ถอดรหัสความคิด Gen Square พิสูจน์การบริหารที่แตกต่าง

ถอดรหัสความคิด Gen Square พิสูจน์การบริหารที่แตกต่าง | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



เป็นที่ทราบว่าองค์กรหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยคนหลาย ช่วงวัย ทั้งในส่วนของเบบี้บูมเมอร์ เจเนอเรชั่น X เจเนอเรชั่น Y รวมไปถึงเจเนอเรชั่น Z ที่กำลังจะก้าวเข้ามาทำงานในองค์กร

ซึ่งแต่ละเจเนอเรชั่นล้วนมีความแตกต่างทั้งในเรื่องวัย ความคิด ประสบการณ์ รวมไปถึงสไตล์การทำงานของแต่ละคน จนทำให้ผู้บริหารองค์กรต่างมีความรู้สึกกังวลว่าความแตกต่างในหลายช่วงวัย แท้จริงคือจุดอ่อนในการบริหารองค์กรหรือเปล่า

หรือว่าเป็นจุดแข็ง

ความกังวลดังกล่าว ไม่แต่เฉพาะผู้บริหารองค์กรเท่านั้นที่รู้สึกว่าการจะเปลี่ยนผ่านจากเจเนอเรชั่นหนึ่ง เพื่อไปสู่ เจเนอเรชั่นหนึ่งนั้น จะต้องมีกลวิธีเช่นใดบ้าง

หากความกังวลดังกล่าวยังทำให้ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และ บริษัท เอพีเอ็ม กรุ๊ป เกิดความคิดดุจเดียวกันด้วยว่าการเปลี่ยนผ่านจากเจเนอเรชั่นหนึ่ง เพื่อไปสู่เจเนอเรชั่นหนึ่งนั้น แท้ที่จริงยังเกี่ยวข้องกับการวางแผนในการสืบทอด ตำแหน่งด้วย

เสมือนเป็นการแสวงหาจุดร่วม เพื่อสงวนหาจุดต่าง

หรือเพื่อลดช่องว่างในการบริหารคนในหลายช่วงวัย เพื่อให้องค์กรก้าวไปข้างหน้า หรือเกิดความยั่งยืนในอนาคต ตรงนี้จึงเป็นมูลเหตุที่ทำให้หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และบริษัท เอพีเอ็ม กรุ๊ป จึงได้จัดสัมมนา Gen Square : Solutions to connect your workforce generations ขึ้นเมื่อไม่กี่วันผ่านมา

โดยมี "บุญทักษ์ หวังเจริญ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนของ เบบี้บูมเมอร์ "สาระ ล่ำซำ" กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด เป็นตัวแทนเจเนอเรชั่น X

"วรสิทธิ อิสสระ" กรรมการผู้จัดการ โครงการศรีพันวา บริษัท ชาญอิสสระ เรสซิเดนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนของเจเนอเรชั่น Y ซึ่งทั้งหมดจะมาบรรยายในหัวข้อ People Generation ทุกคน

ขณะที่ "อริญญา เถลิงศรี" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอพีเอ็ม กรุ๊ป จะมานำเสนอผลวิจัยเรื่อง Bridging the Generation Gap : 4 Generations in one workplace. "Can we all work together ?"

เบื้องต้น "อริญญา" นำเสนอผลวิจัย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมรับฟังสัมมนาทั้งหมดเห็นภาพไปในทิศทางเดียวกันว่า หลายองค์กรเริ่มมีการเสริมสร้างวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมองค์กรเริ่มเปลี่ยนไป

"การสื่อสารในสมัยใหม่อาจจะต้องเปลี่ยนแปลง เงินก็มีความแตกต่าง สไตล์ก็มีความแตกต่าง และตอนนี้เรากำลังเผชิญกับความแตกต่าง 4 เจเนอเรชั่นในองค์กร เพราะกลยุทธ์องค์กรสำเร็จได้ด้วยคน เราจึงต้องหาจุดร่วมในการพาคนก้าวไปด้วยกัน"

