ถอดกระบวนการสู่ความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ผ่านมุมมอง 5 บริษัทชั้นนำ ที่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ต้องกล้าเสี่ยงและดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อเดินออกนอกกรอบ
- "ซิกเว่ เบรกเก้" แห่งดีแทคชี้ big success ต้องมาจากไอเดียที่แตกต่าง และใช้วิธีการสื่อสารเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวขององค์กร
- "โอเรียนเต็ล" เผยการสร้างความเป็นเลิศในงานบริการ ทำให้คนโอเรียนเต็ลแปลกและแตกต่างจนน่าทึ่ง
- "ซีพีเอฟ" แนะหลักการบริหารเพื่อสร้างนวัตกรรม HR ต้องลงมือทำในสิ่งที่เรียบง่าย แตกต่าง และฉับไว
- "จีอี แคปปิตอล" การบ่ายโฉมหน้าสู่ Financial Innovation กุญแจสำคัญคือ ช่องทางจำหน่าย พันธมิตร และความหลากหลายของธุรกิจบริการ
- "ไมโครซอฟท์" มอง 4 ความท้าทายในศตวรรษที่ 21 อันนำไปสู่ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
ดีแทค
"ผู้นำต้องเป็นนักเล่าเรื่อง"
ซิกเว่ เบรกเก้ Co-CEO บริษัท Total Access Communication จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค บอกว่า ในอดีตดีแทคเป็นบริษัทที่ออกแนวอนุรักษ์นิยมมาก เวลาที่เขาเดินอยู่แถวห้องโถงบริษัท คนส่วนใหญ่จะตื่นตกใจแล้วเดินหนี เวลาเดินเข้าลิฟท์พนักงานก็จะเลี่ยงไม่ขึ้นลิฟท์ด้วย แต่หลังจากดีแทคเริ่มต้นสร้างภาพลักษณ์องค์กรใหม่ พนักงานเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เวลาเขายืนอยู่ในลิฟท์ หลายคนไม่เดินเลี่ยง แต่เลือกที่จะเข้ามาคุยพร้อมกับบอกว่า รู้สึกมีความใกล้ชิดซีอีโอมากขึ้น หลังจากออกโฆษณาและปรับภาพลักษณ์ดีแทคใหม่
ในฐานะซีอีโอ หลักคิดของเขาก็คือ คนเป็นซีอีโอต้อง walk and talk ทำในสิ่งที่ตัวเองพูด ทำให้เหมือนกับที่พูดไว้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อความ ภายในและภายนอกองค์กรต้องสื่อสารเหมือนกัน "การทำอะไรก็ตามเหมือนส่องกระจกดูตัวเอง ว่าข้างนอกไปสัญญาเรื่องการสร้างแบรนด์ไว้อย่างไร ในองค์กรก็ต้องทำให้ได้อย่างนั้นด้วย" เขากล่าว
การขับเคลื่อนธุรกิจผ่านนวัตกรรมทางการตลาด เขาเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการพาพนักงานแต่ละแผนก ไปออกเยี่ยมเยียนตัวแทนจำหน่าย 1-2 วันต่ออาทิตย์ พาไปตระเวณทัวร์ทั่วกรุงเทพฯ บางคนเป็นพนักงานบัญชีไม่เคยออกไปข้างนอก ก็พาออกไป
ถือว่าเป็นการสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับพนักงาน ให้เขามีความสุขที่ได้รับรู้เรื่องราวของดีแทค และได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จขององค์กร รวมถึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่พยายามใช้ตัวเองและพนักงานในการสร้างแบรนด์ เป็นการประกาศเสียงดังฟังชัดว่า หนังโฆษณาที่ซีอีโอไปเยี่ยมเยียนลูกค้า ไม่ใช่เพียงแค่โฆษณา แต่ชีวิตจริงก็เป็นเช่นนั้น
