ไทยแข่งโลกธุรกิจ 7 เทรนด์+การเมือง ชี้อนาคตเศรษฐกิจไทย

ไทยแข่งโลกธุรกิจ 7 เทรนด์+การเมือง ชี้อนาคตเศรษฐกิจไทย | ข้อมูลด้านการบริหารจัดการ โดย SIAMHRM.COM

เปิดอนาคต 7 เทรนด์โลก “วิกฤติพลังงาน-ค่าเงินผันผวน- โลกร้อน-สังคมสูงอายุ-สังคมเมืองขยายตัว-เทคโนโลยีข้ามสายพันธุ์-การรวมกลุ่มประเทศ” ซึ่งมีอิทธิพล "พลิกชะตา" ประเทศไทยสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  ประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ถูกกดดันจนตกขบวนแข่งขัน

สศช.ได้วาดอนาคตประเทศไทยอีก  20 ปีข้างหน้า  โดยระดมผู้รู้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น Business Thai ทำหน้าที่เตือนภัย โดยส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ..!!!


ภายใต้กรอบการแข่งขันระดับประเทศ ซึ่งถูกเดิมพันด้วย "ชื่อเสียง" และ "จีดีพี" ทำให้ "วิสัยทัศน์" ของ "ผู้นำประเทศ" และ "แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ" ซึ่งปัจจุบันมีสำนักงานคณะกรรมการฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)หรือ สภาพัฒน์ เป็นแม่งานใหญ่ ต่างถูกจับตามองจากบุคคลรอบข้าง

เพราะนี่คือ "วิสัยทัศน์ประเทศไทย" และแนวทางพัฒนาให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่เวทีการค้า การลงทุนระดับโลกได้อย่างภาคภูมิ

พลวัฒน์เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนเกษตรสู่”อุตสาหกรรม-บริการ”
 
ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยคำนึงถึงการแข่งขันและมุ่งการตอบสนองความต้องการของตลาดโลกเป็นหลัก
 
ขณะที่    โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ได้ปรับเปลี่ยนจาก “เกษตรกรรม”ไปสู่”อุตสาหกรรมและบริการ”ที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออก และสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ ถึงแม้ว่ากลไกดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระดับรายได้ปานกลาง ประชาชนมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นจาก 819 ดอลล่าร์สหรัฐ/คน/ปี ในปี 2539 เป็นประมาณ 4,432 ดอลล่าร์สหรัฐ/คน/ปี หรือประมาณ 142,705 บาท/คน/ปี ในปี 2551

แต่สิ่งเหล่านี้ก็ต้องแลกเปลี่ยนด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง เกิดปัญหาช่องว่างการกระจายรายได้และความไม่เท่าเทียบกันระหว่างชุมชนเมืองกับชุมชนชนบท นำไปสู่การเกิดปัญหาวิกฤติสังคม ที่คนส่วนใหญ่มีค่านิยมยึดติดกับอำนาจจากความร่ำรวย วัตถุนิยม  ทำให้รากฐานทางสังคมอ่อนแอ ที่สำคัญการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต้องพึงพิงต่างประเทศแทบทุกด้าน 
 
นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ประเทศที่ประกาศตัวเองเป็น “HUB” หรือ "ศูนย์กลาง" อยู่หลายเรื่อง อาทิ  ฮับรถยนต์ ฮับสุขภาพ ฮับท่องเที่ยว ฮับการค้า การลงทุนฯลฯของเอเชีย !!! 
 
ดร.อำพน  ในฐานะเลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า จากนี้ไปสภาพัฒน์ในฐานะหน่วยงานวางแผนพัฒนาประเทศจะอยู่เฉยไม่ได้ จำเป็นที่จะลุกขึ้นมามองและทบทวนกระบวนการวางแผนพัฒนาประเทศในอนาคตใหม่ ภายใต้กรอบแนวคิดของการพัฒนาบนหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเสาหลักของความเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ
 
