สัมภาษณ์

|
"รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์" ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการด้านแรงงานที่มีจุดยืนเพื่อผู้ใช้แรงงานมาโดยตลอดกว่า 30 ปี ได้ให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ในประเด็นเรื่อง "แรงงาน" ในฐานะเป็น "มนุษย์เงินเดือน" หรือแรงงานในระบบ และแรงงานนอกระบบที่ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะใน 2551 ที่ภาวะค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น พร้อมเสนอทางออกของปัญหาที่ "รัฐบาลใหม่" ควรนำไปพิจารณา
โดยเริ่มว่ากันตั้งแต่ "แรงงาน" หมายถึงคนกลุ่มใด ซึ่ง รศ.แล บอกว่า ตามความเข้าใจของคนทั่วไปจะหมายถึงคนที่ทำมาหารายได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่ ไถนา ทำมาค้าขายด้วยตัวเอง หรือเป็นลูกจ้าง ซึ่งต่างจากคนที่ทำมาหารายได้ด้วยการใช้ทุน ใช้ที่ดิน ซึ่งมีรายได้จากดอกผล ค่าเช่า ค่านายหน้า
ขณะที่กฎหมายแรงงานปัจจุบันกลับตีความหมายแรงงานไว้แคบมาก คือหมายถึง "ลูกจ้าง" เท่านั้น นั่นคือลูกจ้างที่กินค่าจ้างรายวัน หรือรายเดือน เพราะฉะนั้นกฎหมายแรงงานจึงไม่คุ้มครองแรงงานที่ไม่ใช่ลูกจ้าง ได้แก่ ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ คนขับรถตุ๊กตุ๊ก คนขับรถเท็กซี่ ลูกจ้างตามบ้าน หรือลูกจ้างที่รับเหมาช่วงไปทำงานตามห้องเช่า ตาม ทาวน์เฮาส์ต่างๆ หรืออาจรวมเรียกว่า แรงงานนอกระบบ ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ จะต้องได้รับการประกันสังคม ได้รับชดเชยจากการไม่มีงานให้ทำ หรือถูกให้ออกจากงาน ก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองในส่วนนี้
ศก.แย่ แรงงานนอกระบบโดนก่อน
ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจมีปัญหา แรงงานนอกระบบจะเป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบก่อน โดยขณะนี้มีการใช้แรงงานนอกระบบในลักษณะแรงงานเหมาช่วงจำนวนมาก โดยหลายกิจการใช้แรงงานนอกระบบหรือแรงงานเหมาช่วงในสัดส่วนที่สูง เช่น กิจการรถยนต์ หรือโรงงานใหญ่ๆ ที่ผลิตรถยนต์ ผลิตชิ้นส่วน อะไหล่ ต่างก็มีการให้เหมาช่วงทั้งนั้น
ถ้าวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้น สินค้าขายไม่ออก จำเป็นต้องหยุดผลิต สิ่งที่เกิดตามมาคือแรงงานเหมาช่วงจะต้องถูกยุติก่อนคนอื่น เนื่องจากการเลิกจ้างในกิจการเหมาช่วงไม่ต้องจ่ายชดเชย เพียงแค่ไม่ส่งวัตถุดิบให้ทำเท่านั้นเอง
ทั้งนี้การจ้างแรงงานรับเหมาช่วงเป็นวิธีที่หลายกิจการนิยมทำ เพราะทำให้เกิดความคล่องตัวในการจ้างและการเลิกจ้าง เนื่องจากต้องการจ้างหรือเลิกจ้างเมื่อไรก็ได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย และจ่ายค่าจ้างเท่าไรก็ได้
เพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงานไปไม่ถึงบุคคลเหล่านั้น โดยสรุปรวมๆ ก็คือเป็นการลดต้นทุนนั่นเอง
"เพราะฉะนั้นถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คนที่เดือดร้อนที่สุดคือแรงงานนอกระบบ ดังนั้นถ้าจะคุ้มครองแรงงานกันจริงๆ ก็ต้องตีความแรงงานกันใหม่ให้มากกว่าลูกจ้าง"
เสนอแก้ไขกฎหมายแรงงาน
รศ.แลจึงเสนอว่า ต้องแก้ไขกฎหมายแรงงาน โดยขยายการตีความแรงงานให้ครอบคลุมถึงแรงงานที่อยู่นอกระบบด้วย โดยขณะนี้มีความพยายามที่จะตีความหรือขยายคำจำกัดความ ของลูกจ้างให้ครอบคลุมลูกจ้างนอกระบบเพื่อ ให้ไปอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายประกันสังคมได้
อย่างไรก็ตามรัฐบาลที่ผ่านๆ มาไม่เคยเป็น ผู้ริเริ่มเรื่องนี้เลย มีแต่ความพยายามผลักดันของแรงงานนอกระบบที่เรียกร้องให้ขยายการตีความคำว่า แรงงานให้ครอบคลุมพวกเขาด้วย
"หากรัฐบาลใหม่จะมีนโยบายเกี่ยวกับแรงงาน ควรหันกลับมาทบทวนคำว่า แรงงาน กันใหม่ เพราะกฎหมายแรงงานปัจจุบันไม่ใช่กฎหมายลูกจ้าง มันต้องมีความสามารถที่จะคุ้มครองผู้ใช้แรงงานมากกว่าความเป็นลูกจ้างเท่านั้น"
เปิดจุดอ่อน "มนุษย์เงินเดือน"
แม้แต่แรงงานในระบบก็มีจุดอ่อนหลายๆ อย่าง ที่เห็นได้ชัดคือ "ค่าจ้างขั้นต่ำ" โดยตามกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำคือค่าจ้างที่จ่ายลูกจ้างแรกเข้าและไร้ฝีมือ ซึ่งใช้ไม่ถูกต้องทั้งสองอย่าง เพราะคนที่ทำงานมา 10 ปี คงไม่ใช่ลูกจ้าง แรกเข้า
ขณะเดียวกันทำงานมาขนาดนี้ก็คงไม่ใช่ไร้ฝีมือ แต่รัฐไม่มีปัญญาที่จะทำให้นายจ้างสามารถจ่ายค่าจ้างให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างลูกจ้างแรกเข้าไร้ฝีมือกับลูกจ้างที่เข้ามานานและมีฝีมือ ซึ่งควรจะได้ค่าจ้างสูงกว่า แต่ไม่เป็นแบบนั้น และไม่มีมาตรการอะไรดูแล ตราบใดที่นายจ้างปรับค่าจ้างขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว รัฐไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง
ปัญหาดังกล่าว รศ.แลบอกว่า ทางแก้คือรัฐอาจต้องวางเงื่อนไขกำหนดให้มากกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ เช่น จะต้องมีการกำหนดว่า ต้องมีการปรับเงินเดือน หรือค่าจ้างให้สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอย่างน้อยกี่เปอร์เซ็นต์ เมื่อทำงานผ่านไปเป็นระยะเวลา 3 ปี หรือ 5 ปี เป็นต้น
หมดยุคใช้ค่าแรงต่ำดึงนักลงทุน
รศ.แลมองว่าปัจจุบันหมดยุคใช้ค่าแรงถูกหรือการกดค่าแรงต่ำ เพื่อแข่งขันดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนเหมือนช่วงแรกเริ่มการลงทุน แต่ช่วงหลังหลายประเทศไม่ได้ทำแบบนี้แล้ว แม้แต่เวียดนามแม้จะดูว่ามีค่าจ้างถูกแต่มีเงื่อนไขอื่นๆ มากมายที่ให้กับแรงงาน เช่น เมื่อจ้างงานต้องมีหอพักให้ลูกจ้างอยู่ และสนับสนุนให้ลูกจ้างมีฐานะมีอำนาจต่อรองกฎหมาย โดยจะกำหนดว่า เมื่อเริ่มดำเนินการไม่เกิน 6 เดือน ต้องมีสหภาพแรงงานเกิดขึ้นในสถานประกอบการ
