เจาะวิธีคิด ธุรกิจมองไกล บริหารอย่างไรให้เหนือชั้น

เจาะวิธีคิด ธุรกิจมองไกล บริหารอย่างไรให้เหนือชั้น | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



โดย พีรศักดิ์ ทองนรินทร์
 
 
       ๐ วิธีคิดที่ดีและแตกต่างเป็นปัจจัยของความสำเร็จในการทำธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน ?
      
       ๐ 10 ตัวอย่างจากหนึ่งในผู้นำธุรกิจอนาคตไกล
      
       ๐ การเติบโตของ “ซีแมซ กรุ๊ป” ในธุรกิจไอทีน่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดี
      
       ๐ เพราะผลลัพธ์ที่เกิดเห็นได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว
      
       “ซีแมซ กรุ๊ป” เริ่มต้นเติบโตจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายหมึกพิมพ์เมื่อปี 2541 ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำ จนสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจหมึกพิมพ์ และสร้างแบรนด์ “Comax” ได้สำเร็จ ไม่เพียงความสำเร็จในประเทศ ยังขยายการลงทุนไปในประเทศเวียดนามโดยตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อดำเนินธุรกิจด้านหมึกพิมพ์เพื่อจะขยายต่อไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน และเมื่อเห็นโอกาสของยุคดิจิตอลเต็มรูปแบบจึงขยายสู่ธุรกิจ Computer Accessories และ Digital Accessories พร้อมสร้างแบรนด์ “ว๊อกซ์” ให้เติบโตมาได้อย่างต่อเนื่อง
      
       “พีรศักดิ์ ทองนรินทร์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทซีแมซ รวบรวม 10 แนวคิดในการบริหารธุรกิจที่แตกต่างซึ่งใช้ได้ผลทั้งระยะสั้นและระยะยาว มาบอกเล่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

 
 
 
 
       1. ขายให้ได้มากกว่าหมึก ที่ผ่านมารายได้ของบริษัทมาจากการขายหมึกพิมพ์ซึ่งเป็นสินค้าสำเร็จรูป หรือ finish goods แต่ในการหาทางสร้างรายได้ใหม่แบบก้อนโต ทำให้เกิดโครงการ “one country one factory” ขึ้นมา ซึ่งเป็นการขายโซลูชั่นการผลิตหมึกในราคา 25 ล้านบาท ด้วยการมุ่งเจาะไปในประเทศที่มีการนำเข้าหมึกจำนวนมาก โดยนอกจากจะขายตั้งแต่สูตรการผลิต การฝึกอบรม และการติดตั้งเครื่องจักรจนกระทั่งสามารถผลิตได้ ยังมีการวิเคราะห์งบการเงินให้อีกด้วย แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะขายได้ แต่เป็นแนวทางที่ดีสำหรับการทำธุรกิจ
      
       2. เพิ่มมูลค่าด้วยแฟชั่น แนวคิดในการพัฒนาสินค้าไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญในเรื่องของ “การใช้งาน” หรือ function แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องของ “แฟชั่น” เพื่อสร้างแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าให้มากกว่าที่มีอยู่เดิม เช่น โมบายเคส ซึ่งปกติเป็นซิลิโคนสีต่างๆ แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นมาใหม่คือ ภาพวาดลายเส้นจากฝีมือของม.ล.จิราธร จิรประวัติ ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งแทนที่จะขายโมบายเคส แต่เป็นการขายภาพวาดซึ่งมีหลากหลายให้เลือกซื้อและสะสมเป็นคอลเล็กชั่น โดยแต่ละไตรมาสจะมีลายใหม่ออกมา 12 ลาย ที่จะเริ่มเปิดตัวและวางจำหน่ายในปลายเดือนกันยายนนี้ หรือก่อนหน้านี้ มีปลั๊กไฟสีสันต่างๆ โดยมองว่าไม่ใช่ปลั๊กไฟ แต่เป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ด้วย หรือหูฟัง ที่มีรูปแมวคิตตี้สามารถติดกับเสื้อเป็นเหมือนเครื่องประดับได้ด้วย
      
