กลยุทธ์ "ใจ" ของซัยโจ เด็นกิ "พนักงานคือครอบครัวของผม

กลยุทธ์ "ใจ" ของซัยโจ เด็นกิ "พนักงานคือครอบครัวของผม | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



ไม่บ่อยครั้งนักที่สัมภาษณ์ใคร มักจะได้คำตอบหลายมิติอย่างครบถ้วน แต่สำหรับ "สมศักดิ์ จิตติพลังศรี" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัยโจ เด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กลับเป็นผู้นั้นเรื่องการบริหารจัดการ เขาก็สามารถคุยได้เรื่องกลยุทธ์การตลาด เขาก็สามารถคุยได้ทั้งยังคุยลงลึกถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในบริษัท ที่ใครจะเชื่อล่ะว่าผู้ชายที่ชอบศึกษาธรรมะ ชอบทำบุญเป็นชีวิตจิตใจ กลับมองว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นของซัยโจ เด็นกิ กลับไม่ใช่เขาคนเดียวแต่กลับเป็นพนักงานทุกคนพนักงานที่ต้องปากอิ่ม ท้องอิ่มก่อน ถึงจะทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปอย่างมีทิศมีทาง



ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่า ก้าวต่อไปข้างหน้าของซัยโจ เด็นกิ ไม่เพียงจะเดินเครื่องขับเคลื่อนองค์กรด้วย 3 ประสาน หนึ่งธุรกิจ สองการวิจัยและพัฒนา และสามการพัฒนาคนโดยเฉพาะเรื่อง "คน" ที่ "สมศักดิ์" มองว่าจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญต่อการสร้างบริษัท ซัยโจ เด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้เติบโตอย่างยั่งยืนลองไปฟังดู ?

- ความสำเร็จของซัยโจฯประกอบด้วยอะไรบ้าง ? อาจจะมองย้อนจากอดีตสู่ปัจจุบัน รวมถึงการจะก้าวข้ามไปสู่อนาคตได้อย่างไรในธุรกิจที่แข่งขันรุนแรงเช่นนี้

ใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนใหญ่คนของเรามักพูดอยู่เสมอว่าให้ใช้ใจทำงาน แต่ใจที่ใช้ ถ้าไม่มีสมองควบคุมจะขาดคุณธรรม และอาจกลายเป็นอันธพาลได้ (หัวเราะ) ดังนั้น เรื่องที่ผมเชื่อ และเป็นผลที่ทำให้เกิดวันนี้ขึ้นมาได้ เนื่องมาจากการอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสภิกขุเรื่องแก่นพุทธศาสน์ และปาฏิหาริย์ในการตื่นไปสู่พุทธธรรม ผมจึงเข้าใจระดับหนึ่งว่าคำว่าสำเร็จที่ใจคืออะไร

อันหนึ่งต้องมีใจที่เบิกบาน ใสพอ จึงจะเกิดปัญญาที่เฉียบแหลม คนส่วนใหญ่มองใจปนกับความรู้สึก ซึ่งความรู้สึกเป็นสิ่งสัมผัสจากภายนอก ตรงนี้ทำให้หนีไม่พ้นกิเลส ทำให้ใจได้รับสิ่งที่ผิด เข้าใจสิ่งที่ผิด จึงตัดสินจากปัญญาที่ผิดนั่นเอง

ฉะนั้น หัวใจสำคัญที่สุดคือพยายามทำใจของเราให้สงบ เมื่อใจคุณสงบจะเกิดความรู้สึกจากตัวเองว่ามันนิ่ง น้ำที่ใสเพราะมันนิ่ง ถึงแม้ว่าเราดูมันใส แต่จริง ๆ แล้วฝุ่นอาจเจือปนก็ได้

ดังนั้น สิ่งที่ถามว่าซัยโจฯมองความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างไร ผมขอตอบว่าเราเริ่มสร้างคุณธรรมให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของเราเองตั้งแต่ 30 กว่าปี จนถึงปัจจุบัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมแต่ละปี ซัยโจฯถึงให้การสนับสนุนองค์กรการกุศลอยู่บ่อยครั้ง

- แต่เส้นทางของซัยโจฯก็มีขวากหนามเยอะ ยิ่งเมื่อตอนวิกฤตค่าเงินบาท ก็ประสบปัญหาค่อนข้างหนัก ทำไมถึงกอบกู้กลับมาได้ ?

