ประลอง "ปัญญา" มาร์เก็ตเตอร์ ยุคนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

ประลอง "ปัญญา" มาร์เก็ตเตอร์ ยุคนวัตกรรมเปลี่ยนโลก | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM



:วิทอง ตัณฑกุลนินาท

เมื่อลมหายใจของธุรกิจยุคนี้คือ "นวัตกรรม" ดังนั้น "Competency" ของ "นักการตลาด" จึงต้องตามติดพิชิตความเป็นสุดยอดในเรื่องนี้ด้วย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เท่านั้นยังไม่พอต้องผนวกความสามารถด้านบริหารจัดการ   รวมทั้งต้องมีความใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม  ซึ่งหากมีครบทั้งสามด้านก็เมคชัวร์ได้ว่าจะลุยศึกได้ทุกสนาม

นี่คือคำแนะนำของ "วิทอง ตัณฑกุลนินาท" นายกสมาคมเดอะบอสส์

เขาสรุปนิยามนวัตกรรม ว่าหมายถึง การ "แปลง" ความรู้ออกมาเป็นเงิน  ดังนั้นการแปลงความรู้ได้จำเป็นต้องมีทักษะ  ไม่เช่นนั้นจะมีลักษณะ "รู้" ไปทุกเรื่องแต่กลับ "ทำ" อะไรไม่ได้เลย

"คำถามก็คือ มีปัญญาหรือเปล่า? เพราะการนำความรู้มาเรียงเป็นกราฟเป็นตารางนั้นเป็นเพียงข้อมูลเท่านั้น แต่มันต้องวิเคราะห์ออกมาหรือต้องมีปัญญาที่จะแปลงให้เป็นเงินให้ได้"

ดังนั้นยิ่งองค์กรใดมีความรู้มาก มีคนเก่งที่มีทักษะอยู่มากก็สามารถแปลงเป็นเงินได้มากชนิดที่ว่า "เสก" ได้ทันอกทันใจเลยทีเดียว

"ในเชิงพาณิชย์ ถ้าขายเป็นเงินไม่ได้มันถือเป็นการประดิษฐ์คิดค้นเฉยๆ  และหากจะทำให้ขายได้ต้องบวกเรื่องมาร์เก็ตติ้งเข้าไปด้วย"

วิทองว่านวัตกรรมทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลง "สองแบบ"   สำหรับแบบแรกนั้นคือ การเปลี่ยนแบบก้าวกระโดด คือทำให้สินค้าเดิมๆ หายหน้าหายตาไปเลย  และแบบที่สองก็คือ การเปลี่ยนแปลงจากความสามารถหนึ่งจนกลายเป็น "ทุกสิ่งทุกอย่าง"

ยกตัวอย่างที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ก็คือโทรศัพท์มือถือ เพราะวินาทีนี้ศักยภาพของมัน "more than a mobile phone"  เพราะเป็นกล้องถ่ายรูปก็ได้ ส่งเมล รับเมลก็ได้ ฯลฯ   เรียกว่าหากวัน ไหนเกิดลืมมันไว้ที่บ้านจะมีอันต้องหงุดหงิดงุ่นง่านทำงานไม่เป็นกันเลยทีเดียว

เขาบอกว่าองค์กรธุรกิจจะก้าวทันโลกนวัตกรรมได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสองเรื่องคือ "คิดได้" และ "ขายได้"

จำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรต้องมีคนที่รู้และเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี  เพราะถ้าไม่มีคนเก่ง หรือทีมงาน ก็อย่าหวังว่านวัตกรรมจะสามารถเกิดขึ้นได้เอง ทั้งต้องคำนึงว่าคนในองค์กรต้องรู้เรื่องนี้เหมือนกันและเท่าๆ กันอีกด้วย