ซิกเว่ย้ำว่า ปัจจัยสู่ความสำเร็จของผู้นำคือ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ผู้นำที่ดีต้องเป็นนักเล่าเรื่อง ที่ผ่านมาดีแทคใช้เวลาเยอะมากในการพูดคุยกับสื่อ ถือว่าเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพสูง ข้อสำคัญคือทั้งถูกและฟรี เขาใช้เวลาให้สัมภาษณ์กับสื่อทุกประเภท โดย 20% จะเป็นการพูดเรื่องพนักงาน และอีก 80% เป็นการพูดถึงลูกค้า
ขณะที่ตัวองค์กรเองก็พยายามจะบริหารให้มีความสนุก ให้พนักงานรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ และเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เป็นเรื่องราวที่ต้องจดจำ "การสร้างแบรนด์เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมทั้งภายในและภายนอกบริษัท" เขาว่าอย่างนั้น
ซิกเว่มองว่า คนที่ฉลาดจะบอกว่า สิ่งที่สมควรทำคือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้เวลาเยอะๆ กับสื่อทุกชนิด ต้องเน้นทำทุกวันเพื่อให้มีข่าวขึ้นมา ถือเป็นสิ่งสำคัญของการทำการตลาดยุคนี้
"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จคือ innovation ผู้บริหารระดับสูงใช้เวลาน้อยกว่า 50% ในออฟฟิศ แต่ใช้เวลามากในการเจอลูกค้า อดีตดีแทคเคยใช้เงินมากมายในการซื้อสื่อโฆษณาทีวี มองกลับมาว่า ทำไมไม่ใช้วิธีแบบนักการเมือง เช่น นายกไม่ได้ซื้อสื่อทางทีวี แต่ใช้วิธีเดินทางไปต่างจังหวัด ไปพบประชาชนอย่างต่อเนื่อง และใช้การเล่าเรื่องของตัวเองในการทำโฆษณา" เขาตั้งคำถามชวนคิด
เขาบอกต่อว่า วิธีการออกไปเล่าเรื่องราวเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด มากกว่าการทำการตลาดอย่างที่แล้วมา การไปพบลูกค้าแล้วพาพนักงานไปด้วย 40-50 คน ออกไปบ่อยๆ เป็นวิธีการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ถ้าผู้บริหารระดับสูงใช้วิธีแบบนี้ และทำไปเรื่อยๆ จะเป็นการสร้างแบรนด์ด้วยตัวเอง
ขณะเดียวกัน การสร้างความไว้วางใจให้ลูกค้า กับการสร้างความจงรักภักดีก็ถือเป็นประเด็นที่ไม่เหมือนกัน ถ้าผู้บริหารสามารถเปลี่ยนจากคำว่า trust ไปเป็นคำว่า loyalty ได้ นั่นคือทำสิ่งที่แตกต่าง และยิ่งใหญ่
"ดีแทคพยายามสร้างคุณค่าเพิ่มให้ลูกค้า ด้วยการวางจุดยืนของตัวเองว่า เราเป็นบริษัทที่มองจากข้างนอกมาสู่ข้างใน ดีแทคไม่มีโซลูชั่นทุกอย่างให้ลูกค้า เราไม่มีเครือข่ายที่ล้ำยุคสมัยที่สุด เราไม่มีระบบ advance customer segmentation การจัดกลุ่มลูกค้าที่ทันสมัย ที่ดีเยี่ยม แต่เราทำจากความต้องการของลูกค้า เข้าใจลูกค้า เราพยายามสร้างคุณค่าให้ลูกค้ามากกว่าจะบอกว่าเรามีทุกอย่างดีกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นคุณน่าจะมาใช้บริการเรา"
ซิกเว่กล่าวอีกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมมือถือคือการมีเครือข่ายที่ดี ก่อนหน้านี้ดีแทครู้ตัวดีว่า perception ของบริษัทคือ ไม่ได้มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ อย่างไรเสียก็สู้คู่แข่งไม่ได้ จึงตั้งพันธกิจว่า ดีแทคจะต้องมีเครือข่ายสัญญาณที่ดีในจังหวัดใหญ่ๆ 20 แห่ง "เราจะไม่อ้างว่าเรามีอะไรที่ดีกว่าชาวบ้านในสิ่งที่เราไม่มี เราไม่โอเวอร์สิ่งที่เราไม่สามารถตอบสนองได้ แต่ว่าอย่างน้อยเรากล้าที่จะมุ่งมั่นกับสิ่งที่เราได้สัญญาไว้" อีกวาทะที่คมคาย