ทั้งนี้  สภาพัฒน์ ได้วางโรแมฟเพื่อสร้างแต้มต่อให้กับประเทศไทยภายใต้กรอบการแข่งขันที่ "รวดเร็ว" และ "รุนแรง"  โดยกำหนดกรอบเป้าหมายพัฒนาประเทศ   อาทิ   การจัดระบบโครงสร้างเศรษฐกิจที่จะพึ่งพาตนเองมากขึ้น มีความมั่นคงทางด้านอาหาร , พลังงาน และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เพื่อเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตร , อุตสาหกรรม , บริการ , การค้าและการลงทุน รวมทั้งให้ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนพัฒนากับประเทศเพื่อนบ้านและอนุภูมิภาคเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและวัฒนธรรมรวมกัน โดยมีเป้าหมายให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศผู้นำของโลกในด้านบริหารจัดการที่ดี
 
นอกจากนี้ยังเน้นให้สังคมมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดหาพลังงานให้เกิดความมั่นคง การพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการผลิต การส่งเสริมและพัฒนาระบบควบคุมคอร์รัปชันให้มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง

จับตา 7 เทรนด์โลกผลกระทบกับประเทศไทย
 
อย่างไรก็ตาม การกำหนดวิสัยทัศน์ประเทศไทย สู่ปี 2570 หรือ 20 ปีข้างหน้า  นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ  รองเลขาธิการ สภาพัฒน์ บอกว่า ถือเป็นสิ่งจำเป็นและท้าทาย เพราะเป็นการพิจารณาถึงปัจจัยและแนวโน้มหลักที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งล้วนแล้วมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในมิติต่างๆ โดยพบว่าจากนี้ไปอีก 20 ปีข้างหน้า "โลก" และ "ประเทศไทย" จะต้องเผชิญกับ 7 เหตุการณ์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อันได้แก่
 
1. ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกจะส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคน ซึ่งในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 0.3-0.6 องศาเซลเซียส เป็นผลให้น้ำทะเลเพิ่มขึ้น 10-25 เซนติเมตร และคาดการณ์ว่าในปี 2643 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้น 1.5-5.1 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้น้ำทะเลเพิ่มขึ้น 90 เซนติเมตร
 
ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนมากกว่าปกติและภัยพิบัติจะทางธรรมชาติจะเกิดมากขึ้น จนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลก โดยมีการคาดการณ์ว่าต้นทุนที่ประเทศต่างๆ จะต้องจ่ายในการป้องกันและรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.05-0.5 ของ GDP โลก
 
2. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลก โดย "นายอาคม" บอกว่า โลกจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้แรงงานซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในภาคเศรษฐกิจของประเทศมีผลิตภาพลดลง รวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศ/โลกจะต้องเผชิญกับภาวการณ์ออมและการลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ชะลอตัวลง  นั่นเพราะเมื่อประชากรมีอายุมากขึ้นจะบริโภคมากขึ้นทำให้อัตราการออมลดลง หรืออัตราการออมของผู้มีงานทำจะเพิ่มขึ้นในช่วงวัยทำงานแต่ละลดลงในช่วงที่เกษียณอายุแล้ว จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจของโลกและประเทศไทยในอนาคตที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงอายุจะต้องเผชิญกับภาวะการออมและการลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ชะลอลงตามไปด้วย
 
ทั้งนี้  สภาพัฒน์ ได้คาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ประชากรไทยที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป จะเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 1 ใน 4 ของประชากรรวม จากจำนวน 7.14 ล้านคน หรือร้อยละ10.8 ของประชากรรวมในปี 2550 เป็น 16.05 ล้านคน หรือร้อยละ 22.7 ในปี 2570 ขณะที่ประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานสัดส่วนจะลดลงตามลำดับ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของกลุ่มประชากรสูงวัย คาดว่าจะส่งผลกระทบที่สำคัญต่อทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
 
"เมื่อประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ก็จะทำให้จำนวนประชากรในวัยทำงานหรือจำนวนแรงงานของประเทศลดลง ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวนแรงงานแล้ว ยังส่งผลให้มีการอพยพเครื่องย้ายแรงงานต่างชาติเข้ามาเพื่อทดแทนกำลังแรงงานในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเกิดปัญหาทางสังคม "เขาย้ำ

ก่อนหน้านี้ ปัญหาสังคมผู้สูงอายุจะเป็นนโยบายใหญ่ระยะยาวของชาติ เพราะมีผลกระทบอย่างมากสำหรับประเทศที่เข้าสู่ aging society แล้ว เช่น ญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาผลิตภาพต่ำ กำลังแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจในอนาคต แม้จะพยายามแก้ปัญหา โดยพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้แทนแรงงาน เช่นเดียวกับประเทศอเมริกาซึ่งมีคนแก่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่กำลังแรงงานเริ่มลดลง ทั้งนี้ อเมริกาแก้ปัญหาโดยเปิดรับแรงงานต่างชาติมากขึ้น