       3. คู่ค้าคือหุ้นส่วน เพราะต้องการให้ดีลเลอร์ 4,000 ราย ที่มีอยู่ไม่ได้เป็นแค่คู่ค้าที่ช่วยขายสินค้าให้เท่านั้น แต่ให้เป็นหุ้นส่วนด้วย สิ่งที่ทำคือการแบ่งปันสิ่งดีๆ เช่น ซอฟท์แวร์ซีอาร์เอ็มที่ทำขึ้นมาเพื่อจะบริหารให้ลูกค้าซื้อสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง มีการทำเผื่อสำหรับดีลเลอร์เพื่อให้นำไปใช้ได้ด้วย หรือการขอความคิดเห็นจากดีลเลอร์รายใหญ่ในการออกสินค้าใหม่ อย่างพริ้นเตอร์ซึ่งมีการแข่งขันสูง ดังนั้น ประสบการณ์ที่มีมากของดีลเลอร์ สามารถนำมาประเมินตลาดช่วยลดความเสี่ยงได้ และยังทำให้ได้โอกาสการขายล่วงหน้าเพราะดีลเลอร์บางรายที่เห็นว่าสินค้าน่าสนใจจะสั่งซื้อทันที
      
       4. ปลูกฝังค่านิยมกระทบใจ เพราะเห็นว่าทุกวันนี้ความมีน้ำใจ และความเอื้อเฟื้อต่อกันในสังคมมีน้อยลง จึงใช้องค์กรเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อจะขยายออกสู่สังคมต่อไป โดยมีโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อปลูกฝังค่านิยมให้กระทบความรู้สึกเช่นนี้ เช่น โครงการวันเกิด ซึ่งเจ้าของวันเกิดจะได้เงิน 1,000 บาท แต่ต้องแบ่งเงิน 500 บาทมาซื้อของให้เพื่อนร่วมงาน เพราะถ้าไม่มีข้อกำหนดบางคนคิดไม่เป็นซื้อท๊อฟฟี่มาแจกเพื่อน ขณะที่เพื่อนรวมงานต้องเขียนคำขอบคุณให้เจ้าของวันเกิด แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีคนเขียนถึง 80%ของพนักงานทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะยกเลิกโครงการ เพราะบางคนไม่ค่อยรู้จักใคร แต่เพราะต้องการผลักดันให้ทุกคนมีน้ำใจต่อกัน แม้จะไม่รู้จักหรือสนิทกันก็ตาม

 
 
 
 
       นอกจากนี้ เจ้าของวันเกิดต้องหยุด 1 วัน เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของเพื่อนร่วมงานและช่วยเหลือกัน เช่น งานสต๊อกถ้าคนหนึ่งหยุดจะกระทบกับคนอื่นด้วย เพราะงานสัมพันธ์กัน เพราะฉะนั้น หากรู้ว่าเพื่อนจะหยุดพรุ่งนี้ วันนี้ทุกคนต้องเสียสละกลับบ้านช้าเพื่อให้งานเสร็จ เพื่อนจะหยุดได้เพราะทุกคนช่วยกัน ซึ่งเงื่อนไขที่มีนั้นเป็นเพราะต้องการให้บรรลุเป้าหมายเร็วขึ้นนั่นเอง
      
       5. เปลี่ยนก่อน รุ่งกว่า เพราะปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นสามารถส่งผลต่อธุรกิจได้เสมอ จึงปลูกฝังให้บุคลากรยอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นคุณสมบัติที่สำคัญและจำเป็นเพื่อความอยู่รอดทั้งของตัวเองและองค์กร เช่น ความคิดว่าคนอื่นทำได้ทำไมเราจะทำไม่ได้ และพยายามบอกว่าการทำงานหนักซ่อนโอกาสเสมอ
      