บทบาทของผู้นำ เขายืนกรานว่า ต้องกล้าเสี่ยงและคิดนอกกรอบ ถึงแม้บางคนจะสงสัยว่า ทำแบบนี้ เปลี่ยนแบบนี้แล้วจะดีหรือเปล่า? กลัวว่าทำไปแล้วจะไม่สำเร็จ? สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างสมดุลของความเสี่ยงให้ได้ ถ้ามัวแต่ไประมัดระวังการขยายรูปแบบบริการใหม่ๆ ธุรกิจก็คงเดินไปไม่ถึงไหน
ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทมีสินค้าชนิดเดียวกันแล้วตั้งชื่อเพิ่มเติมนิดๆ หน่อยๆ ถือเป็นเพียงการเพิ่มเติมในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เขาไม่ชอบที่จะให้เป็นแบบนั้น แต่ต้องทำในสิ่งที่เป็นของใหม่หมด ทำในสิ่งที่เสี่ยง ตั้งใจทำ และถ้าคิดว่าถูกต้อง 80% ก็ให้ทำไปเลย
"ในดีแทคพยายามสนับสนุนคนให้กล้ามีความคิดใหม่ๆ ถ้าคิดว่า 80% ของความน่าจะเป็น น่าจะใช่ก็ทำไปเลย สิ่งที่จะทำให้บริษัทเติบโตต่อไปในอนาคตคือ การที่มีพนักงานที่สามารถมีนวัตกรรมทางความคิดสร้างสรรค์ และต้องสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้พนักงานมีความสามารถที่จะทำแบบนั้นได้ เป็นวัฒนธรรมที่ยอมให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ความผิดพลาดยอมได้ ในเมื่อพนักงานสามารถแก้สิ่งที่ผิดได้ สามารถเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดและปรับปรุงให้ดีขึ้น" เขากล่าว
Co-CEO บอกอีกว่า ถ้ามัวรอให้บริษัทสมบูรณ์แบบเสียก่อนแล้ว บริษัทคงอยู่กับที่ไม่ก้าวไปไหน ผู้นำต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่สามารถผลักดันให้คนกล้าทำอะไรที่มีความเสี่ยง ไม่อย่างนั้นบริษัทก็ไม่สามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้
"สมัยก่อนชื่อดีพร้อมป์ ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเพียงหญิงแก่ที่ป่วย สีก็เชย เลยคิดว่าต้องเปลี่ยน คนก็มองว่าจะเปลี่ยนนิดเปลี่ยนหน่อยดีไหม? ผู้บริหารมองว่ายังไม่ดีพอ ถ้าจะเปลี่ยนก็ให้เสี่ยงไปเลย ก็เลยเปลี่ยนใหม่หมดจากดีพร้อมป์ เป็น แฮปปี้ ซึ่งบางคนก็บอกว่า มันเสี่ยงมากนะ อย่าทำเลย แถมยังมี happy time ลด 50% จะทำให้รายได้บริษัทลดฮวบฮาบลงไปอีกนะ หลายคนห่วงว่าจะเสี่ยงเกินไป แต่เราแค่บอกสั้นๆ ว่า go for it ยอมรับความเสี่ยง ให้ทำไปเลย"
ผลที่ออกมา happy กลายเป็น big success ไม่ใช่แค่ในดีแทค แต่ทำให้ทั้งตลาดมองเห็นเลยว่านี่เป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของดีแทค อีก 2 เดือนต่อมาดีแทคก็เดินหน้าทำรูปแบบบริการใหม่ของ post paid คนส่วนใหญ่ก็มองว่าคงจะเหมือนกับ happy แต่เขาก็มองอีกว่า ควรจะทำให้แตกต่าง ให้เปลี่ยนกันไปเลย เป็นบทเรียนที่บอกว่า อย่ากลัวในการทำการตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลง ต้องกล้าเสี่ยง ถ้าไม่เสี่ยงก็จะไม่ได้อะไร
โอเรียนเต็ล
"ต้องให้สิ่งแปลกใหม่ทุกเมื่อ"