"อาจเริ่มต้นจาก builders คนรุ่นนี้เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อายุตั้งแต่ 66 ปีขึ้นไป และคนเหล่านี้ถือเป็นรุ่นก่อตั้งบริษัท ส่วน boomers เป็นรุ่นลูกของ builders และคนรุ่นนี้จะมีลูกมาก อายุเฉลี่ยตั้งแต่ 46-65 ปี และตอนนี้คนรุ่นนี้เป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน"

"Gen X คนรุ่นนี้เป็นรุ่นลูกของ boomers หรือรุ่นหลานของ builders อายุจะประมาณ 31-45 ปี ขณะที่ Gen Y จะเป็นพวกคนรุ่นใหม่ มีวิถีชีวิตที่ทันสมัย อ่านแมกาซีนนอก ชอบเทคโนโลยี ชอบสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และอายุเฉลี่ยประมาณ 17-30 ปี"

คำถามจึงเกิดขึ้นว่าเราจะทำอย่างไรถึงจะไม่ตอบสนองคนเพียงเจเนอเรชั่นหนึ่ง ?

"อริญญา" มองว่า คนรุ่น builders เป็นคนรับผิดชอบ และพูดคำไหนคำนั้น ขณะที่ boomers จะชอบทำงาน ประเภทมีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน และมีความสุขจากการทำงาน

"ส่วน Gen X จะมองว่างานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และชีวิตจะต้อง work life balance และคนรุ่นนี้เวลาทำงานจะทำงานทันที ไม่อยากเสียเวลา และพร้อมที่จะวัดกันที่ผลของงาน ขณะที่ Gen Y ค่อนข้างเลือกงาน และรู้สึกว่าในการทำงานจะต้องมีส่วนร่วมในการแสดงออก แสดงความคิดเห็น และจะต้องเป็นงานที่ค่อนข้างสร้างสรรค์"

ฉะนั้น เราจึงต้องมีวิธีการ change คนเหล่านี้ โดย "อริญญา" มองว่าคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์มักเป็นคนขี้เกรงใจ และไม่ค่อยอยากที่จะเปลี่ยนแปลงใคร กลัวไปกระทบคนอี่น

"ขณะที่ Gen X ต้องมีเหตุผลในการเปลี่ยนแปลง ส่วน Gen Y จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ไม่กระทบ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ถือว่าเป็น กลุ่มที่มีการเปลี่ยนงานค่อนข้างบ่อย แต่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจเนอเรชั่นไหน คนแทบทุกกลุ่มมักที่จะชอบทำงานกับคนเก่ง และคนมีความรู้ความสามารถ"

"สิ่งสำคัญ ในองค์กรจะขาดเจเนอเรชั่นไหนไม่ได้เลย เพราะทุกเจเนอเรชั่นล้วนมีจุดแข็งที่ แตกต่างกัน อย่าง boomers จุดเด่นคือชอบทำงาน และคนกลุ่มนี้ถือว่ามีประสบการณ์สูง มีคุณค่าสำหรับองค์กร เพราะเขาผ่านยุคของการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุค ฉะนั้น เราจึงต้องดึงประโยชน์ของเขามาปรับใช้"

"Gen X อาจจะมีความกล้าเปลี่ยนแปลงมากกว่า เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่ Gen Y มักจะไม่ชอบยึดติดกับงานใดงานหนึ่ง เขาอาจเก่งในเรื่องที่เขาถนัดอย่างเทคโนโลยี หรือเขาอยากที่จะชอบเรียนรู้ แต่กระนั้นก็ต้องเป็นความชอบในแบบของเขาด้วย"

