ไขรหัสความสำเร็จ KM 2 ประสานKM Marketing+Motivation

ไขรหัสความสำเร็จ KM 2 ประสานKM Marketing+Motivation | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



* เปิดโมเดลใหม่การจัดการความรู้ให้ประสบความสำเร็จ
       
       * ประยุกต์KM Marketing จาก4Ps มาเป็น 4Cs
       
       * กะเทาะแรงจูงใจให้คนเก่งยอมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
       
       * แนะเคล็ดดึงองค์กรความรู้คนเก่งผูกพันองค์กรทั้งตัว+ใจ

       
       เบื้องหลังความสำเร็จ ความยั่งยืนขององค์กรในยุคปัจจุบัน ปฎิเสธไม่ได้ว่า การจัดการความรู้หรือ Knowledge Management: KM เป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญ พอๆกับ “คน” เพราะหากคนในองค์กรมีองค์ความรู้ และสามารถจัดการได้อย่างชาญฉลาด แน่นอนว่า องค์กรแห่งนั้นสามารถบรรลุเป้าหมาย “องค์กรแห่งการเรียนรู้”ได้อย่างไม่ยากนัก
       
       หลังจากแนวคิด KM ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย แต่ก็เกิดคำถาม ข้อสงสัยต่างๆในมิติ “คน”ที่โดดเด่น คือ ทำอย่างไรจึงจะให้ การบริหารจัดการความรู้ ประสบความสำเร็จ..มีกลยุทธ์ใดที่บ้างที่สามารถประยุกต์ใช้แล้วเกิดผล 2 นักวิชาการด้านบริหารทรัพยากรมนุษย์ จากคณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) “ รศ.ดร.จิรประภา อัครบวร คณบดี และ ดร.จุฑามาศ แก้วพิจิตร รองคณบดีฝ่ายวิชาการ” มีคำตอบ....
       
       “ กุญแจแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors) ของการทำการจัดการการความรู้ (Knowledge Management:KM)ในปัจจุบัน จะต้องประกอบ 2 โมเดล เข้าด้วยกัน ได้แก่ หนึ่ง- การสื่อสารด้วยการทำ KM Marketing และการทำความเข้าในพฤติกรรมศาสตร์ของมนุษย์ในเรื่องของแรงจูงใจ (Motivation) โดยสองเรื่องนี้เป็นแบบจำลองใหม่ (Model) ที่ควรนำมาใช้ในการทำเรื่องการจัดการความรู้ เพราะโดยทั่วไปแล้วหลายหน่วยงานจะใช้เพียงแค่ SECI Model ในการทำการจัดการความรู้ และควรนำมาผสมผสานกันในการทำการจัดการความรู้เพื่อให้ประสบความสำเร็จ”
       
       
KM Marketing แบบได้ผล
       

       อาจารย์ จิรประภา บอกอีกว่า KM Marketing Model เป็นการใช้พื้นฐานความรู้มาจากหลักการตลาด จาก 4Ps ( Productตัวสินค้า-Priceการตั้งราคา-Placeสถานที่จำหน่าย-Promotionการส่งเสริมการขาย) มาเป็น 4Cs ( Customerลูกค้า Convenience ความสะดวกในการเข้าถึง Cost ความคุ้มค่า Communicationรูปแบบการสื่อสาร ) เพื่อทำให้การจัดการความรู้นั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
       
       ทั้งนี้การทำการจัดการความรู้โดยทั่วไปแล้วมักจะเริ่มต้นด้วยคำถาม ความรู้อะไรที่อยากจะเก็บเอาไว้ (What) จากนั้นควรจะเก็บอย่างไร (How)แต่การจัดการความรู้ตามแบบจำลองนี้ควรเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใครบ้างต้องการใช้ความรู้อะไร ใครต้องการอยากจะได้ความรู้อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขา (Who) เป็นการเริ่มต้นทำการจัดการความรู้ด้วยการใช้หลัก Customer focus ใครอยากรู้และอยากใช้ความรู้อะไร เพื่อที่จะได้เก็บได้ตรงตามความต้องการ
       
       สำหรับ วิธีการจัดเก็บข้อมูลและความรู้ต่างๆนั้นจะต้องทำให้พนักงานสามารถเข้าถึงความรู้นั้นได้อย่างสะดวก (Convenience) สิ่งต่อมาที่สำคัญคือการสื่อสาร (Communication) เพราะความรู้หรือเรื่องเดียวกันนั้นจะใช้วิธีการสื่อสารที่แตกต่างกันตามกลุ่มของผู้รับสาร เช่น หากเป็นพนักงานปฏิบัติการในโรงงาน อาจต้องใช้การสื่อสารด้วยการพูดหน้าแถวตอนเช้า เสียงตามสาย ส่วนพนักงานในสำนักงานอาจใช้วิธีการติดประกาศหรือหนังสือเวียน
       