ตอนนั้นเป็นวิกฤตประเทศ เราเป็นองค์กรหนึ่งที่อยู่ในประเทศนี้ ผมยอมรับว่าเราเป็นหนี้จากวิกฤตลดค่าเงินบาทประมาณ 500 ล้านกว่าบาท ถือว่าหนักหนาสาหัสมาก ผมรู้สึกเลยว่าเราจะฝ่าวิกฤตอย่างไรถึงจะให้บริษัทอยู่รอด

ผมมานั่งทบทวน จนพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่คน เพราะขณะนั้นพนักงานระส่ำระสาย โรงงานจะเจ๊ง โรงงานข้าง ๆ ก็เจ๊งกันเกือบหมดแล้ว ผมจึงนัดประชุมใหญ่ คุยกันตรงบริเวณโรงงานเนี่ยแหละ ไม่มีห้องประชุม ผมใช้โทรโข่งบอกพนักงานทั้งหมดว่าบริษัทเรายังแข็งแรง และเพื่อยืนยันว่าเราจะอยู่ร่วมกันสู้ต่อไป ผมขอประกาศจ่ายโบนัสปีละ 2 ครั้ง ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะหากคุณไม่ให้โบนัสพนักงาน แสดงว่าคุณอาจเลย์ออฟพนักงานก็ได้ เพราะใคร ๆ ก็ทำอย่างนี้ทั้งนั้น

ถามว่าทำไมผมถึงกล้า ก็เพราะผมเห็นแล้วว่าหนี้ 500 ล้านบาท เราสามารถผ่อนแบงก์ได้ตั้ง 5 ปี แต่หากเราไม่มีคนทำงาน เราจะเอาอะไรไปผ่อนเขาล่ะ ผมจึงมองข้ามชอตไปว่าตอนนี้กระเป๋าไม่มีเงินก็จริง แต่เราต้องหาเงิน โดยเริ่มจากพนักงานของเราร่วมกับตัวผมต่อสู้กับวิกฤตครั้งนี้

พูดง่าย ๆ คือถ้าเราไม่ให้กำลังใจเขา ในขณะที่ทุกคนไม่มีเงินเลย เราจะเหลืออะไร

- แล้วในส่วนของดีลเลอร์ล่ะ อธิบายแบบเดียวกันไหม

เราเรียกดีลเลอร์ทุกคนประชุม ถึงขั้นถามว่าจะปิดโรงงานดีไหม ตอนนั้นดีลเลอร์มีประมาณเกือบ 100 รายทั่วประเทศ สิ่งที่น่าห่วงคือเราใช้วิธีปล่อยเครดิต หากดีลเลอร์ไม่มีความเชื่อมั่น เช็คต้องเด้งแน่ เราก็ตาย

ฉะนั้นสิ่งที่จะต้องคิดคือสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า ภารกิจนี้เราสามารถฟันฝ่าไปได้ โดยมีกำไรคอยช่วยเหลือ ดีกว่าใช้ความคิดที่ว่าเราปิดดีไหม ดังนั้นดีลเลอร์ทุกรายจึงบอกว่า เฮ้ย ! เสี่ยไม่ต้องปิด สู้ได้สบาย ไม่ต้องลดราคาด้วย พวกเราร่วมกัน เพราะว่าตอนนั้นคู่แข่งหลายรายถอยหมดแล้ว มีแต่ซัยโจฯยี่ห้อเดียวที่ฮึกเหิม จึงกลายเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ที่ทำให้เราขายได้มากขึ้น