ถึงตรงนี้ "อริญญา" จึงยกตัวอย่างกรณีศึกษาองค์กรอย่าง CISCO มาเล่าให้ฟัง โดยเธอมองว่า CISCO นอกจากจะมีการเปลี่ยนระบบการสื่อสารแบบ big picture เพราะโครงสร้างการทำงานเป็นภาพใหญ่ ซึ่งเหมาะกับอดีต แต่ไม่เหมาะกับปัจจุบัน เพราะ CISCO มีพนักงานกว่า 67,000 คน

จึงจำเป็นต้องนำ "work" กับ "life" เข้ามาเกี่ยวข้อง

ขณะที่องค์กรอย่าง SODEXO เป็นองค์กรที่รวมคนหลาย ๆ เจเนอเรชั่นมาอยู่ด้วยกัน และเป็นองค์กรที่น่าทำงานมากที่สุด ฉะนั้น เรื่องของการสื่อสารในองค์กรเหมือนน่าจะเป็นปัญหา แต่เปล่าเลย เขากลับมีพัฒนาการสื่อสารที่แม้จะแตกต่างกันในช่วงวัย หรือหัวข้อของการพูดคุย แต่เขากลับคุยเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งเป็นองค์กรที่น่าสนใจมาก

ท้ายที่สุด "อริญญา" ยังทิ้งท้ายให้คิดถึง Gen Z ที่เกิดตั้งแต่ปี 1990 ขึ้นไป คนรุ่นนี้มีความอดทนน้อยที่สุด มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด เกิดในยุคไฮเทค มีครอบครัวที่มีพื้นฐานดี

กลุ่มคนเหล่านี้กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย และกำลังจะเข้ามาสู่วัยของการทำงาน

ฉะนั้น เราพร้อมจะต้อนรับเขาหรือยัง ?

ขณะที่มุมมองของ "บุญทักษ์" ต่อเรื่อง people generation เขาเริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า...เป็นความเชื่อของผมว่าการเปลี่ยนแปลงคนดีที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงโลกภายนอกที่เขาสัมผัส ซึ่งมี 4 องค์ประกอบหลัก ๆ คือ ลูกค้า, ผู้ถือหุ้น, พนักงาน และสังคม

"ผมเชื่อว่าคนเราต้องการค้นหาความหมายเดียวในชีวิตคือการสร้างสิ่งซึ่งมีคุณค่าให้แก่คนอื่น ทางแบงก์จึงเริ่มทำ brand vision จากความเชื่อที่ว่าลูกค้าต่าง ๆ ของแบงก์ ยังได้รับการบริการไม่ดีพอ สิ่งที่เกิดเพราะธนาคารใหญ่ ทำให้เกิดการละเลยลูกค้า"

"คำถามคือแล้วทำไมเราจึงต้องเปลี่ยนแปลงด้วย ในเมื่อความต้องการของลูกค้ามีเยอะมาก ตรงนี้เป็นสิ่งท้าทาย พยายามทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ ซึ่งเราจะต้องเป็นผู้สร้างความแตกต่างให้กับลูกค้า"

แต่คำถามเกิดขึ้นคือทำอย่างไรถึงจะให้พนักงานทุกคนเห็นลูกค้าเหมือนอย่างที่เขาคิด "บุญทักษ์" จึงใช้กลวิธีแบบง่าย ๆ ด้วยการฉายภาพชีวิตของลูกค้าต่าง ๆ ให้ พนักงานเห็น ไม่ว่าจะเป็น wholesale, retail หรือ SMEs ก่อนที่จะถามพนักงานว่างานที่คุณทำไปจะช่วยให้คนเหล่านี้มีชีวิตที่ดี และสบายขึ้นอย่างไรบ้าง

จากนั้นจึงถามต่อว่าคุณคิดว่าองค์กรที่คุณทำอยู่ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรถึงจะตอบสนองลูกค้าได้ ?