วิกฤติพลังงาน-อาหาร
 
3.พลังงานและความมั่นคงด้านอาหาร โดยในอีก 20 ปีข้างหน้า ความต้องการใช้พลังงานของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา ที่มีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและบริการมากขึ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม รูปแบบ และวิถีชีวิตของประชาชนไปสู่การบริโภคพลังงานมากขึ้น โดย IEA  ได้คาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้พลังงานของประเทศกำลังพัฒนาในช่วงปี 2547-2573 จะขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2.6 ต่อปี โดยประเทศกำลังพัฒนาในเอเซียจะมีความต้องการใช้พลังงานขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงร้อยละ 3.2 ต่อปี
 
จากการศึกษาของธนาคารโลกพบว่า ประเทศไทยมีอัตราการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในอัตราที่สูง โดยหากพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเซีย จะพบว่าเศรษฐกิจไทยมีระดับการพึ่งพิงสินค้าพลังงานสูงกว่า เกาหลีใต้ อินเดีย จีน และอินโดนีเซีย ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก
 
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยจะมีการปรับตัวในด้านพลังงานโดยหันไปสู่การใช้พลังงานทดแทน ซึ่งจะส่งผลทำให้ราคาพืชพลังงานโดยเฉพาะมันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมันในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมทั้งอาจก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงพื้นที่เพาะปลูกระหว่างพืชที่ใช้การผลิตน้ำมันกับพืชที่ใช้เพื่ออาหาร
 
"การขยายตัวของเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต จะส่งผลให้ความต้องการใช่พลังงานขยายตัวตามไปด้วย ซึ่งในส่วนของการใช้ไฟฟ้าประมาณว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 6 ในอีก 15 ปีข้างหน้า หรือเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 1,800 เมกะวัตต์" รายงานจากสภาพัฒน์ระบุ

เทคโนโลยีก้าวล้ำนำสมัย
 
เหตุการณ์ที่ 4 ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อ "โลก" และ "ประเทศไทย" คือ "เทคโนโลยี" โดยสภาพัฒน์มองว่า แนวโน้มการผสมผสานของเทคโนโลยีจะมีความเป็นได้สูง และจะเกิดเทคโนโลยีสาขาหลักใหม่ที่สามารถประยุกต์ใช้ในหลากหลายมิติ นำไปสู่ "นวัตกรรมใหม่" ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต แบบแผนการผลิตและการตลาด รวมถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เน้นการตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลที่ต่างจากปัจจุบัน
 
นอกจากนี้ พัฒนาการของเทคโนโลยีจะสร้างความสะดวกสบายในชีวิตและสังคมการทำงานให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็ว รวมทั้งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงสมรรถณะด้านความทรงจำและความฉลาดของมนุษย์มาพัฒนาแรงงานให้มีผลิตภาพที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน
 
"วิวัฒนาการของเทคโนโลยีและแนวโน้มของกระแสความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นบนโลก จะเป็นปัญจัยสำคญในการผลักดันกระบวนการผลิตในสาขาการผลิตหลักและหล่อหลอมรูปแบบและพฤติกรรมการบริโภคของประชากรโลกให้มีวิวัฒนาการที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง"
 
เรื่องที่ 5. คือ การเงินโลก โดย "นายอาคม" อธิบายว่า ปัจจุบันความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและการเงินโลกจะเป็นปัจจัยและแรงผลักดันที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ซึ่งจากนี้ไปแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านการเงินโลกจะมีความผันผวนมากขึ้น ในระยะยาวประเทศต่าง ๆ จะมีการรวมกลุ่มและจัดทำข้อตกลงทางการค้า การลงทุน และการเงินร่วมกันมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศและเกิดการเก็งกำไร โดยการเปลี่ยนแปลงของตลาดเงินจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาว
 
นั่นหมายถึง การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสินทรัพย์ทางการเงินโลก ในปัจจุบันตลาดเงินยุโรปจะมีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงรองจากตลาดเงินสหรัฐฯ แต่ในอนาคตตลาดสินทรัพย์ทางการเงินของยุโรปจะมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นกว่าตลาดสินทรัพย์ทางการเงินในสหรัฐฯ เนื่องจากธนาคารชาติส่วนใหญ่ได้หันมาสำรองเงินสกุลยูโรมากขึ้น
 
