สิริลักษณ์ ตันศิริ "การจุดพลังความสำเร็จต้องดึงศักยภาพจากภายใน"
คอลัมน์ hr young blood
โดย เอื้อมพร สิงหกาญจน์ [email protected]

|
คุณคิดว่าคนเราหยุดพัฒนาตัวเองเมื่อไร อายุ 25 ปี 30 ปี หรือ 40 ปี
ความจริงแล้วคนทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองได้ทุกวันตลอดชั่วชีวิต "สิริลักษณ์ ตันศิริ" นักสร้างแรงบันดาลใจหญิงหนึ่งเดียวในประเทศไทยเป็น ตัวอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ที่น่าสนใจ
"วันนี้มาติดเทอร์โบให้กับชีวิตกัน สัมผัสช่วงเวลาพิเศษในชีวิต จินตนาการภาพความสำเร็จ อยากเป็นอะไร อยากทำอะไร"
เสียงที่ได้ยิน ภาพที่เห็นบนเวทีของ โค้ชสิริลักษณ์ ที่เล่นบทปลุกยักษ์ในตัวหลายคนให้ลุกขึ้นมาสร้างความสำเร็จให้กับตัวเองและองค์กร อาจทำให้หลายคนคาดไม่ถึงว่าอดีตเธอคนนี้คือซูเปอร์ซิ่ม นักบัญชีพันธุ์แท้ที่วางตัวเองไว้ในโลกแคบๆ พูดน้อย พบปะผู้คนน้อยมาก
หลายคนคงสงสัยว่า แล้วเพราะเหตุใดชีวิตเธอจึงพลิกผันไปได้ขนาดนี้
"สิริลักษณ์" สาวร่างเล็กในชุดทะมัด ทะแมง บอกอย่างเปิดเผยว่า จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดจากความคิดที่อยากเปลี่ยนตัวเอง
"ช่วงหนึ่งของชีวิต น้องสาวถูกชวนเข้าไปทำงานในระบบ MLM ด้วยความที่กลัวว่าน้องจะถูกหลอกก็ตามไปดูแลแต่พอเดินเข้าไปก็เริ่มเห็นโลกอีกใบหนึ่ง ตื่นตา ตื่นใจกับชีวิตของคนที่เข้ามาทำงานตรงนั้นเพราะส่วนใหญ่มีการศึกษาดี มีทั้งหมอ วิศวกร เภสัชกร ฯลฯ ที่สำคัญทำงานได้ไม่นานก็มีเงินก้อนโต พอเห็นอย่างนั้นก็อยากที่จะกระโจนออกจาก โลกใบเล็กเข้าไปเรียนรู้งานใหม่ และด้วยความที่อยากประสบความสำเร็จก็ขวนขวายพัฒนาตัวเองตลอดเวลา หาหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองมาอ่าน กูรูระดับเวิรลด์คลาสคนไหนที่เยี่ยมยุทธ์ก็ไปสมัครเป็น ลูกศิษย์หมด"
ท้ายที่สุดเธอก็เปลี่ยนชีวิตได้จริงๆ
หลังจากที่บินไปฟัง Anthony Robbins นักโมติเวตระดับโลกที่ประเทศสิงคโปร์ "สิริลักษณ์" ก็หยิบเอาคำกล่าวของแอนโทนีที่ให้พลิกเอาความเจ็บปวดมาเป็นพลังในการขับเคลื่อน ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เดินหน้าเต็มกำลังที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง วางโปรแกรมชีวิตใหม่ สร้างจิตใต้สำนึกใหม่ให้กับตัวเอง ศักยภาพที่ไม่เคยรู้เลยว่ามีอยู่ในตัวเองก็ถูกดึงออกมาใช้
"แอนโทนีนอกจากให้ทบทวนตัวเองว่ามีอะไรที่อยากทำแล้วยังทำไม่ได้ ติดข้อจำกัดอะไร ตอนนั้นมีความฝันว่าอยากประสบความสำเร็จในธุรกิจที่ทำอยู่ แต่มองไปมองมายอดขายที่ทำได้ยังน้อยกว่าแม่ค้าขาย ไส้กรอกเสียอีก ทั้งๆ ที่ดูแล้วศักยภาพของเราน่าจะมากกว่าเขา แต่ก็ยังคงให้เหตุผลกับตัวเองว่าเราใช้เวลาแค่เสาร์-อาทิตย์ และช่วงเย็นในการทำธุรกิจเวลาที่เหลือก็ทำงานประจำ ทำได้แค่นี้ก็น่าจะโอเคแล้ว แต่พอกลับมาสำรวจตัวเองจริงๆ ถึงกลับต้องหลั่งน้ำตาเมื่อพบว่าตัวเองเป็นคนอ่อนแอ จับจด ไม่มีความมุ่งมั่น ใช้ชีวิตเป็นคุณหนูมาตลอด"
ความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงตัวเองเริ่มปรากฏชัดเมื่อมีเสียงเรียกร้องจากคนรอบข้างขอให้ "สิริลักษณ์" ช่วยจุดไฟในตัวให้ จากคนกลุ่มเล็ก 5-6 คนก็ขยายเป็น 50 คน เป็น 100 คน
ในที่สุด "สิริลักษณ์" ก็พบว่านี่แหละคือคุณค่าของชีวิต เพราะทุกครั้งที่ได้ถ่ายทอดพลังความสำเร็จให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะรู้สึกว่ามีความสุขมาก คำขอบคุณที่ผู้เข้าร่วมสัมมนา ผู้บริหารองค์กรมอบให้หลังงานสัมมนาปิดฉากลงคือพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้เธอไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาตัวเอง และเดินสายปลุกยักษ์ไปทั่วประเทศ
"เรามีประสบการณ์จริงในการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่จะนำมาสอนคนอื่นได้ ไม่ได้มีแต่ทฤษฎีเพียงอย่างเดียว"