ปรากฏว่าจากสิ่งที่ทำไป กลับทำให้แบงก์สามารถนำเสนอสินค้า และบริการที่เกิดจากความเข้าใจจริง ๆ ว่าลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์ต้องการอะไรเริ่มชัดขึ้น

"ยกตัวอย่างการบริการแบบ no fee เริ่มตั้งแต่เบบี้บูม, Gen X, Gen Y ทุกคนต่างใช้ ATM ผ่านคอมพิวเตอร์ แต่ไม่เคยไปที่ สาขา ซึ่งก็ถูกชาร์จเหมือนกับลูกค้าที่ไปเคาน์เตอร์สาขา และเราพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีแต่จะใหญ่ขึ้น ๆ แต่ก็ถูกชาร์จเหมือนกับไปเคาน์เตอร์"

"สิ่งที่เราพบคือลูกค้ากลุ่มนี้ใหญ่ขึ้น ๆ แต่ก็ถูกชาร์จเหมือนไปเคาน์เตอร์ ถูกเพิกเฉยต่อความต้องการของเขา ฉะนั้นเราจึงเสนอการบริการแบบ no fee ให้กับตรงนี้ ไม่ว่าจะโอนจากจังหวัดไหน อย่างไร จนทำให้เราได้ลูกค้า 40,000 ราย เพราะว่า generation ใหม่ ๆ ต้องใช้อะไรที่เป็น electric channel มากขึ้น"

"หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่อง SMEs ซึ่งปัจจุบันเติบโตเร็วมาก เราจึงเสนอให้ไปเลย 3 เท่า และสุดท้ายที่ฮือฮามาก ๆ คือ ใช้ ATM ทุกแบงก์ และทุกที่ไม่มีค่าธรรมเนียม"

ฉะนั้น ในมุมมองของ "บุญทักษ์" จึงมองว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กรให้ลูกค้าเห็นเป็นอันดับแรก โดยที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรมาเปลี่ยนแปลงเลย

นอกจากนั้น "บุญทักษ์" ยังพยายามให้พนักงานเห็นอีกอย่างคือ ผู้ถือหุ้นคาดหวังอะไรจากเรา แน่นอนเขาต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบสมบูรณ์ ทั้งในเรื่องของการให้บริการสาขาที่ดีขึ้น หรือเรื่องการเปลี่ยนการให้บริการลูกค้า

"ยกตัวอย่างตอนผมมาเป็นซีอีโอ ต้องใช้เวลาเปิดบัญชี 1 ชั่วโมง เซ็นเอกสาร 20 หน้า สุดท้ายผมใช้เวลา 3-4 เดือนให้เหลือเพียง 2 หน้า คือเปิดบัญชี และเซ็นเอกสารไม่เกิน 10 นาที ล่าสุดไม่ต้องกรอกสลิป ไปทำที่เคาน์เตอร์ให้พนักงานกดว่าโอเค หรือไม่โอเค เพื่อลดปัญหาการเขียนผิดเขียนถูกของลูกค้า"

"ช่วงของการเปลี่ยนแปลงอาจมีหลายเรื่องที่ต้องทำใจยอมรับอยู่บ้าง อย่างตอนปี 2008 ธุรกิจถดถอยไปประมาณ 9% และ 12% ในปี 2009 ถามว่าเราต้องยอมอดทน แต่สุดท้าย ตอนปลายปีไตรมาสสุดท้าย 2009 เราโตขึ้น 15% พูดง่าย ๆ จากแบงก์ที่ขาดทุนสะสมตลอดมา จนปีที่ผ่านมาเราสามารถทำกำไรประมาณ 2,000 ล้าน"

"ถามว่าเกิดจากอะไร ก็เกิดจากการเดินสายพูดคุยกับพนักงานทุกวันศุกร์และวันเสาร์ ครั้งละประมาณ 200 คน เพื่อให้เกิดการสื่อสารสองทาง และต้องการบอกให้พนักงานทุกคนทราบว่าทำไมเราถึงต้องทำแบบนี้ เพราะอย่างที่ทุกคนทราบธนาคาร TMB เกิดจาก 3 แบงก์มารวมกัน เราจึงต้องกำหนดทิศทางให้ได้"