ดีลเลอร์ก็เชื่อมั่นว่าบริษัทเราแข็งแรง เพราะเขามีใจให้กับเรา เชื่อไหมทุกคนไม่มีใครเบี้ยวบริษัทเลย

ผมถึงมองว่า เราต้องสร้างความหวังให้กับเขาว่าตอนนี้เราแข็งแรงนะ เราสบาย เราทำกำไรดีกว่า เพราะเราลดราคาลูกค้า คือเหมือนกับว่าดีลเลอร์ได้ราคาพิเศษ แล้วคุณไม่ต้องลดราคา มันก็กลายเป็นว่าไปเพิ่มกำไรให้กับเขา ทำให้เขามั่นใจ

อีกอันหนึ่งคือการวิ่งไปต่างประเทศ เพราะเรารู้ว่าค่าเงินบาทจาก 25 บาท/1 U.S. กลายเป็น 56 บาท/1 U.S. สิ่งที่เราต้องคิดคือถ้าเราสามารถขายสินค้าส่งออกไปได้ เราจะไม่ขาดทุน

เราจึงต้องวิ่งไปหาลูกค้าต่างประเทศ ขณะที่ลูกค้าต่างประเทศก็ตกใจ เพราะโรงงานในเมืองไทยส่วนใหญ่ปิด ไม่มีกำลังในการส่ง แต่เรากลับวิ่งไปหาเขา เพื่อจะขายแอร์ให้กับเขา ก็เลยกลายเป็นขายได้เยอะขึ้น พูดง่าย ๆ คือภายใน 2 ปี เราสามารถฟื้นสภาพจากเดิมที่มีหนี้ 500 ล้านบาท กลายเป็นไม่มีหนี้ และมีเงินกลับมาสนับสนุนยิ่งกว่าเดิมอีก

- สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดจากอะไร

อย่างแรกเลย เราไม่คิดโกงใคร อันนี้คือสิ่งที่ผมบอกว่าจะต้องอยู่ในใจเราตลอด เรามีจิตใจที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่คิดโกงใคร เราไม่คิดเบียดเบียนใคร จึงเกิดความสงบ และจะเกิดปัญญาที่ถูกต้องเอง

อย่างที่สองคือ เราต้องมองเรื่องคนว่าปัจจัยที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดมาจากคนหรือไม่ เพราะคนในยามวิกฤตเหมือนแพแตก ทุกคนอยู่ในทะเล ขอเพียงแค่มีซากเรือ

เน่า ๆ มาเราก็เกาะ แต่คุณจะทำอย่างไรถึงจะไม่ให้เรือจมไปทั้งหมด ก็คือต้องให้กำลังใจกัน ไม่ต้องห่วง ยังมีเรืออีกหลายลำรอเราอยู่ พูดง่าย ๆ คือจะต้องมีกลยุทธ์ในการให้กำลังใจกัน

แต่ทั้งหมดต้องมาจากคุณธรรม ถ้าคุณไม่มีคุณธรรม สิ่งที่คุณคิดทั้งหมดคือการหลอก เมื่อมีการหลอก หรือพูดโกหก จะไม่มีทางสำเร็จ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีการถ่ายทอดสู่พนักงานตลอด จนกระทั่งปัจจุบัน

- ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่อยากจะพัฒนาในเรื่องบุคลากรอย่างเต็มที่

ใช่...ตอนนี้กำลังมองว่าต่อไปอยากจะขยายในด้านการพัฒนาบุคลากร ทั้งในด้านทักษะการประกอบวิชาชีพ และด้านคุณธรรม รวมถึงเรื่องของการลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาครอบครัว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมมองว่าแต่ละปีที่ซัยโจฯสร้างวัด หรือสร้างสาธารณกุศลต่าง ๆ กว่า 40-50 ล้าน/ปี เราจะหยุดสร้างถาวรวัตถุแล้ว เราจะหันไปมุ่งพัฒนาคน โดยเริ่มจากคนในโรงงานของเราก่อน แล้วค่อยขยายไปถึงคนที่อยู่รอบ ๆ โรงงานของเรา