นอกจากนี้ "ประเทศจีน" จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดเงินโลกมากขึ้น จากการเกิดดุลการค้าในอัตราที่สูง ได้ทำให้จีนเปลี่ยนสถานะเป็นประเทศผู้ส่งออกเงินทุนหรือกลายเป็นผู้ให้กู้ ตลอดจนมีการลงทุนในตลาดต่างประเทศและเข้ามามีบทบาทในตลาดเงินโลกมากขึ้น

จุดแข่งขันยุคหน้า รวมกลุ่มสร้างข้อได้เปรียบ
 
6. การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการร่วมมือในอนุภูมิภาค จะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ก่อเกิดตลาดการค้าใหม่ และการเปลี่ยนแปลงศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลกในอนาคต ยกตัวอย่าง ประเทศในทวีปยุโรปมีการรวมตัวกันเป็นสหภาพยุโรป หรือ EU ประเทศในทวีปแอฟริกา มีการรวมตัวกันเป็นสหภาพแอฟริกา และประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีการรวมตัวกันเป็นประชาคมประชาชาติเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ASEAN เป็นต้น
 
ไม่เพียงเท่านั้น จากนี้ไป "จีน" และ "อินเดีย" จะก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา "จีน" ได้ดำเนินนโยบายเปิดเสรีการค้า และการลงทุน ทั้งด้านการผ่อนคลายกฏระเบีบบให้เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเปิดพื้นที่เมืองชายฝั่งทะเล เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างเต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี
 
นอกจากนี้ จีนยังมีข้อได้เปรียบด้านค่าจ้างแรงงาน และจำนวนประชากรที่มีมากถึง 1,300 ล้านคน ทำให้จีนเป็นตลาดการลงทุนและการรองรับการบริโภคสินค้าและบริการ เช่นเดียวกับอินเดีย ที่เริ่มผ่อนกฎระเบียบเอื้อต่อการลงทุน เมื่อผนวกร่วมกับจีนทั้งในด้านค่าจ้างแรงงาน ภาษา และจำนวนประชากรก็ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจมาอยู่ที่ประเทศแถบเอเซียมากขึ้น
 
สำหรับประเทศไทย จากการรวมกลุ่มในระดับอนุภูมิภาค จะทำให้ประเทศไทยมีความเชื่อมโยงของระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งเส้นทางคมนาคมทางบก โทรคมนาคม และโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าและพลังงาน รวมทั้งความร่วมมือทางด้านการค้ามากขึ้น
 
7. การพัฒนาเมือง ชนบท และพื้นที่เศรษฐกิจ โดย "สภาพัฒน์" ชี้ว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า หลายประเทศในโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ความเป็นเมืองอย่างรวดเร็ว  โดยสัดส่วนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองจะสูงกว่าร้อยละ60 และประเทศในเอเชียจะขยายตัวมากกว่าที่อื่น
 
ขณะที่ประเทศไทยคาดว่าสัดส่วนประชากรเมืองจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 47.0 ของประชากรทั้งประเทศ ในปี 2570 โดยประเทศไทยจะมีสภาวะความเป็นเมืองขยายตัวออกไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ มากขึ้น ในรูปแบบของเมืองใหญ่ในภูมิภาคและประชากรเมืองจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 14 ล้านคน ในปี 2570-2573 ประชากรในชนบทจะลดลง โดยประชากรเมืองจะกระจายตัวอยู่ในหัวเมืองใหญ่ ๆ

ตรวจสอบความประเทศไทย
 
ทั้งนี้  เมื่อเหตุการณ์ทั้ง 7 จะเกิดขึ้น แนวโน้มการขยายตัวและการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร  ดร.อาคม ตอบว่า ขณะนี้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่น่าเป็นห่วง โดยตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา (ปี 2530-2550) ประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 6.1 โดยที่ประเทศไทยมีช่วงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 10.9 ต่อปีในช่วงปี 2530-2534 และชะลอลงเป็นเฉลี่ยร้อยละ 8.1 ต่อปี ในปี 2535-2539
 