เอกธนา ฝ่ายซ้ายคราม ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรม The Oriental Hotel (Thailand) Public Co.,Ltd. กล่าวว่า การสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรมของโอเรียนเต็ล จะเด่นชัดมากกับโอเรียนเต็ลแห่งใหม่ ที่จ. เชียงใหม่ เพราะถือเป็นบทพิสูจน์ของโรงแรมเมืองใหญ่ ภาพของโรงแรมสำหรับนักธุรกิจแต่ไปเปิดสาขาเป็นรีสอร์ท ขนาด 150 ไร่ ดังนั้น จึงต้องสร้างสรรค์ให้แขกประทับใจมากที่สุด โดยใช้ชนเผ่าแม้วให้การต้อนรับแขกและฝึกฝนรูปแบบการให้บริการ
สิ่งที่โอเรียนเต็ลคิดเพื่อสร้างนวัตกรรมแห่งการบริการที่เป็นเลิศ อันดับแรกต้องคิดก่อนว่าเาคือใคร สิ่งที่องค์กรต้องการ จะต้องเดินไปในทิศทางไหน เมื่อโอเรียนเต็ลเลือกที่จะเป็น luxury hotel ทุกอย่างก็จะต้องไม่เหมือนใคร มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
"เราต้องรู้ว่าลูกค้าคือใคร ต้องการอะไร ต้องการเฉพาะสิ่งที่ถูกต้อง หรือสิ่งที่มากกว่านั้น ความต้องการของลูกค้าไม่ใช่แค่น้ำส้มคั้น ทำอย่างไรถึงจะขายน้ำส้มได้แก้วละ 300 บาท ก็ต้องใส่จิตวิญญาณลงไปในน้ำส้มให้ได้ เพราะลูกค้าต้องการมากกว่าประสบการณ์ มากกว่าความประทับใจ เราต้องให้สิ่งที่แปลกใหม่กับลูกค้าทุกเมื่อ ไม่ใช่แปลกประหลาด แต่แปลกใหม่แล้วประทับใจ"
เขากล่าวต่อว่า โอเรียนเต็ลได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมหรูที่ราคาแพงที่สุดกว่าละแวกเดียวกัน แต่สุดท้ายลูกค้าก็ยินดีจ่าย เพราะคนโอเรียนเต็ลสามารถตอบสนองต่อความต้องการลูกค้าได้ จัดว่าเป็นพนักงานให้บริการพันธุ์พิเศษที่สุดในโลก ที่ไม่เหมือนใคร จนชาวบ้านเองก็รับไม่ได้ ต้องยอมรับว่าลูกค้า 1 คนอยู่กับโอเรียนเต็ล เขายอมจ่าย 5,000 เหรียญสหรัฐ ดังนั้นเขาต้องการประสบการณ์ที่ดีและน่าประทับใจ
ในฐานะที่เติบโตมากับธุรกิจโรงแรมหลายสิบปี เขาบอกว่า ลูกค้าแต่ละรายมีความคาดหวังสูงมาก ขณะที่ราคาโอเรียนเต็ลเองก็แพงหูฉี่ ปรับราคาขึ้น 10-15% ทุกปีโดยไม่สนใจใคร ความโดดเด่นของโรงแรมแห่งนี้คือ การให้บริการที่วิเศษสุดโดยไม่เคยลดราคาให้ใคร แต่จะเพิ่มการให้บริการแบบสุดสุด ดังนั้นจึงเป็นหลักการทำงานของพนักงานทุกคนว่า ลูกค้าแต่ละคนจะมีความสำคัญไม่เท่ากัน เพราะเป็นไปไม่ได้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่ต้องหลอกตัวเอง
สไตล์ผู้บริหารของโอเรียนเต็ล ทุกคนจะต้องทุ่มเทมุ่งมั่นในการให้บริการ และความสำเร็จจะเกิดได้ต้องสร้างสัมพันธภาพระหว่างทีมงานและลูกค้า ต้องมีทัศนคติที่ดีถึงจะมีความคิดสร้างสรรค์งานบริการ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถแข่งกับใครเขาได้ ก่อน 5 โมงเย็นผู้บริหารจะต้องอยู่บริเวณล็อบบี้ของโรงแรม เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ พูดคุยได้ หลังจาก 5 โมงเย็นไปแล้วถึงจะค่อยนั่งโต๊ะเคลียร์งานเอกสาร
"โอเรียนเต็ลไม่ได้ดีเด่นอะไร แต่สิ่งที่เราทำเหนือชาวบ้านคือ ใส่ใจทุกรายละเอียดทุกย่างก้าว เพราะถ้ารู้รายละเอียดมากเท่าไหร่จะทำให้เข้าใจความต้องการของลูกค้าได้มากเท่านั้น"
เอกธนากล่าวทิ้งท้ายว่า องค์กรโอเรียนเต็ลเน้นเรื่องคนมาก ทะนุถนอมคน อบรมให้การศึกษา ไม่เพียงเฉพาะการใส่ใจในเรื่องงาน แต่ให้แนวคิด ทักษะการใช้ชีวิตในลักษณะที่เป็น skill of life ทำงานอย่างไรให้มีความสุข และความแปลกแตกต่างอีกอย่างก็คือ การจัดให้มีจิตแพทย์ในโรงแรม เพื่อให้บริการกับพนักงาน ซึ่งไม่มีองค์กรไหนกล้าทำแบบนี้