ที่สำคัญเราจะต้องรู้ด้วยว่าเราจะพาองค์กรเดินไปอย่างไร ที่สุด "บุญทักษ์" และผู้บริหารอีกหลายท่านจึงมาระดมสมอง เพื่อกำหนดกรอบในการเดิน จนออกมาเป็น TMB way อันประกอบด้วยค่านิยมดังนี้

1.การเห็นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

2.การสื่อความอย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์

3.มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ

4.บริหารความเสี่ยงที่ถูกต้อง

5.มีความเป็นหนึ่งเดียว

"ทั้งนั้นเพราะเราเชื่อเสมอว่าถ้าเรามีความเป็นหนึ่งเดียว เราจะมีพลังที่สามารถส่งมอบสิ่งที่มีคุณค่าให้กับลูกค้า ผู้ถือหุ้น และสังคมได้ ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่เราจะมีพนักงานมากมายมาสมัครประกวดว่าใครทำได้ดีที่สุด และใช้ชีวิตในตามแบบฉบับ TMB"

"เพราะจากผลสำรวจลูกค้า ตอนที่เราเริ่มทำโปรเจ็กต์นี้พบว่ามี 29% ไม่อยากใช้บริการของเรา แต่จากสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดปรากฏว่าตอนสิ้นเดือนธันวาคมปีที่แล้วลดลงมาถึง 8% และเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตัวเลขของลูกค้าที่ไม่อยากใช้บริการเราเหลือเพียง 4%"

"ส่วนคำถามที่ถามว่าอยากใช้บริการของ TMB หรือไม่ ปรากฏว่าจากคำตอบที่เคยมีประมาณ 31% กลับเพิ่มขึ้นเป็น 80% ที่อยากใช้บริการกับธนาคาร ฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงของ TMB จึงเปรียบเสมือนยอดเขา อาจจะ 2 ปี 5 ปี แต่อย่างไรก็ตาม เราจะไม่เปลี่ยนจุดมุ่งหมาย จนกว่าเราจะเข้าถึงเป้าหมายที่เราจะไป"

"ผมอาจโชคดีกว่าธนาคารอื่น ๆ ตรงที่ว่าไม่มีคำสาปของความสำเร็จในอดีต ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเร็วมาก"

เช่นเดียวกัน ในมุมมองของ "สาระ" ต่อตัวแทนของเจเนอเรชั่น X ในเรื่องเกี่ยวกับ people management เขาเริ่มลำดับความให้ฟังว่า...จริง ๆ เรื่องของ generation ผมยังไม่ลึกซึ้งมาก แต่ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องรู้ เพราะเป็นอะไรที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

"จริง ๆ ต้องเรียนก่อนว่า ผมทำงานอยู่ในองค์กรอายุประมาณ 58 ปี และเป็นองค์กรที่เริ่มจากธุรกิจครอบครัว บริษัทประกันชีวิต ซึ่งเป็นองค์กรน้อง ๆ ของธนาคาร เป็นสถาบันการเงินที่มีกฎหมายควบคุม เป็นองค์กรที่มีการผสมผสานระหว่าง generation และผมเองก็เป็น generation ที่ 3"

วันนี้เมืองไทยประกันชีวิต 40% เป็น Gen Y 30% เป็น Gen X ส่วนที่เหลือเป็น baby boomer "สาระ" จึงตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรถึงไปต่อได้ ?