นอกจากนี้ หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมาเศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 5.0 ในช่วงปี 2542-2550 หากเปรียบเทียบกับประเทศที่กำลังพัฒนาถือว่าประเทศไทยอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยขนาดเศรษฐกิจไทยอยู่ในอันดับที่ 11 จาก 25 ประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด และเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวสูงสุดเป็นอันดับ 4 เฉลี่ยร้อยละ 5.9 ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา

แต่วันนี้ระบบการค้า การลงทุนมีความสลับซับซ้อนและมีการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นวันนี้เราต้องวางตำแหน่งของประเทศในอนาคต บนแนวคิดการแก้ปัญหาจุดอ่อนในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในปัจจุบันที่ส่งผลให้เศรษฐกิจขาดเสถียรภาพได้ง่าย ซึ่งต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ  โดยเอาแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอีก 20 ปีข้างหน้ามาเป็นกรอบในการพิจารณา 
 
ทั้งนี้  สภาพัฒน์ ได้มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในอีก 20 ปี ไว้อย่างน่าสนใจ  โดยระบุว่า หากการลงทุนขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3 ต่อปีจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ประมาณเฉลี่ยร้อยละ 4.48 ต่อปีในช่วงปี 2551-2570 หรือหากสามารถผลักดันการลงทุนให้ขยายตัวให้ได้เฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปีและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นสามารถผลักดันให้ผลิตภาพการผลิตรวมในทุกสาขาการผลิตเพิ่มขึ้นจากกรณีต่ำอีกร้อยละ 0.22 ต่อปี เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.46

และในกรณีที่ 3.หากการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยร้อยละ 7 และเพิ่มผลิตภาพการผลิตรวมจากกรณีฐานได้อีกเฉลี่ยร้อยละ 0.44 ต่อปีจากกรณีต่ำ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เฉลี่ยประมาณร้อยละ 6.47 ต่อปี
 
หรือ 4. จากผลการประมาณการในทุกระดับของสมมติฐานการลงทุนและผลิตภาพการผลิต เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวในระยะยาว เนื่องจากมีข้อจำกัดจากการชะลอตัวและการลงลงของกำลังแรงงาน โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5.42 ในช่วงปี 2551-2555 และปรับตัวเข้าสู่ระดับสูงสุดร้อยละ 5.65 ในช่วงปี 2556-2560 ก่อนที่จะชะลอตัวลงเป็นร้อยละ 5.55 และร้อยละ 5.21 ในช่วงปี 2561-2565 และ 2566-2570 ตามลำดับ

ยุทธศาสตร์สภาพัฒน์ เน้นเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมต้นน้ำ

อย่างไรก็ตาม จากเอกสารประกอบการประชุมประจำปี 2551 ของสภาพัฒน์ ในหัวข้อ ภาพของเศรษฐกิจไทยที่พึงปรารถนาในอีก 20 ปีข้างหน้า ระบุไว่อย่างน่าสนใจว่า ในส่วนของภาคผลิตจะมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้นระหว่างภาคการเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยผ่านการเชื่อมโยงในน฿ปห่วงโซ่อุปการผลิต และการรวมตัวในลักษณะของคลัสเตอร์ โดยที่ภาคการเกษตรยังคงเป็นฐานการผลิตที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงในการสร้างมูลค่าในภาคอุตสาหกรรมและบริการ
 
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค โดยที่ประเทศไทยจะต้องมีบทบาทนำด้านเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคในรูแปบบพันธมิตรเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนุภูมิภาค โดยสร้างบทบาทนำผ่านการให้ความช่วยเหลือในรูปเงินให้เปล่า เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการช่วยเหลือทางวิชาการ
 
ขณะที่ความมั่นคงทางด้านพลังงาน จะมีการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงด้าไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคอาเซียน ไม่เพียงเท่านั้นในด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์จะมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น
 
สำหรับประเด็นยุทธ์ศาสตร์  สภาพัฒน์ ชี้ว่า ในภาคการผลิต จะต้องเร่งรัดปรับปรุงผลิตภาพการผลิตให้สูงขึ้น พร้อมกับสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคการผลิตบนพื้นฐานองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม    พร้อมกับสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องและธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการสร้างสรรค์ รวมถึงสนุบสนุนการลงทุนในต่างประเทศ และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการลงทุน และพัฒนาการบริการใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวให้สามารถเป็นแหล่งรายได้ของประเทศ และพัฒนาแรงงานใหม่ให้มีความพร้อมที่จะเข้าสู่ภาคการผลิตและพัฒนาแรงงานที่มีอยู่ในตลาดให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
 
