยาง และพลาสติก และสิ่งทอ ซึ่งมีทั้งหมด 1,043 กิจการ"
มิหนำซ้ำ "ดร.ชูไบ" ยังทำการสำรวจทั้ง 6 ภูมิภาค
ปรากฏว่าภาพรวมของบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการลงทุนเล็กน้อย
นอกจากนั้น ผลกการวิจัยยังแสดงผลถึงอุปสรรคที่สำคัญของการลงทุนทั้งหมด 4 ประการคือ
หนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนประมาณ 40.6%
สอง การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูงประมาณ 35.8%
สาม กฎระเบียบของภาครัฐที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจประมาณ 21.7%
สี่ คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 12.5%
ยิ่งเฉพาะในส่วนของการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูง ทั้งนั้นเพราะผลวิจัยชี้ชัดว่าระยะเวลาล่าสุดที่ใช้ในการสรรหาแรงงานฝีมือที่ใช้ในภาคส่วนการผลิตนั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ประเทศไทยมีเวลาสรรหาแรงงานฝีมือประมาณ 5.2% ต่อสัปดาห์ คิดเป็นอันดับที่ 2
ขณะที่อันดับที่ 1 คือบราซิล ประมาณ 8.8 % เยอรมนี 3.7% เกาหลี 3.4% อินเดีย 3.2% รัสเซีย 2.9% ตุรกี 2.3% และอินโดนีเซีย 1.6% ตามลำดับ
นอกจากนั้น "ดร.ชูไบ" ยังสำรวจพบว่าการขาดความรู้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ ผู้ประกอบการลังเล โดยเฉพาะกิจการขนาดเล็ก เผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจด้วย
ผลเช่นนี้เอง จึงทำให้ "ดร.กิริฎา เภาพิจิตร" นักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก จึงมองเสริมว่า การขาดทักษะแรงงานเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเคลื่อนที่เข้าสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ และไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยเท่านั้น หาก "ดร.กิริฎา" ยังเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในระหว่างปี 2002-2007 ด้วย
ซึ่งพบว่า ประเทศบราซิลเอง ก็ขาดทักษะทางด้านแรงงานที่มีผลต่อเศรษฐกิจฐานความรู้มากเป็นอันดับ 1 คือคิดเป็น 40% ในปี 2003 ขณะที่ประเทศไทยมากเป็นอันดับ 2 คิดเป็น 38% ในปี 2007 และในปี 2004 คิดเป็น 30%
อันดับ 3 คือ จีน คิดเป็น 30% ในปี 2003 อันดับที่ 4 คือ มาเลเซียคิดเป็น 25% ในปี 2005 ส่วนประเทศเวียดนามมาเป็นอันดับ 5 คิดเป็น 23% ในปี 2005
ผลเช่นนี้เอง จึงทำให้ "ดร.กิริฎา" ตั้งข้อสังเกตว่าแรงงานฝีมือในขบวนการผลิตของประเทศไทยขาดแคลนมากกว่าประเทศอื่นๆ เมื่อเทียบสัปดาห์/สัปดาห์ ด้วยกัน
ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ใช้ในการหาแรงงานฝีมือในขบวนการผลิต ประเทศไทยจะสูงมากถึง 5.2% เมื่อเทียบกับประเทศเกาหลีประมาณ 3.4% และประเทศอินโดนีเซีย 1.6% เท่านั้นเอง
ในทางกลับกัน เวลาที่ใช้ในการหาแรงงานไร้ฝีมือในขบวนการผลิตประเทศไทยก็จะประมาณ 2.2% ขณะที่ประเทศเกาหลี 2.1% และประเทศอินโดนีเซียเพียง 1.0% เท่านั้นเอง
ถึงตรงนี้ "ดร.กิริฎา" จึงมองว่า เหตุที่การสรรหาพนักงานใหม่ใช้เวลานาน เนื่องจากผู้สมัครงานขาดทักษะแรงงานที่ ผู้ประกอบการต้องการ
อาทิ ภาษาอังกฤษมากเป็นอันดับหนึ่งคือ 90% นอกจากนั้นคือเทคโนโลยีสารสนเทศ 82% การคิดคำนวณ 60% ความคิดสร้างสรรค์ 45% และภาวะผู้นำ 43%
นอกจากนั้น คงเป็นเรื่องของการติดต่อสื่อสาร การบริหารเวลา การแก้ไขปัญหา การเข้าสังคม การปรับตัว การทำงานเป็นทีม และทักษะเฉพาะด้าน
ซึ่ง "ดร.ชูไบ" มองว่าการขาดแคลนทรัพยากรบุคคลในด้าน
ต่างๆ ที่กล่าวมา ไม่เพียงจะทำให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อการทำงานในองค์กร หากยังส่งผลต่อการทำนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วย
ยิ่งเฉพาะนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี, นวัตกรรมขั้นตอนการผลิต, นวัตกรรมผลิตภัณฑ์, นวัตกรรมทางด้านการค้า และนวัตกรรมทางด้านการตลาด
นอกจากนั้น "ดร.ชูไบ" ยังชี้ให้เห็นว่าปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดข้อจำกัดในการทำนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ ใน 9 กลุ่มอุตสาหกรรมคือ
ต้นทุนการทำนวัตกรรมสูง คิดเป็น 43.6% ขาดบุคลากรที่มีประสบการณ์ และความสามารถ 42.7% ความรู้ไม่เพียงพอเกี่ยวกับโครงการนวัตกรรมที่เป็นไปได้ 9.4% และการทำนวัตกรรมให้ผลตอบแทนต่ำคิดเป็น 4.2%
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนส่งผลต่ออุปสรรคสำคัญของการลงทุนในประเทศไทยทั้งสิ้น ยิ่งเฉพาะในเรื่องของการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูงใน 9 กลุ่มอุตสาหกรรม
ฉะนั้น จะเห็นว่าแม้งานสัมมนาครั้งนี้ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจอุตสาห กรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่เมื่อลงรายละเอียดจะเห็นว่างานสัมมนาหัวข้อ "สถานะการเพิ่มผลผลิต และบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย" นั้น ต่างเกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับทุนมนุย์ทั้งสิ้น ยิ่งเฉพาะทุนมนุษย์ใน 9 กลุ่มอุตสาหกรรม
ที่ล้วนส่งผล และขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า เพราะอย่างที่ทราบภาคอุตสาหกรรมของภาคเอกชน ถือเป็นกลไกหลักที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต
ดังนั้น เมื่อ "ดร.ชูไบ" และ "ดร.กิริฎา" นำผลสำรวจและวิจัยมาจับใน 9 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ จึงทำให้พอเห็นภาพร่างว่าทำไมทิศทางการลงทุนในประเทศไทยจึงเกิดความผันผวน
อย่างที่ทราบภาคการเมืองเป็นตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการสะดุด แต่เมื่อมาดูในผลสำรวจและวิจัยจะเห็นว่าอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อการลงทุนในประเทศไทย ล้วนไม่มีข้อมูลบ่งชี้ถึงความผันผวนทาง การเมืองเลย
นั่นก็เชื่อได้อย่างหนึ่งว่าในปี 2551 ซึ่งคาบต่อกับปี 2552 ทิศทางการลงทุนของนักลงทุนในประเทศไทย คงน่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ซึ่งก็หวังได้แต่เพียงให้เป็นเช่นนั้นจริงๆ ?
หน้า 33
ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