"องค์กรเมืองไทยประกันชีวิตเป็นการผสมผสานระหว่าง baby boomer, X และ Y ซึ่งผมเป็นรุ่น X เป็นกรรมการผู้จัดการ ซึ่งเป็นคนหนุ่มไฟแรง คนอื่นก็กลัวเรื่องของการเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่ด้วยการที่ว่ามีต่างชาติเข้ามาด้วย ถ้าจะเอาความรู้จากเขาก็ต้องจับมือกัน ไม่ตีกัน แต่ก็ใช้เวลานานพอสมควร เพื่อให้เกิดการยอมรับ ซึ่งคนก็อาจจะมองว่าผมเป็นลูกเถ้าแก่เป็นผู้ถือหุ้น"

"ทำอย่างไรถึงให้คนมีความเชื่อ หรือสร้างจุดยืนขององค์กรยังไงดี โดยผมเอา 65 ล้านคนของประเทศนี้เป็นที่ตั้ง ซึ่งเราจะเปลี่ยนตัวเองโดยการจับลูกค้าหลายกลุ่ม ซึ่งเป็นการฝืนทฤษฎีประกัน เพราะหลักการของประกันคือ คนที่ซื้อประกันคือคนที่มีเงินส่วนเกิน แต่เรากลับฝืน ซึ่งสมัยนั้นมี ผู้บริหารหลายคนกังวลและเป็นห่วงว่าถ้าไปเล่นกลุ่มล่างมาก ๆ จะทำกำไรได้หรือไม่"

"ในหลักการ คนระดับล่างจะมีความเสี่ยง แล้วจะมีกำไรหรือ จริง ๆ กำไรที่แท้จริงของบริษัทประกันมาจากประกัน และการบริหารความเสี่ยงอย่างถูกหลัก ข้อดีอย่างหนึ่งของผมคือมีกลุ่มคนที่เป็น X แบบผมที่โตมาในองค์กรพร้อม ๆ กัน ซึ่งถ้าตามทฤษฎีเลย X จะมีความรักองค์กร แต่ไม่ถึงกับ baby boomer แต่ X มีความผูกพัน ความเป็นพี่เป็นน้องกัน และมีเรื่องของ seniority มีการเชื่อในบางเรื่องเพราะถูกสอนมา"

"ตรงนี้ผมมีกลุ่มที่โต และไต่มาพร้อม ๆ กันจากกลุ่มเล็ก ๆ ก็ขยายออกไป และมีผลิตภัณฑ์มากมายมาเล่นกันตั้งแต่บน กลาง และล่าง ผมจึงมีความคิดว่า เมืองไทยประกันชีวิตในยุคที่แตกต่างเราจะเป็นเจ้าแห่งความสุข ตรงนี้ก็มาจากแนวคิดที่ว่าถ้าคนซื้อประกันคือการจัดการบริหารความเสี่ยง ก็น่าจะมีความสุข"

"เมืองไทยประกันชีวิตกับความสุขจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ และความสุขจะต้องเกิดขึ้นกับทุก ๆ generation เช่นกลุ่มครอบครัวพวก Gen X ที่ซื้อประกันเยอะมาก เราจึงพยายามตีโจทย์ให้แตกว่าจะทำยังไงให้คนรู้สึกว่าเราเป็นแบรนด์แห่งความสุขจริง ๆ จึงไปจับมือกับ Disney on ice และทำกิจกรรมต่าง ๆ เรื่อยมา ทั้งละครเวที และงานกิจกรรมต่าง ๆ ทุกอย่างที่จะให้คนรู้สึกได้"

"เราโปรโมตให้มากและถี่เข้าไว้ และเราพยายามทำทุกอย่างทุกเรื่องเพื่ออิงกับความสุขของคนให้มากที่สุด และนี่คือจุดแข็งของเรา ทั้งที่เที่ยว สถานที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปลี่ยนความคิดว่าประกันไม่ใช่เรื่องของการแช่งตัวเอง"

ถึงตรงนี้ "สาระ" จึงขอมองย้อนกลับมาที่ภายในองค์กร โดยเขามองว่า ถ้ามีการ clear vision, mission มากไป ก็จะต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจน และโครงสร้างองค์กรใหม่จะต้องเชื่อมแบบ matrix