ที่สำคัญยังมีการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ไม่ว่าจะเป็นส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน รวมทั้งการเตรียมพื้นที่รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม การค้า การลงทุนในพื้นที่ที่มีศักยภาพของประเทศ
 
นี่คือแผน 20 ปี ของ สภาพัฒน์ หน่วยงานที่วางโรดแมฟให้กับประเทศ !!! 

ภาคธุรกิจเอกชน เสนอแผนรับมือกับภัยคุกคาม

อย่างไรก็ตาม  ยังมีมุมมองจากภาคธุรกิจที่เข้าร่วมในการระดมสมองครั้งนี้   เสนอแผนรับมือกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อวางโรดแมฟประเทศ 20 ปีข้างหน้า  หวังสร้างแต้มต่อในการแข่งขัน
 
นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ตามกระแสโลกาภิวัตน์ จนทำให้ต้องเจอกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจไปพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะการวิ่งตามกระแสโลกาภิวัตน์ จึงต้องทบทวนแนวทางดังกล่าวซึ่งต้องให้ความสำคัญด้านกระบวนการเรียนรู้ให้รอบด้าน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็ง
 
"ผมมองว่าอีก 20 ปีข้างหน้าจะเป็นยุคแห่งการเรียนรู้" เขาย้ำ
 
ผู้บริหาร ธนาคารกรุงเทพ รายนี้เชื่อว่า ประเทศไทยต้องยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อรองรับระบบโลกาภิวัตน์ที่ยังมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ ภายใต้โจทย์ที่เหมาะสม กับกระบวนการขยายผล และกระบวนการทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันในเรื่องดังกล่าว เช่นเดียวกัน รัฐบาลจะต้องเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยในการขับเคลื่อน
 
ส่วนมุมมอง ดร.ธวัชชัย ยงกิตติกุล  เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัจจัยที่มีผลกระทบทั้งภายนอกและภายใน 5 เรื่อง ที่ต้องเตรียมรับมือ ได้แก่ 1. ภาวะโลกร้อนที่อีก 10 ปีข้างหน้า ยังคงเป็นปัญหาใหญ่และมีผลกระทบต่อการค้าของโลก ซึ่งสหรัฐและสหภาพยุโรปจะใช้ประเด็นโลกร้อน มาเป็นมาตรการกีดกันสินค้า 2. ภาวะที่เงินทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้า มีมากกว่าเงินทุนที่ใช้ในการค้าขายถึง 6 เท่า ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปลงทุนเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก
           
3. การลงนามข้อตกลงเอฟทีเอ ที่ประเทศเล็กต้องเสียเปรียบประเทศใหญ่ๆ อยู่เสมอ 4. โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ 5. การขยายตัวของเมืองที่ทำให้พื้นที่เพาะปลูกลดลง ซึ่งวิธีการรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น "ดร.ธวัชชัย" บอกว่า "เราต้องพึงตัวเองก่อน โดยต้องเพิ่มขีดความสามารถในทุก ๆ ด้าน"
 
เขาย้ำว่า จากนี้ไปกองทุนเฮดจ์ฟันด์ จะเข้ามาอิทธิพลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเอเซียมากขึ้นหลังจากผลตอบแทนจากการลงทุนในยุโรปหรือสหรัฐฯ ลดลง ขณะที่เงินทุนจากเอเซียจะไหลเข้าไปซื้อที่ดิน สิ่งปลูกสร้างในสหรัฐฯมากขึ้น เนื่องจากมีราคาถูกอันเป็นผลมาจากซับไพร์ส
 
เช่นเดียวกับ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานคณะกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่ประเทไทยจะสุ้กับประเทศคู่ค้าได้นั้น เราจะต้องมีความต่าง โดยใช้โลเกชั่นของประเทศให้เป็นประโยชน์ ที่สำคัญประเทศไทยต้องมีความมั่นคงเรื่องพลังงาน

อ้างอิง ; businessthai.co.th

 





จำนวนผู้ชม 2667 ครั้ง




ข้อมูลบทความในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์