เหตุที่ต้องเริ่มอย่างนี้ เพราะเราเห็นแล้วว่าทุกอย่างสำเร็จที่คน ฉะนั้นเราจึงต้องกลับมามองที่คนอย่างจริงจัง มองว่าวันที่คุณเริ่มต้น คุณเริ่มจากอะไร ตอนที่เราทำโฆษณาครั้งแรก เรายังไม่มีฝ่ายโฆษณา ผมเป็นคนคิดคู่กับประชาชาติธุรกิจ เรียกว่ามาช่วยกันคิด ทั้งถ่ายรูป ทั้งเขียนข้อความ ก็คือต้องรู้จักการใช้คน และพัฒนาคนมากกว่า แล้วคนจะสร้างทุกอย่างเอง

- โดยเริ่มต้นจากตัวเองก่อนใช่ไหม

โหย...ไม่ได้หรอก เดี๋ยวดังเกินไป ผมมองในลักษณะที่ว่าค่อย ๆ ทีละสเต็ป คนเราเชื่อเหมือนกัน ถ้าปากท้องอิ่ม ไม่มีใครอยากเป็นโจร ตรงนี้จึงเป็นความท้าทายว่าทำอย่างไรถึงจะให้พนักงานของผมปากท้องอิ่มก่อน

- ถ้ามองแบบนี้ แสดงว่าเราต้องการวางแผนสร้างองค์กร หรือสร้างคนของบริษัทให้เกิดการพัฒนาไปสู่อนาคต ขณะที่อีกทางหนึ่ง มีความเป็นไปได้ว่ากำลังแต่งตัวให้องค์กรมีความพร้อม เพื่อรองรับไม้ต่อธุรกิจ

ตอนนี้ลูกสองคนเข้ามาช่วยทำงานแล้ว เพียงแต่เราต้องยอมรับข้อจำกัดของเมืองไทย โดยเฉพาะคนไทยระเบียบราชการไม่เอื้อต่อการพัฒนาวิจัย บางครั้งกลไกรัฐเป็นเครื่องมือของเอกชนที่ไม่บริสุทธิ์ แม้แต่

นักวิชาการไปแสวงหาผลประโยชน์โดยชะลอการพัฒนาการของตนเอง พวกนี้เรียกตัวเองเป็นอาจารย์ แต่จิตใจเขาเป็นอาจารย์หรือเปล่าไม่รู้ตรงข้ามกับคนญี่ปุ่น เกาหลีที่เขาอดทนต่อความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพัฒนา และวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี เพื่อรอโอกาสในการพัฒนาโปรดักต์

- ตอนนี้เราส่งออกไปประเทศไหนบ้าง

ประเทศแถบตะวันออกกลาง และอาเซียน ตั้งใจว่าปี 2556 จะส่งไปสิงคโปร์ ถ้าทำได้นะ เพราะตอนนี้ต้นทุนสินค้าเราแข่งกับเขาไม่ได้ เพราะกำลังการผลิตของผมมีเพียงไม่กี่แสนเครื่อง ขณะที่คู่แข่งของผมกำลังการผลิตเป็น 10 ล้านเครื่อง ต้นทุนเขาต่ำกว่าผมเยอะ ผมจึงพยายามใส่ R&D เข้าไป แต่เขาก็ตาม R&D เราทัน เราเหนื่อยกับการที่จะแข่ง แต่ยังมีโอกาสอยู่ เพียงแต่สิ่งที่ซัยโจฯมองคือถ้าเราสามารถสร้างยอดขายในประเทศของเราได้ เราจะเอายอดขายในประเทศของเราเป็นต้นทุนที่ต่ำลงสำหรับการส่งออก และนั่นจะทำให้รายได้กลับมา

- ขอถามมุมการบริหารเชิงธุรกิจ ตอนนี้คุณสมศักดิ์ถือว่าบุกเบิกมาเยอะ ในอนาคตธุรกิจเครื่องปรับอากาศคงแข่งขันกันอย่างดุเดือด รู้สึกเป็นห่วงรุ่นหลังบ้างหรือไม่