       “ หลักการง่ายๆ ที่ใช้ในการสื่อสารไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ให้เริ่มต้นจากคำถาม ทำไมจึงต้องรู้เรื่องนี้ (Why) ยิ่งในวัยผู้ใหญ่นั้น หากรู้ว่าสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้นั้นมีประโยชน์ต่อเขา ก็จะทำให้สนใจและเรียนรู้ได้ดี จากนั้นความรู้นั้นคืออะไร (What) โอกาสใดที่จะทำเรื่องนี้ (When) และ จะนำความรู้นี้ไปใช้อย่างไร (How) และจะต้องมีตัวอย่างประกอบด้วยว่าใครบ้างที่ทำเรื่องนี้แล้วประสบความสำเร็จ (Who) สุดท้ายการทำการจัดการความรู้ที่ดีต้องมีการพิจารณาถึง คือ ความคุ้มค่า (Cost) ต้องดูว่าควรทำเรื่องใดก่อนหลังและทำเรื่องใดจึงจะคุ้มค่า”
       
       
แรงจูงใจ กลไกแลกเปลี่ยนเรียนรู้
       

       แบบสอง-Motivation Model เป็นการพิจารณาตามหลักพฤติกรรมศาสตร์ของมนุษย์ โดยจะต้องรู้เรื่องแรงจูงใจที่ทำให้คนอยากที่จะทำการจัดการความรู้ (KM Motives) เริ่มต้นจากแรงจูงใจที่จะแลกเปลี่ยนความรู้ (Motivation to Share) เพราะคนเรานั้นจะจูงใจให้มาร่วมแลกเปลี่ยน ต่อเมื่อคนเรามีความรู้จริงในเรื่องนั้น และพนักงานจะต้องรู้ว่าความรู้นั้นเป็นประโยชน์อย่างไรต่อตนเองและองค์การ แต่หลายองค์การจัดการความรู้มักจะสื่อสารแต่ประโยชน์ขององค์การเท่านั้น ทำให้พนักงานไม่อยากที่จะเข้าร่วมจัดการความรู้
       
       ขณะเดียวกัน คนนั้นจะต้องมีความสามารถในการถ่ายถอดความรู้ด้วย แรงจูงใจที่จะเข้าถึงความรู้ (Motivation to Access) หลายองค์การจูงใจพนักงานให้เข้าร่วมการจัดการความรู้ด้วยการใช้รางวัล ต้องระมัดระวัง เพราะพนักงานบางคนอาจมองว่าความรู้นั้นถูกตีค่า และพนักงานอาจติดการได้รับรางวัลแต่ทั้งนี้การใช้รางวัลก็ควรพิจารณาถึงกลุ่มคนที่แตกต่างกันด้วย
       
       ต่อมาคือการจูงใจที่จะเรียนรู้ (Motivation to Learn) เมื่อพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้นั้นได้สะดวก บวกกับสามารถนำความรู้เหล่านั้นเอามาใช้ได้จริงก็อยากที่จะเรียนรู้มากขึ้น สุดท้ายแรงจูงใจที่จะนำไปปฏิบัติและประยุกต์ (Motivation to Apply) พนักงานจะต้องมีโอกาสที่ได้ใช้ความรู้เหล่านั้นในการทำงาน เอาความรู้ไปต่อยอดเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์แก่องค์การได้
       
       
เคล็ดดึงองค์ความรู้คนเก่ง
       

       อย่างไรก็ตาม เพื่อทลายข้อจำกัดของความเชี่ยวชาญในตัว หรือ ความรู้ที่ฝังในตัวคนเก่งหรือดาวเด่นในองค์กร ( Tacit Knowledge) ให้พร้อมที่จะถ่ายทอดทักษะสู่ผู้เกี่ยวข้อง อาจารย์ จุฑามาศ แนะว่า การทำการจัดการความรู้นั้นจะต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่มุ่งแต่จะดึงความรู้ออกมาจากตัวพนักงาน โดยเฉพาะการให้ความสำคัญว่า คนนั้นคือ คนสำคัญ (Somebody )ขององค์กร
       
       “ สิ่งสำคัญ คือ จะต้องบอกกับพนักงานว่าการที่เราต้องการความรู้จากคุณนั้น เพราะว่าคุณคือบุคคลสำคัญขององค์การ ความรู้ที่ได้มานั้นสามารถช่วยองค์การได้และความรู้นั้นจะไม่รั่วไหล พนักงานยังจะได้ทำงานกับองค์การต่อไป เมื่อพนักงานรู้สึกสบายใจก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากขึ้น (Engage to Share) เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การจัดการความรู้นั้นมีความเสี่ยง พนักงานกลัวที่จะสูญเสียความเป็นผู้เชี่ยวชาญ”
       
       ดร.จุฑามาศ ตั้งข้อสังเกตุว่า ในปัจจุบันหลายๆ องค์กร เมื่อพูดถึงเรื่องการจัดการความรู้ มักมีการตั้งคำถามหรือข้อสงสัยเกิดขึ้นว่า การจัดการความรู้ที่องค์กรต่างๆ ทำในปัจจุบันนั้น เป็นการจัดการความรู้ (Knowledge)หรือ เป็นการจัดการข้อมูลข่าวสาร (Information)กันแน่ ?
       
       ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจว่า “ความรู้” หมายถึง ข้อมูลข่าวสารที่ถูกนำไปใช้ในบริบทเหมาะสม ถูกเวลาและได้ผลลัพธ์ออกมา โดยผู้อ่านจะต้องสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปนับใช้ได้ทันที หลายองค์การจัดการความรู้ด้วยการรวบรวม Best Practice แต่ทั้งนี้จะได้ประโยชน์สูงสุด หากข้อความหรือเรื่องเล่าเหล่านั้นได้บอกถึงบริบทหรือสถานการณ์ในขณะนั้นด้วย เพื่อที่จะทำให้คนที่อ่านได้คิดและสามารถนำไปปรับใช้ได้ด้วย
       
       “ สิ่งที่ยากในการจัดการความรู้ คือ การนำความรู้ที่อยู่ภายใต้ภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเป็นความรู้ที่บุคคลสามารถอธิบายได้แต่ไม่อยากอธิบายและความรู้ที่ไม่สามารถอธิบายได้ออกมา เพื่อนำมาสร้างเครือข่ายความรู้ (Networking) เพราะโดยปกติคนเราจะนำเสนอหรือแบ่งปันความรู้เฉพาะที่สามารถอธิบายได้ แต่ยังไม่ได้ถูกนำไปบันทึก”
       
       3M กรณีตัวอย่างKM ยุค4
       
       รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คนเดิม บอกอีกว่า การจัดการความรู้สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ยุคได้แก่
       
       ยุคที่ 1 การนำความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคล(Tacit) นั้นนำเสนอออกมาเป็นรูปธรรม (Explicit) ให้ได้มากที่สุด จากนั้นนำความรู้ที่ได้มานั้นมาทำการจัดเก็บไว้ในรูปแบบต่างๆ
       
       ยุคที่ 2 การจัดการความรู้ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ เช่น Internet Intranet
       
       ยุคที่ 3 การจัดการความรู้ด้วยการเน้นไปที่การให้เกิดชุมชนนักปฏิบัติ (COP) ในองค์การ เพื่อให้พนักงานได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
       
       ยุคที่ 4 การจัดการความรู้ด้วยรูปแบบของ Social Networking องค์การจะต้องจัดทำแผนที่ความรู้ (Knowledge Mapping) โดยเสาะหาว่าใครเก่งเรื่องอะไรอยู่ที่ไหนในองค์การ จากนั้นก็ทำแผนที่ความรู้เอาไว้ เมื่อต้องทำงานหรือโครงการที่ต้องใช้ความรู้ที่หลากหลายก็สามารถเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานได้ การทำแบบนี้เป็นการจัดการความรู้รูปแบบใหม่ที่ช่วยให้เกิดความผูกพันของพนักงานด้วย
       
       “ ตัวอย่างขององค์การ 3M ที่ทำการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ด้วยการใช้ Social Network ช่วยในการทำแผนที่ (Map) คนเก่งและคนที่มีความรู้ว่ามีคนที่มีความรู้ในเรื่องนี้อยู่ตรงไหนบ้างในองค์การ ทำให้ทราบว่าคนหนึ่งคนมีความรู้มากกว่าหนึ่งอย่าง และหากมีโครงการหรืองานที่ต้องทำ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าก็สามารถนำพนักงานที่ความเชี่ยวในเรื่องต่างๆนั้นมารวมตัวกันเพื่อทำงานได้อย่างประสบความสำเร็จ พร้อมช่วยให้พนักงานได้รู้จักกันและมีความผูกพันกับองค์การด้วย”
       
       ทั้งนี้จากงานวิจัยในประเทศไทยเรื่อง Employee Engagement ในแบบไทยๆ นั้น พบว่า พนักงานนั้นจะผูกพันต่อองค์การก็ต่อเมื่อ หนึ่ง รู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่สำคัญขององค์การ (Somebody) เช่น ได้รับหน้าที่สำคัญในการทำงาน คนไทยชอบได้หน้ามากกว่าได้เงิน หากองค์การให้ความสำคัญกับพนักงานในองค์การซึ่งลงทุนน้อยมากนี้ก็จะทำให้พนักงานผูกพันกับองค์การ สอง-การมีส่วนร่วม สาม- ความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน และสี่-ความก้าวหน้าในการทำงาน
       
       เรียบเรียงจาก งานเสวนา HROD TALK ครั้งที่ 8 “ ต่อยอดวิทยายุทธ์การจัดการความรู้ สร้างดาวเด่นให้ผูกพัน” Knowledge Engagement : Beyond Knowledge Management โดยคณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมกับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 360*รายสัปดาห์

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์





จำนวนผู้ชม 7373 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์