       6. มองให้เห็นภาพใหญ่ เพราะเป้าหมายของบริษัทมีความคิดใหญ่ต้องการเติบโตในตลาดโลก ขณะที่ การค้าเสรีเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ดังนั้น ทุกคนต้องไม่ได้คิดว่าเป็นประชากรไทย แต่ต้องคิดว่าเป็นประชากรของโลก ต้องรู้ว่าบริษัทค้าขายไปในต่างประเทศด้วย ต้องมีความภูมิใจในองค์กรแม้จะเป็นองค์กรเล็กๆ หรือเรื่องของคนในประเทศอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน เขามีข้อดีอะไร เช่น สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเราแค่ไหน มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าหรือไม่แค่ไหน เพื่อคนในองค์กรพยายามพัฒนาตนเองให้มากขึ้น และเพราะที่นี่มีพนักงานที่เป็น Gen Y ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 28 อยู่ถึง 70% และส่วนมากไม่มีความรู้สึกภักดีกับองค์กร ไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบ ชอบทำงานสนุก แต่อยากมีรายได้สูง จึงต้องพยายามหาวิธีให้มองอะไรที่มากกว่าตัวเอง
      
       7. จากภายในสู่ภายนอก การบริหารองค์ความรู้ (Knowledge management) เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เพราะต้องการให้ประสบการณ์ดีๆ และองค์ความรู้ที่มีอยู่ในหลายๆ คนเกิดประโยชน์ต่อองค์กรมากขึ้น จึงจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อจูงใจให้เกิดการแบ่งปันและผลักดันให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ใหม่เช่น เช่น โครงการทำดีมีรางวัล ยกคัวอย่าง พนักงานที่ทำงานในโรงงานทำงานได้รวดเร็วขึ้น และต้องมีสถิติยืนยันวัดได้อย่างชัดเจน จะได้รับการปรับเงินเดือนให้สูงขึ้น หรือโครงการคิดดีมีรางวัล ยกตัวอย่าง การเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ด้วยการที่สามารถลดขั้นตอนการทำงานจากเดิมลงได้
      
       นอกจากนี้ มีโครงการที่ทำขึ้นเพราะต้องการผลักดันให้พนักงานเป็นหุ้นสวนกับองค์กร โดยจะเริ่มในเดือนตุลาคมปีนี้ด้วยการให้พนักงานถือหุ้นในว๊อกซ์ชอป (Vox shop) 2 แห่ง ซึ่งเป็นร้านต้นแบบที่จำหน่ายสินค้าของบริษัท และนำผลกำไรที่ได้แบ่งให้บริษัทกับพนักงานอย่างละครึ่ง และมีการให้พนักงานซื้อสินค้าในราคาพิเศษแล้วนำไปขาย เพื่อผลักดันให้พนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของมากขึ้น เพราะเชื่อว่าการมีความรู้สึกเป็นเจ้าของจะส่งผลดีต่อทุกฝ่าย และเพราะบริษัทมีเป้าหมายจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ช่วงต้นปีหน้า (พ.ศ.2555)
      
       8. ทำดีได้ดี ด้วยการออกนโยบายที่ผลักดันให้คนทำในสิ่งที่ดี เช่น “หาคนได้ให้รางวัล” เพราะมีปัญหาในเรื่องของบุคลากรโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้แรงงานค่อนข้างขาดแคลน จึงมีโครงการที่แตกต่างจากวิธีแก้ไขเดิมๆ คือการให้รางวัลเพื่อเป็นการตอบแทนให้กับพนักงานเก่าที่สามรถหาพนักงานใหม่มาได้ โดยแบ่งเป็น 3 ขั้น ขั้นแรก เมื่อหาพนักงานใหม่มาได้และดูแลจนผ่านการทดลองงาน จะได้เงิน 1,000 บาท ขั้นที่สอง เมื่อทำงานครบ 6 เดือนจะได้รับเงิน 500 บาท และขั้นสุดท้าย เมื่อพนักงานใหม่อยู่ครบ 1 ปี จะได้เงิน 1,000 บาท รวม 2,500 บาทใน 1 ปี ซึ่งนับว่าคุ้มค่า
      