วิทองบอกว่าเรื่องนวัตกรรมนั้นถือว่าบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง  "3 เอ็ม" เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ซึ่งเขาเองมีประสบการณ์ทำงานที่นั่นถึง  22 ปี และสิ่งที่เขาและพนักงานทุกๆ คนได้เรียนรู้จากองค์กรนี้ก็คือ นวัตกรรม นวัตกรรม และนวัตกรรม

องค์กรนี้ "โฟกัส" เพียงแค่เรื่องนี้เท่านั้นและก็ยังใช้สูตรนี้มาจนถึงปัจจุบันเพราะผลลัพธ์ที่มันแสดงก็คือมันสร้างการเติบโตอย่าง "ยั่งยืน" ให้กับธุรกิจ

แล้วต้องทำอย่างไรจึงเกิดนวัตกรรม?   วิธีการก็คือ องค์กรต้องมี "วิสัยทัศน์" ที่ชัดเจน หรือต้องรู้ใน "สิ่งที่อยากจะเป็นในอนาคต" เสียก่อนว่าองค์กรเราอยากเป็นอะไร

"ยกตัวอย่าง 3 เอ็ม บริษัทชั้นนำของโลกที่ผมเคยทำงานอยู่นานเป็นสิบๆ ปี  ซึ่งต้องการเป็นที่สุดของความพึงพอใจ  โดยจะต้องทำให้ได้ถึง 3 เด้ง  คือ 1. ลูกค้าต้องพอใจ  2. มีการซื้อซ้ำ และ 3. แนะ นำคนอื่นมาซื้อต่อ   โดยมีทีมงานวิจัยเรื่องนี้อย่างมุ่งมั่น ขณะที่การตลาดปัจจุบันมันกลับหนักหนายิ่งขึ้นอีกเพราะต้องทำให้ได้ถึง  4  เด้งแล้ว คือเพิ่มในเรื่องเพื่อการซื้อแจกด้วย"

Empowerment  หรือการมอบอำนาจ เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสร้างนวัตกรรมเช่นกัน  ภายใต้ข้อแม้ที่ว่า ผู้บริหารองค์กรต้องรู้ว่าใครกันที่เก่ง ? และเขาเก่งด้านใด? เพราะต้องใช้ให้ถูกคนถูก งาน หรือ Put the right man in the right job

องค์กรที่น่าอิจฉาส่วนใหญ่มักจะเพียบพร้อมไปด้วยคนเก่ง 3 ด้าน  นั่นคือ  เก่งคิด เก่งทำ และเก่งพูด  ซึ่งเรื่องของการสื่อสารถือว่าสำคัญ เป็นความสามารถของการพูด 360 องศา คือคุย กับลูกน้องก็ได้ กับเจ้านาย กับเพื่อนร่วมงาน และกับลูกค้าก็ดีไปหมด

แต่อย่างไรก็ตามหากให้คนเก่งคิดเป็นคนทำ  ให้คนเก่งทำมาคิด  หรือให้คนเก่งพูดไปทำ ...คงพังอย่างแน่นอน

"ผมทำทุกอย่างด้วยปาก เป็นคนคิดเก่ง สั่งเก่ง เก่งคน แต่ถ้าให้ลงมือทำน่าพัง เราต้องรู้ว่าเราเก่งอะไร ถ้าเราเก่งคิดก็ควรหาคนที่เก่งทำ และเมื่อรู้ว่าใครเก่งอะไรก็มอบความรับผิดชอบ และให้ผลตอบแทนที่งดงามกับเขาไป แจ็คเวลล์ ถือเป็นโมเดลผู้บริหารที่เก่งในเรื่องการบริหารจัดการคนมาก"

เขาบอกว่าผู้บริหารหรือ Top  คงไม่อาจรู้หรือเก่งทุกเรื่อง  เคล็ดไม่ลับก็คือ นวัตกรรม เกิดขึ้นเพราะพนักงานระดับล่าง ไม่ใช่เพราะนายสั่งให้ทำ

