ยุทธศาสตร์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ SMEs

ยุทธศาสตร์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ SMEs | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



จากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของผู้บริโภค รวมถึงความรุนแรงของการแข่งขันในการนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงตามต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภค ทั้งเพื่อตลาดในประเทศหรือต่างประเทศ การพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับ SMEs จำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา การพัฒนาผลิตภัณฑ์มักมุ่งเน้นไปที่ด้านกระบวนการในการผลิตเพื่อให้สามารถลดต้นทุน โดยเชื่อว่าราคาสินค้าที่ถูกกว่าจะเป็นปัจจัยด้านการแข่งขัน ซึ่งเห็นได้จากผลิตภัณฑ์หรือสินค้าจำนวนมากที่มีส่วนต่างของกำไรน้อย หรือมีกำไรไม่สูงนักจากผู้ผลิตชุมชน หรือ SMEs ขนาดเล็ก ซึ่งผลิตสินค้าหรือบริการโดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือปัจจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติพื้นฐาน

ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้ว ผู้ประกอบการเหล่านี้กลับมีต้นทุนการผลิตในระดับสูง เนื่องจากยังไม่สามารถผลิตในระดับ economy of scale เหมือนผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมถึงไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศที่มีต้นทุนการผลิตอันมาจากแรงงานหรือทรัพยากรที่มีราคาต่ำกว่า หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นด้านบรรจุภัณฑ์ (packaging) โดยความเชื่อว่าจะเป็นสิ่งดึงดูดใจของผู้ซื้อในการซื้อสินค้า

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็คือ เป็นการพัฒนาเฉพาะบรรจุภัณฑ์ภายนอก แต่ไม่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าภายใน ทำให้แม้ว่าผู้ซื้อจะซื้อในครั้งแรก แต่จะไม่มีการซื้อซ้ำ เนื่องจากผู้ซื้อไม่เกิดความพึงพอใจต่อคุณภาพสินค้าที่อยู่ภายในบรรจุภัณฑ์นั้น

รวมถึงต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ อันทำให้ต้องมีการกำหนดราคาขายสูงขึ้น ซึ่งจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จในการขายสินค้าหรือบริการ กลับพบว่าผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ

ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ มาจากปัจจัยด้านการออกแบบหรือการพัฒนารูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์มากกว่า 60% ในขณะที่ปัจจัยด้านราคามีผลต่อความสำเร็จในการขายเพียง 17% เท่านั้น

กล่าวคือผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจากสิ่งที่เห็น หรือรู้สึกได้ว่าเกิดมูลค่าเพิ่มหรือมีคุณค่าสำหรับตนเอง มากกว่าที่จะคำนึงถึงราคาหรือต้นทุนที่ตนเองต้องจ่ายออกไป

นอกจากนี้การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มหรือคุณค่าในตัวสินค้าหรือบริการ จะต้องมีการพัฒนาให้อยู่ในระดับสากล โดยจะมองเพียงแค่เพื่อตลาดหรือเฉพาะผู้บริโภคในประเทศคงไม่เพียงพอ แม้สินค้าหรือบริการนั้นจะผลิตในระดับ SMEs หรือแม้แต่ระดับวิสาหกิจชุมชนก็ตาม

โดยจากสถิติการส่งออกในปี 2552 ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเป็นมูลค่ากว่า 152,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,200,000 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 15.5% เป็นมูลค่าจากสินค้าเกษตร 67.3% เป็นมูลค่าจากสินค้าอุตสาหกรรม และ 17.2% เป็นมูลค่าจากสินค้าประเภทอื่น ๆ

ดังนั้นถ้าเพียงแต่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดำเนินการในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมหรือสินค้าประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากสินค้าเกษตรที่อยู่ในรูปวัตถุดิบเพื่อการแปรรูปหรือเพื่อการบริโภค สามารถก่อให้เกิดรายได้หรือมูลค่าเพิ่ม ในการขายสินค้าด้านการส่งออกแม้เพียงแต่ 1% จากมูลค่าส่งออกเดิม ประเทศไทยก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1,290 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท ต่อทุก ๆ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนามูลค่าเพิ่มของสินค้าหรือบริการ

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนและส่งเสริม SMEs ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการเป็นอย่างดี โดยในปี 2553 ฝ่ายประสานและบริการ SMEs สสว.ได้ดำเนินการแผนงานพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการ SMEs โดยเป็นการปรับโครงสร้างและรูปแบบของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมของประเทศ ทั้งในภาคการผลิต การค้า และภาคบริการ โดยจะอาศัยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการให้เกิดคุณค่าด้วยเอกลักษณ์หรือภูมิปัญญาของไทย ผสมผสานกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยได้กำหนดกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการทั่วประเทศเป็นเป้าหมายนำร่อง ซึ่งจะผ่านการคัดเลือกโดยความร่วมมือจากหน่วยงานร่วม 5 หน่วยงาน

ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการรับผิดชอบผู้ประกอบการภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการภาคเหนือ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ดำเนินการภาคใต้ และสถาบันอาหาร ดำเนินการภาคกลาง

สำหรับเป้าหมายการดำเนินการจะเป็นการพัฒนาและสร้างคุณค่าสินค้าและบริการในเชิงพาณิชย์ ไม่น้อยกว่า 100 ราย รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพในเชิงพาณิชย์อีกไม่น้อยกว่า 20 ราย ซึ่งนอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของสินค้าและบริการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มดังกล่าวแล้ว การดำเนินการยังรวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลด้านนวัตกรรมและด้านสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม เพื่อให้ผู้ซื้อหรือผู้ผลิตสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน และการดำเนินการจากการขยายตลาดทางการค้าและการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดของธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการอีกด้วย

ซึ่ง สสว.คาดหวังว่าจากความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในการดำเนินการ สำหรับการสร้าง ผู้ประกอบการนำร่องที่สามารถพัฒนาและสร้างคุณค่าในตัวสินค้าและบริการ อันก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและรายได้จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จะเป็นการจุดประกายให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้มีการพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองให้ดีและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อความเติบโตของผู้ประกอบการและเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไปในอนาคต

หน้า 40

วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4206  ประชาชาติธุรกิจ





จำนวนผู้ชม 2972 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์