"ทุกแผนกต้องเชื่อมถึงกันเพื่อความรวดเร็ว เช่นการใช้อนุกรรมการมากำหนดยอดขายและเป้า แต่ประเด็นของ genera tion ก็สามารถมาผสมผสานได้ เช่นนำ Y ที่ชอบแสดงออก และทำงานที่ท้าทายมาลงตรงนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็น BB (baby boomers) เพื่อให้เป็นเวทีที่ผสมผสานทุก ๆ generation และ X เป็นตัวเชื่อมทุกอย่าง ขณะที่ BB ในองค์กรก็ปรับตัวมาเล่น และ X ก็ถูกสอนมาเยอะจาก BB และจะคอยเชื่อมระหว่าง BB และ Y ต่อไปได้"

ขณะที่มุมมองของ "วรสิทธิ" ตัวแทนของเจเนอเรชั่น Y ต่อเรื่อง people genera tion เขาก็สะท้อนให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า... ผม Gen Y ปลาย ๆ ซึ่งผมเองก็ตื่นเต้นท้าทายได้ทำงานกับคนเยอะ อย่างคุณพ่อผมก็เป็น baby boomer แต่ที่บริษัท 60-70% จะเป็น Gen Y เยอะ

"ปัจจุบันผมทำโครงการอยู่ที่ภูเก็ต ผมจบการโรงแรมมา ซึ่งที่ผมเรียนมาก็ทำ โปรเจ็กต์เกี่ยวกับที่นี่ แรก ๆ ก็ขอพ่อมาช่วยขายบ้าน ก็เริ่มเอาเพื่อนรุ่นเดียวกันเข้ามาทำ ซึ่งก็สนุกดี มีการมองโลกที่แตกต่างกันไป เพราะว่าแต่ละ Gen มีมุมมองที่ต่างกัน"

"อีกอย่างบริษัทของคุณพ่อมีอายุ 30 กว่าปี ก็มีทีมการเงิน และด้านการก่อสร้างอยู่แล้ว แต่ผมมาทำด้าน sale office ด้านการตลาด ซึ่งคุณพ่อเห็นว่าเป็นงานของ Gen Y โปรเจ็กต์นี้เป็นโปรเจ็กต์ใหม่ เป็นตลาดใหม่ที่มีลูกค้าทั้งยุโรปและอเมริกา ซึ่งการวางกลยุทธ์ทางการตลาดต้องแตกต่างกัน ซึ่งผมก็เลือกพนักงาน 10 คนแรกที่เป็น Gen Y ซึ่งคือเพื่อนของผม เราเลือกที่ความไว้ใจมาก่อน"

"ถ้าเราเลือกจาก Gen X มา อาจจะมาจากบริษัทใหญ่เขาอาจจะไม่เข้าใจเรา อาจมีรูปแบบที่ยึดติดจากองค์กรเก่า ซึ่งผมอยากจะลองของใหม่ เราเอา Gen Y มาก่อนเพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ เนื่องจากพวกนี้ไฟแรง ร้อนวิชา แต่ต้องระวังไม่ให้หัวรุนแรงเกินไป ต้องเอามาซ้อมมวยกันก่อน มาสร้างอะไรใหม่ ๆ uniform เหมือนกันหมด manager ไม่ต้องใส่สูท แม่บ้าน คนเสิร์ฟ ใส่ชุด Polo เหมือนกัน กางเกงขาสั้น เอาความเด็กแนวนิดหนึ่งมาสร้างความแตกต่างให้กับงาน HR"