ไม่ห่วง

- เพราะอะไร

อันที่หนึ่ง ผมยังแข็งแรง อันที่สอง ลูกชายผมอายุ 19 ปี จบเกียรตินิยมอันดับ 1 วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง ลูกสาวผมตอนเข้านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เขาติด Top 20 เด็กพวกนี้ถูกหล่อหลอมมาแล้ว เรื่องใจไม่ต้องห่วง เรื่องสมองมี คอนเน็กชั่นก็ไม่ยาก เพียงแต่เขาต้องยืนบนขาของเขาเองให้ได้ คอนเน็กชั่นเป็นเรื่องของโอกาส ถ้าเราไม่เก่งไม่แกร่ง โอกาสจะมาก็ไม่มี ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือการฟูมฟักตัวเองให้ดี ถ้าเราทำสิ่งที่เป็นปัญหาภายในของเราให้ดี โอกาสจะเกิดขึ้นได้ เพราะโดยพื้นฐาน เราไม่ได้ทำธุรกิจเบียดเบียนคนอื่น เราทำเป็นสัมมาชีพ

ฉะนั้นผู้หลักผู้ใหญ่ที่จะมาจอยต์กับซัยโจฯ เขาจะไม่รู้สึกว่าเราไปดิสเครดิตเขา อีกอย่าง ซัยโจฯมีใจช่วยเหลือสังคม ปีหนึ่ง ๆ 40-50 ล้านบาท มันไม่น้อยสำหรับธุรกิจขนาดนี้ ถ้าเป็นหมื่นล้าน

คุณคิดดูว่าผมจะให้เท่าไหร่ ไม่ใช่ให้เพราะอยากดัง ไม่ใช่ให้เพราะ CSR ซัยโจฯทำสิ่งเหล่านี้มาตลอด 20-30 ปี เพียงแต่เราไม่ได้บอกใคร

- ถ้าจะให้สรุปตัวเอง ตอนนี้สิ่งที่อยากทำมากที่สุดคืออะไร

สิ่งที่ซัยโจฯอยากทำมากที่สุดคืออยากให้ซัยโจฯเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากร และคุณธรรม เพียงแต่เราไม่ได้นำสิ่งเหล่านี้มาบริหารจัดการ หรือมาพัฒนาภายใต้สำนึกของความเสียสละ ทุกคนหนีไม่พ้นสัจธรรมที่ว่าเดี๋ยวก็จากไป

ผมเกิดในประเทศไทย ยังไงผมก็ไม่ซื้อของคนอื่น จะยังไงผมก็ไม่เอาแอร์จากที่อื่นเข้ามา ผมไม่ย้ายประเทศ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่ามีกลไกมากมาย แต่คนไทยเราขาดแนวทาง

ตอนนี้ซัยโจฯจะลดการทำบุญที่วัตถุ แต่เงินไม่ได้หายไปไหน เราจะเอาเงินมาเพิ่มให้พนักงานของเรา และมาทุ่มกับการพัฒนาบุคลากรชุมชนของเรา พูดง่าย ๆ คือเบนเข็มมาที่คนแทน

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายซัยโจฯต้องการอยู่ในพื้นที่ที่เกิดประโยชน์แก่ชุมชนที่เราอาศัยอยู่ เราไม่ต้องการอยู่ในลักษณะที่เอาเปรียบ หรือเป็นกาฝาก แต่ถ้าเราทำอะไรได้ เราจะยินดี และไม่ใช่เพื่อส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นการทำความเจริญให้กับคนอื่น ๆ ที่อยู่รายรอบ

เพราะผมเชื่อว่าพนักงานของซัยโจฯทุกคนคือครอบครัวของผม

ผมจึงต้องทำให้ครอบครัวของผมมีความสุขเสียก่อน

ซึ่งเหมือนกับสิ่งที่ "สมศักดิ์" ทำอยู่ทุกวันนี้ ?

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์





จำนวนผู้ชม 3074 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์