นี่คือสิ่งที่ทำให้เวทีในการปลุกยักษ์ของ "สิริลักษณ์" มีสีสันครบรส ทั้งเปรี้ยว หวาน มัน ฮา ได้ปัญญา และชีวิตเปลี่ยนแตกต่างจากโค้ชด้านการสร้างแรงบันดาลใจจากคนอื่นๆ
"สิริลักษณ์" บอกว่า การจะเปลี่ยนแปลงตัวเองต้องมีพลังของอารมณ์ในการขับเคลื่อน หลายคนผู้บริหารส่งไปอบรม แต่ปิดหูปิดตาไม่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ความเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิดเพราะสิ่งเหล่านี้มาจากระบบคิดภายใน ฉะนั้นก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าตัวเองอยากได้อะไร เพราะการจุดพลังความสำเร็จในตัวบุคคลจะต้องดึงศักยภาพจากภายในมาใช้ สร้างความเชื่อมั่น ความฮึกเหิม ให้ทุกคนอยากมีชีวิตที่ ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
ด้วยเหตุนี้ก่อนที่จะเข้าไปทำ in house training ให้กับองค์กรใดโค้ชสิริลักษณ์จึงต้องรู้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่าผู้บริหารองค์กรต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร แล้ววัฒนธรรมองค์กรในปัจจุบันเป็นอย่างไร จากนั้นจึงมาดีไซน์หลักสูตรเพื่อที่จะพูดให้ตรงประเด็น แล้วใช้ศิลปะในการสื่อสารโน้มน้าวใจ เข้ามาช่วย
และนี่คือเหตุผลที่ผู้บริหารในหลายองค์กรถึงกับทึ่งในความเปลี่ยนแปลงของพนักงานหลังการเข้าคอร์สติวเข้มกับโค้ช สิริลักษณ์ หลายองค์กรผู้บริหารถึงกับเขียนจดหมายมาขอบคุณ
"หลังงานสัมมนา ขุมทรัพย์ล้ำค่า ไม่ใช่เงิน แต่เป็นใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และบรรยากาศความเอื้ออาทรของพนักงาน ในบริษัทอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผมมั่นใจว่าความสุขทางใจของพนักงานในวันนี้ คือกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่ความสุข ที่ยั่งยืนในวันข้างหน้า ขอบคุณอาจารย์ สิริลักษณ์ที่มาช่วยปลุกยักษ์ทำให้องค์กรผ่านวิกฤตไปได้"
ข้อความสั้นๆ เพียงไม่กี่บรรทัด ช่วยเติม พลังชีวิตให้กับโค้ชคนนี้ได้อย่างมหาศาล
"ถ้าเราต้องการเปลี่ยนผลลัพธ์ในชีวิตที่ดีขึ้น ขั้นแรกต้องเปลี่ยนความคิด เพราะเมื่อใดทัศนคติในการทำงานไม่เอื้ออำนวยต่อความสำเร็จ ความสำเร็จก็จะไม่เกิด ถ้าวิเคราะห์เจาะลึกจะพบว่าคนทุกคนมีระบบความคิดที่บล็อกความสำเร็จอยู่มากมาย
การโค้ชจึงต้องจุดประกายให้ทุกคนเห็นถึงวิธีคิด โดยยกตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนแต่เป็นคนธรรมดาแต่เป็นเพราะวิธีคิดที่แตกต่างทำให้พวกเขาเหล่านั้นก้าวขึ้นมาได้ เพียงแค่นี้ทุกคนก็ตื่นตา ตื่นใจนั่งเก้าอี้ไม่ติด"
"ถ้าถามว่าทุกคนอยากก้าวหน้าไหม อยากประสบความสำเร็จไหม ไม่มีใครในโลกที่ตอบปฏิเสธ ฉะนั้นต้องเปลี่ยนตัวเอง เคลียร์วิธีคิดเก่าๆ ออกจากสมองแล้วติดตั้งระบบคิดใหม่ที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จเข้าไป ใช้พลังของอารมณ์ให้เป็นประโยชน์ ทำให้ทุกวันทำงานเป็นวันที่มีความสุข งานก็จะออกมาดีเอง"
แต่อย่างไรก็ตาม โค้ชสิริลักษณ์บอกว่า คนทุกคนมีโอกาสไฟมอดได้ทุกวัน ซึ่งโค้ชไม่สามารถตามไปจุดไฟให้กับทุกคนได้ตลอด ดังนั้นคนที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองต้องสร้างพลังใจให้กลับขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง หรือเรียกว่า self motivation จึงจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ฉะนั้นทุกคนต้องค้นหาตัวเองให้เจอว่าอะไรที่ทำให้ตัวเองมีพลังแล้วนำสิ่งนั้นมาพลิกชีวิตสู่ความสำเร็จ
เส้นทางนักโมติเวตของ "สิริลักษณ์ ตันศิริ" ในวันนี้ไม่ต่างอะไรจากปุ๋ยใส่ต้นไม้ ดังนั้นก่อนที่จะไปเติมพลังชีวิตให้กับคนอื่นเธอจึงต้องเสริมคุณค่าให้กับตัวเองทุกวัน
แล้วคุณล่ะ...พร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเองหรือยัง
หน้า 34
ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