กว่าจะรู้ (ว่าใครคือ “ผู้บริหารที่ใช่”) ก็สายเสียแล้ว

กว่าจะรู้ (ว่าใครคือ “ผู้บริหารที่ใช่”) ก็สายเสียแล้ว | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



โดย...รศ.ดร.จิรประภา อัครบวร
      
       ช่วงนี้เป็นช่วงของการเตรียมพิจารณาผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งแทนผู้ที่จะเกษียณอายุในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ บางองค์การอาจมีผู้ที่ถูกคัดสรรไว้แล้วด้วย
      
       แต่ท่านผู้บริหารระดับสูงมั่นใจได้อย่างไรว่า “คนๆนี้ คือคนที่ใช่” ?
      
       เรามาลำดับเหตุการณ์ก่อนถึงเวลานี้ว่า ผู้บริหารได้ใช้ข้อมูล และ/หรือกระบวนการใดดังต่อไปนี้ในการค้นหา “คนที่ใช่”
      
       วิธีการแรก พิจารณาผลการปฏิบัติงาน (Performance Evaluation) ที่ผ่านมาในอดีต “ควรมีผลการปฏิบัติงานในระดับดี ดีมาก ติดต่อกันเป็นเวลา … ปี” เป็นวิธีที่ใช้กันมากที่สุด และทำให้ติดกับการพิจารณาคนผิดมากที่สุดเช่นเดียวกัน เหตุผลคือ หลายองค์การยังไม่มีระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ดี ที่จะสามารถพิจารณาความแตกต่างระหว่างคนมีความสามารถในการทำงาน การบริหารงาน หรือมีภาวะผู้นำในการทำงาน
      
       ยิ่งกว่านั้นองค์การจำนวนมากยังมีโควต้า คนดี คนเก่ง ในแต่ละปี ทำให้ผลการปฏิบัติงานในอดีตไม่ใช่ผลจากการพิจารณาจริง แต่อาจถูกจำกัดด้วยโควต้าที่ได้มา
       
       อีกวิธีที่นิยม คือ เปรียบเทียบผลงาน (Ranking) ระหว่างผู้บริหารในระดับเดียวกัน ใครดูเหมือนจะโดดเด่นสุดในกลุ่ม คนนั้นก็น่าจะใช่ หากแต่ลืมพิจารณาไปว่า ตำแหน่งงานใหม่นี้อาจใช้ความรู้ ความสามารถ ต้องการคุณลักษณะของคนที่แตกต่างไปจากตำแหน่งเดิม ซึ่งทำให้การพิจารณาด้วยวิธีนี้ไม่ได้ผลเช่นกัน
       
       วิธียอดฮิตในปัจจุบัน คือ การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ที่ได้รับเลือกเป็นผู้ชิงตำแหน่ง วิธีนี้เราท่านคงทราบดีว่าไม่ต่างจากการหาเสียงของนักการเมืองที่ผ่านมา “หากท่านเลือกเรา เราจะทำ 1..2..3..4…” (แต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยทำอะไรเหล่านี้ให้ท่านเลย) ซึ่งการแสดงวิสัยทัศน์นี้หากคณะกรรมการผู้พิจารณามิได้ใช้ข้อมูลส่วนอื่นๆ ประกอบ อาจทำให้ติดกับวิสัยทัศน์ที่เตรียมมานี้ได้ (ไม่ต่างจากที่คนไทยส่วนใหญ่ในประเทศนี้ติดกับนักการเมืองไทย จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา)
      
       การพิจารณาผู้บริหารในสามวิธีข้างต้น จึงมักใช้ไม่ได้ผลในการคัดเลือก “คนที่ใช่”
      
       จากผลงานวิจัยเพื่อเปรียบเทียบความแม่นยำของเครื่องมือในการคัดเลือกบุคลากรมาดำรงตำแหน่งของ HR Magazine พบว่า การใช้เครื่องมือ “การประเมินแบบรวมศูนย์” หรือ Assessment Center มีความแม่นยำ (Validity) สูงที่สุด คือประมาณ 65%
       
       หลักการง่ายๆ ของเครื่องมือชิ้นนี้ คือ การประเมินผู้บริหารที่จะขึ้นสู่ตำแหน่ง จำเป็นต้องพิจารณาคุณสมบัติของผู้บริหารในตำแหน่งใหม่ที่จะไปดำรงอยู่ ซึ่งการใช้ข้อมูลประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Evaluation) ในตำแหน่งเดิม อาจบอกไม่ได้ว่าผู้บริหารท่านนั้น มีความสามารถในการบริหารงานในตำแหน่งใหม่ พูดง่ายๆ คือ “บริบทงานต่างไปจากเดิม อาจไม่สามารถใช้สมรรถนะเดิมทำงานใหม่ได้”
      
       ดังนั้น การประเมินด้วยแบบสอบถามทางจิตวิทยา และการใช้กิจกรรมสร้างสถานการณ์เดียวกันกับงานในอนาคต แล้วให้ผู้ถูกประเมิน ผู้บริหารเดิมในตำแหน่ง ผู้บริหารระดับสูงขององค์การ คณะที่ปรึกษา หรือคณะผู้ประเมิน (Assessors) สังเกตพฤติกรรมผู้บริหารตามสมรรถนะที่กำหนดไว้ในตำแหน่งว่ามีความสอดคล้องหรือไม่เพียงใด
      
       เครื่องมือนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการคัดเลือกสู่ตำแหน่งระดับสูงหรือตำแหน่งที่สำคัญ เพราะทำให้เรามั่นใจได้ว่าผู้บริหารที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็น “คนที่ใช่” และอาจใช้ข้อมูลจากการประเมินแบบรวมศูนย์ เพื่อคัดเลือกผู้จะมาดำรงตำแหน่ง และทายาทที่จะมาดำรงตำแหน่งในอนาคต (Successor) แล้วจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรรายบุคคล (IDP – Individual Development Plan) ในช่วงระยะเวลา 2-3 ปี เพื่อให้ผู้บริหารเหล่านี้ถึงพร้อมเมื่อต้องขึ้นสู่ตำแหน่ง
      
       เราท่านจะได้ไม่ต้องร้องว่า “กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว”


โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์





จำนวนผู้ชม 1693 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์