รวมถึงการจ่ายเงินชดเชยก็ไม่ได้จ่ายตามอายุงาน ถ้าคนทำงานด้วยอายุงานเท่ากัน แต่ถ้าออกจากงานด้วยอายุที่มากกว่าและหางานยากกว่า ต้องจ่ายชดเชยมากกว่า ขณะที่ผู้หญิงที่ลาคลอดถ้างานหนักกว่าก็ลาคลอดได้มากกว่า ถ้างานเบาก็ลาคลอดได้น้อยกว่า
"มาถึงวันนี้คนส่วนใหญ่คงไม่คิดเรื่องการเอาค่าแรงถูกไปล่อนักลงทุน เพราะนักลงทุนคงมองแง่อื่น เช่น ประสิทธิภาพการผลิต การมีเสถียรภาพของการทำงาน และปัจจัยอื่นๆ เช่น เรื่องของภาษี การส่งเงินเข้าส่งเงินออก ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าค่าจ้างเป็นปัจจัยส่วนน้อยของต้นทุน เพราะฉะนั้นไปกดให้ค่าแรงถูกอย่างเดียวไม่ได้ช่วยสักเท่าไร"
ต้นทุนค่าจ้างเฉลี่ยทั้ง ปท.ไม่เกิน 10%
ทั้งนี้ รศ.แลประเมินว่า ต้นทุนค่าจ้างแรงงานโดยเฉลี่ยทั้งประเทศไม่น่าจะเกิน 10% ของต้นทุนรวม โดยบางกิจการสัดส่วนค่าจ้างต่อต้นทุนจะน้อยมาก เช่น อุตสาหกรรมไฮเทค แต่ถ้าเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น สิ่งทอ ตัดเย็บเสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งต้องใช้ฝีมือก็อาจมีต้นทุนที่สูงบ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วเทียบกับประเทศตะวันตกไม่ได้ เพราะค่าแรงเขาสูงมาก เพราะมีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง
"ค่าจ้างเรายังไปได้อีกไกล พอให้ลูกจ้างเกิดกำลังใจในการทำงาน มีชีวิตที่มั่นคง ไปพร้อมๆ กับการเติบโตของอุตสาหกรรม ไม่งั้นธุรกิจโตอย่างเดียวแต่แรงงานแย่ซึ่งเป็นอันตราย เพราะว่าแนวโน้มความเชื่อในปัจจุบัน แม้กระทั่งกฎหมายรัฐธรรมนูญก็บังคับว่า จริงๆ ธุรกิจจะโตแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วย ต้องฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน ธุรกิจอาจต้องผ่านประชาพิจารณ์ถ้าจะใช้พื้นที่สาธารณะ ดังนั้นถึงวันนี้ธุรกิจไม่สามารถทำธุรกิจโดยมองข้ามวิถีชีวิตของลูกจ้าง จึงควรต้องปรับในจุดนี้"
ค่าจ้างขั้นต่ำไม่พอดำรงชีพ
สำหรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ในปี 2551 มีการปรับเพิ่ม 1-7 บาท โดยทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 144-194 บาท/วัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพื้นที่ในเมืองหรือนอกเมือง แต่จะเพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นหรือไม่นั้น รศ.แลฟันธงว่า เป็นค่าจ้างที่ต่ำเกินไป เพราะทุกวันนี้คนคนหนึ่งทั้งกิน ทั้งอยู่ ค่าเสื้อผ้า ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง วันหนึ่งเกิน 200 บาท อยู่แล้ว