       หรือ “ส่งดีมีค่าคอมฯ” จากเดิมที่ให้ค่าตอบแทนพนักงานจัดส่งเป็นค่าทำงานล่วงเวลา นอกเหนือจากเงินเดือน เพื่อให้การทำงานรวดเร็วขึ้น แต่กลับไม่ได้เป็นเข่นนั้น จึงปรับแนวทางมาใช้การจ่ายค่าคอมมิสชั่น 0.2%ของยอดการส่ง แต่ไม่เกินเดือนละ 1 หมื่นบาท เพราะต้องการให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่บริษัทให้ดีกว่าที่อื่น และไม่ให้มีพนักงานติดรถที่เคยมีมาตลอด เพราะไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดส่งมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะทุกคนแย่งกันทำงานมากขึ้น และไม่มีปัญหาสินค้าค้างส่ง
      
       9. คิดแบบนักขาย ด้วยการปลูกฝังพนักงานทุกระดับและย้ำว่า ลูกค้าคือคนจ่ายเงินเดือน เช่น จะตั้งคำถามฝ่ายโรงงานว่าตั้งโรงงานมาเพื่อผลิตหรือเพื่อขายถ้าตั้งมาเพื่อผลิตก็จะผลิตไปเรื่อยๆ ตามขั้นตอนปกติ แต่ถ้าผลิตเพื่อขาย ต้องให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการให้ได้ ยกตัวอย่าง ถ้ารู้ว่าสินค้าที่ผลิตอยู่เป้นประจำและมักจะมีคำสั่งซื้อด่วนเป็นประจำ สิ่งที่ฝ่ายโรงงานต้องทำคือปรับเปลี่ยนการทำงานให้มีการผลิตสินค้าชิ้นนี้ล่วงหน้า เมื่อลูกค้าสั่งสินค้าจะสามารถส่งให้ได้อย่างรวดเร็วไม่จำเป็นต้องรอตามเวลาปกติ เป็นการปรับวิธีคิดเพื่อขายมากขึ้น หรือบางครั้งให้ฝ่ายผลิตไปเดินตลาดเพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เขาผลิตขายได้ยากง่ายแค่ไหน เพื่อจะได้เข้าใจและเห็นภาพกว้างขึ้น
      
       10. ทำงานเชิงกลยุทธ์ เป็นความคิดที่เริ่มมาจากฝ่ายขายที่ต้องใช้กลยุทธ์อย่างมากในการทำงาน ยกตัวอย่าง พนักงานขายที่ใช้วิธีนัดเจ้าของร้านค้าตามปกติไม่เคยได้ ทำให้ต้องคิดหาวิธีใหม่ๆ เช่น ไปใกล้ร้านแล้วจึงโทรไปนัดเพื่อเจ้าของร้านจะได้ไม่สามารถปฏิเสธ และซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ไปฝาก เพื่อสร้างความประทับใจแบบคาดไม่ถึง หรือฝ่ายบุคคล ต้องปรับวิธีการวัดผลงานใหม่ เพื่อให้ได้ผลดีกว่าเดิม ด้วยการวัดผลงานแบบเฉพาะบุคคล โดยวิธีการวัดผลงานส่วนตัวหากทำได้เต็มร้อยให้คิดเป็น 50% เพราะถ้าในแผนกที่อยู่วัดผลงานทั้งออกมาไม่ได้ตามเป้าหมายคนๆ นั้นจะได้เพียง 50 คะแนนเท่านั้น เพื่อจะไม่ให้คนทำแต่งานของตัวเอง แต่ต้องทำงานอย่างเต็มที่เพื่อช่วยคนอื่นๆ ในแผนกของตัวเองด้วยทำให้การทำงานสอดคล้องและดีขึ้นไปพร้อมๆ กันทั้งหมด ไม่ใช่เพียงงานส่วนตัวเท่านั้น แต่ต้องเป็นงานของส่วนรวมด้วย จึงจะบรรลุผลสำเร็จที่แท้จริง

ที่มา ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์





จำนวนผู้ชม 2045 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์