"เหมือนเป็นการดึงเอาความแตกต่างจากกลุ่มคนที่แตกต่าง มาคิดให้แตกต่างแต่คล้ายกัน ซึ่งพนักงาน 150 คน เรายังดูได้สบาย ๆ แต่พอ 200 คนเราก็ต้องหาคนรุ่น X ที่มีประสบการณ์มากกว่ามาบริหารคน และบริหารองค์กร เพื่อให้เขามาช่วยในการวางแผน อีกอย่างคือเอา Gen X มาประกบเพื่อไม่ให้ Gen Y หลุดโลกเกินไป"

"ช่วงปีแรก ๆ ผมพยายามหาคนรุ่น X ที่มีประสบการณ์จากที่ต่าง ๆ มา จากที่ดัง ๆ เวลาคุยกันว่าผมต้องการสร้างโรงแรมที่หนึ่ง ติด top 100 ของโลก แต่คนพวก Gen X ก็จะบอกว่าพวกผมไฟแรง ไม่เชื่อดีกว่า อยู่ที่เก่าสบาย ๆ จะมาเสี่ยงกับพวกเด็กทำไม หลายคนที่ชวนมาก็กลัว ส่วนใหญ่จะไม่กล้ามาเพราะจะขอดูก่อนว่าจะไปรอดหรือไม่ และอาจจะเป็นเพราะเขาไม่เชื่อมั่นในตัวเรา"

แต่กระนั้น "วรสิทธิ" ก็ยอมรับว่าคนรุ่นเจเนอเรนั่น Y ชอบเปิดเผย คุยกันตรง ๆ แบบพี่แบบน้อง จบก็คือจบ ทะเลาะกันก็แค่เรื่องงาน และพอคุยจบก็ไปกินข้าว แต่กับพวก Gen อื่น อาจจะมองว่าเราใจร้อน อยากเปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่ ใช้อารมณ์มาก

"เช่นครั้งหนึ่ง ผมอยากเปลี่ยนผ้าเย็น เปลี่ยนเพลงอะไรต่าง ๆ คือสำหรับ Gen ผม มันไม่ได้เลย ตอนแรก ๆ ยังไม่มีผลงานคนก็ยังปรามาสเรา แต่พอมีผลงานเข้ามาก็ทำอะไรได้เยอะขึ้น จนเขาเริ่มให้การยอมรับ"

นอกจากนั้น "วรสิทธิ" ยังสะท้อนมุมมองต่อความอดทนในการทำงานของเจเนอเรชั่น Y ที่มักจะเปลี่ยนงานบ่อย ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง

"คนรุ่นนี้สบาย เรียนอย่างเดียวไม่ได้ฝึกงาน หรือทำงานมาก่อน เคยขอเงินจากพ่อแม่ตอนเรียน 4,000-5,000 บาท แต่พอจบออกมา รับเงินเดือน 6,000 บาท ก็ไม่เอาแล้ว ความอดทนเขาไม่มี ยิ่งเด็กใหม่มีโลกส่วนตัวสูง และชอบเล่น Facebook, BB, MSN"

ท้ายที่สุด "วรสิทธิ" ยังยอมรับว่าคน เจเนอเรชั่น Y เข้าสังคมยากด้วย จึงทำให้คนรุ่นนี้จำต้องปรับตัวอย่างสูง

หาไม่เช่นนั้นองค์กรจะประสบปัญหาได้

ฉะนั้น ใครที่เป็นผู้บริหารองค์กร ที่มีคนหลากหลายเจเนอเรชั่นอยู่ในองค์กรเดียวกัน ก็เชื่อแน่ว่าทรรศนะของผู้นำทั้ง 4 องค์กรคงจะนำไปปรับใช้ได้บ้าง เพราะอย่างที่ทราบองค์กรจะประสบความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ผลประกอบการเพียงอย่างเดียว

หากอยู่ที่ "คน" ล้วน ๆ

แล้วคนก็มีหลายช่วงวัยด้วย

จะบริหารอย่างไรดีล่ะ ?

หน้า 29

วันที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4199  ประชาชาติธุรกิจ





จำนวนผู้ชม 2651 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์