แต่ถามว่า อยู่ได้อย่างไร คำตอบก็รู้ๆ กันคือ ต้องทำงานล่วงเวลา (โอที) วันละ 4 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย นั่นแปลว่าเรากำลังเบียดบังชีวิตด้านอื่น เช่น การพักผ่อน การอยู่กับครอบครัว ดังนั้นมิติทางสังคม หรือความอบอุ่นของครอบครัวไม่ต้องหวัง เพราะธุรกิจแย่งสิ่งเหล่านี้ไปหมดแล้ว ฉะนั้นเราจะมีครอบครัว สังคมที่เป็นปกติได้อย่างไร ถ้าเรายังยอมอยู่อย่างนี้
"ย้ำอีกทีที่อยู่กันได้ทุกวันนี้ไม่ใช่พอกิน แต่ว่าไม่มีปัญญาจะต่อรองให้ได้มากกว่านี้ ใครจะมาบอกว่า 190 กว่าบาทอยู่ได้ ผมนึกไม่ออก นอกจากนอนและกินอยู่ในโรงงานเลย ดังนั้นรัฐบาลควรปรับปรุงเรื่องนี้อย่างไร เพื่อให้เป็นฐานที่มั่นคงในการพัฒนาอุตสาหกรรม"
หลักคิด "ค่าจ้าง" ที่เหมาะสม
ดังนั้นค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร รศ.แลบอกว่า ไม่อยากให้ตัวเลข แต่อยากให้หลักการว่า ต้องเป็นค่าจ้างขั้นต่ำที่ลูกจ้างไม่ต้องทำงานล่วงเวลา เพราะถ้าเขาพอกินก็ไม่อยากทำงานล่วงเวลา ไม่เอาเวลาที่ควรให้ครอบครัวไปเสียให้กับการทำงานให้นายจ้างจนหมด
แต่หลักการจะเกิดขึ้นได้ ต้องเปลี่ยนแนวคิด โดยไม่ควรมองแรงงานในฐานะเป็นทรัพยากร และไม่ใช่ในฐานะต้นทุน แต่ต้องมองในฐานะที่แรงงานเป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน เพราะถ้ามองในแง่ทรัพยากรหรือต้นทุน เราจะพยายามประหยัดทรัพยากรหรือลดต้นทุน หรือใช้ประโยชน์ให้มากและจ่ายให้น้อยที่สุด ซึ่งจุดนี้แปลว่า เรามองข้ามความเป็นมนุษย์ไปตั้งแต่เริ่มต้น จะต้องไม่ลืมว่าแรงงานก็ต้องการมีครอบครัว มีลูกที่ได้รับการศึกษาเหมือนคนอื่นๆ
"จุดอ่อนที่สำคัญคือว่า เราถูกกล่อมเกลาให้เชื่อว่าคนซึ่งเป็นลูกจ้างเป็นแค่ทรัพยากร เป็นแค่ต้นทุนมนุษย์ ทั้งที่มนุษย์มีหลายมิติ แต่ด้านที่ถูกให้มองว่าคนเป็นแค่ทรัพยากร เป็นด้านที่ครอบงำ ก็เหมือนนักธุรกิจเวลามองคนเดินตามท้องถนนก็จะมองว่านี่คือกลุ่มเป้าหมายที่เราจะขายสินค้า แต่จริงๆ เขาเป็นอะไรมากกว่ากลุ่มเป้าหมาย จริงๆ แล้วคนเองเป็นอะไรได้ตั้งมากมายกว่าสิ่งที่จะนำความร่ำรวยให้แก่เรา"
สิ่งที่ รศ.แลพยายามเปิดประเด็นให้เห็นอีกมิติหนึ่งของแรงงาน และแนวทางออกของปัญหาแรงงาน คงไม่ใช่แค่ความฝัน เพราะขณะนี้กระแสสังคมแรง เป็นกระแสที่มีการคืนอำนาจไปสู่ภาคสังคมต่างๆ หรือการกระจายอำนาจมีมากขึ้น ดังที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญก็ดี ที่ปรากฏเป็นแนวโน้มของคนทั่วไปก็ดี ก็น่าจะเห็นอนาคตที่ดีของแรงงานไทยได้
"กระแสดังกล่าวจะช่วยให้นึกถึงแรงงานในฐานะที่เป็นผู้เป็นคนคงขยายขึ้น และถ้ามีการประสานกันระหว่างแนวความคิดเรื่องมิติความเป็นมนุษย์ของแรงงาน และอำนาจของชุมชน อำนาจของประชาชนทั่วไป ก็อาจช่วยตอกย้ำหรือช่วยโฆษณาเผยแพร่ให้คนมองมิติอื่นของผู้ใช้แรงงาน นอกเหนือจากการเป็นทรัพยากร แต่คงต้องช่วยกันป่าวประกาศ"
หน้า 15
แหล่งข่าว : http://www.norsorpor.com