"มีกรณีบริษัทประกอบรถยนต์แห่งหนึ่งซึ่งมีกล่องรับข้อคิดเห็นจากพนักงานและหากเป็นข้อเสนอที่ดีก็จะให้รางวัลให้ด้วย  และมีพนักงานคนหนึ่งสมมุติชื่อว่า แจ๋ว เขาได้เขียนนำเสนอว่าไม่ควรจะติดราวจับเหนือหัวคนขับรถในรถทุกคันอีกต่อไปเพราะเขาสังเกตว่าที่จริงแล้วไม่เห็นมีใครจับมันเลยเห็นจับแต่พวงมาลัย  แล้วจะติดทำหยัง?  คนไม่จับจะติดทำไม?   และนี่คือความเห็นที่ช่วยเซฟเงินได้หนึ่งแสนกว่าล้านบาททีเดียว"

อีกตัวอย่างก็คือ "โตโยต้า" ซึ่งสอนนวัตกรรมให้พนักงานเกี่ยวกับ "กระบวนการผลิต" ที่ดูเหมือนว่าขั้นตอนจะถูกลำดับ 1-2-3  อย่างตายตัวแล้ว แต่ใช่ว่าจะทำนวัตกรรมไม่ได้

"ผมไปลงคอร์สวิถีโตโยต้ามาเขาสอนวิธี "พับเสื้อ"  ซึ่งปกติเราอาจจะพับ 8 ขั้นตอนแต่โตโยต้าบอกว่าวันนี้พับได้ 8 แต่อีกสามเดือนเหลือ 6  หรืออีก 3 เดือนเหลือ 3 ได้มั้ย  ซึ่งปัจจุบันโตโยต้าสามารถพัฒนากระบวนการพับเสื้อตัวหนึ่งเหลือแค่ 3  ขั้นตอนเท่านั้น  กระบวนการหรือมาตรฐานใดก็ตามที่ปิดล็อกไม่ยืดหยุ่นและข้ามขั้นตอนไม่ได้เลยตลอดชีวิต เช่น ISO ผมมองว่ามันไม่ทำให้เกิดนวัตกรรม"

เขากล่าวต่อว่าความล้มเหลวของธุรกิจส่วนใหญ่มักเกิดจากคนมักชอบ "ขายก่อนคิด"  ประเภททำไปเรื่อยๆ ผิดแล้วแก้ใหม่ แต่ไม่รู้ว่าที่ถูกต้องแล้วเป็นแบบไหนกันแน่

ขณะที่ "คีย์ซัคเซส" ก็คือการคิดให้เก่งเสียก่อน  คิดแล้วค่อยทำแล้วค่อยขาย  ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ก่อนจะผลิตสินค้าวางขายในตลาดทุกครั้งต้องผ่านกระบวนการคิด ผ่านการสำรวจฐานจำนวนประชากร และความต้องการที่แท้จริงอยู่เสมอ  เพราะไม่ลืมกฎที่ว่า "เวลาเปลี่ยนใจคนเปลี่ยน"

แม้ว่าการที่คิดได้แล้วขายได้มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับโลกในยุคที่มวยต้อง "ชกข้ามรุ่น"  ยุคที่ต้องจับมือกันแล้วจะรอด หรือ "ไฮบริดมาร์เก็ตติ้ง" ที่อาศัยการแลกฐานลูกค้าซึ่งกันและกัน

แต่หากคิดให้เก่ง จนปัญญาเกิดแล้วอะไรก็ไม่น่าจะยาก  และอาจจะง่ายยิ่งขึ้นหากไปนั่งฟังแนวคิดที่เป็นสุดยอดจากสุดยอดนักการตลาดของไทยในคอร์สอบรม "นักการตลาดมืออาชีพ รุ่นที่15" ของสมาคมเดอะบอสส์  คลิกอ่านรายละเอียดที่ www.thaiboss.com

 

ที่มา : bangkokbiznews.com





จำนวนผู้ชม 3227 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์