"บางคนคิดว่าตัวเองฉลาดคนเดียว คิดว่าตัวเอง perfect การมีจิตแพทย์ทำให้ได้พูดคุย ผ่อนคลาย เราเชื่อว่าถ้าพนักงานไม่มีความสุข การให้บริการก็จะไม่มีความสุขตามไปด้วย ทุกอย่างต้องให้ออกมาจากใจ แม้แต่การพาไปฝึกอบรมที่สวนโมกข์ ก็เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ สร้างคุณธรรม และพยายามผลักดันให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารธุรกิจ"
ซีพีเอฟ
"HR ต้องแตกต่างและเรียบง่าย"
ทินกร เรือนทิพย์ Senior Vice President - Human Resource Management, Charoen Pokphand Foods Public Company Limited กล่าวถึงบทบาท HR ในการสร้างนวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจว่า งาน HR จะลักษณะของการเป็นผู้ปฏิบัติเป็นหลัก โดยเป็นหน่วยงานสนับสนุนธุรกิจ การที่ HR จะมีนวัตกรรมได้ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบเป็น การเปลี่ยนแปลงของงาน HR เกิดจากธุรกิจไร้พรมแดน ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ จะผลักดันผลลัพธ์องค์กรออกมาได้อย่างไร?
"เพราะธุรกิจแข่งขันสูง การทำงานของคนจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความสามารถ ไม่ใช่บนพื้นฐานเพียงแค่การมีความพยายาม โลกยุคใหม่ทุกคนต้องบริหารตัวเองมากขึ้น วิธีคิดแบบใหม่คนจะต้องทำงานอย่างไรให้มีผลิตผลสูงๆ และทำงานวันละ 10 ชั่วโมงแทนที่จะเป็น 8 ชั่วโมง และถ้าทำได้ก็ควรจะมีรางวัลให้เขา"
เขากล่าวต่อว่า งาน HR เป็นความหวังของผู้บริหารในการสร้างเครื่องมือการจัดการต่างๆ เพื่อไปสนับสนุนแต่ละส่วนของธุรกิจ การพัฒนาองค์กร พัฒนาคนจะต้องแยกย่อยออกเป็นกลุ่มๆ เช่น กลุ่มคนเก่ง talent กลุ่มผู้บริหารระดับต้น young management กลุ่มตัวแทนในอนาคต future leader และทำอย่างไรถึงจะให้คนมุ่งมั่นมีแรงบันดาลใจและสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น
แนวคิดใหม่ของการสร้างแรงจูงใจ จะต้อง focus ไปที่ผู้นำ เพราะเชื่อว่าจะเป็นต้นทางในการดึงคนข้างล่างขึ้นมา หน้าที่ของ HR ต้องหาให้ได้ว่า อะไรคือแรงจูงใจ แล้วมาออกแบบใช้งานและตบท้ายด้วยรางวัล
หัวใจของนวัตกรรม HR ต้องสร้างไอเดียใหม่ๆ คอนเซ็ปต์ในการลงมือทำให้แตกต่าง เรียนรู้ทฤษฎีแล้วประยุกต์ออกมาให้ได้ ต่อมาคือต้องง่ายต่อการเข้าใจ และใช้งาน สุดท้ายคือฉับไวทันการ
จีอี แคปปิตอล
"เป็นผู้นำการเติบโตได้อย่างไร"
พรรณพร คงยิ่งยง กรรมการผู้จัดการ GE Capital Auto Lease Public Company Limited เล่าถึงบทบาท financial innovation ว่า ก่อนหน้านี้จีอีมีการปรับกระบวนยุทธ์ ด้วยการมอง value ไปข้างหน้าว่ามีเป้าหมายที่จะเป็น imagination at work มีจินตภาพในทุกการทำงาน กรอบการทำงานจึงมุ่งเน้นที่การสร้างคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้น ปรับแผนการทำงานที่มุ่งเน้นผู้บริโภค และยึดมั่นความเที่ยงธรรมซื่อสัตย์
โจทย์ใหญ่ก็คือ ทำอย่างไรให้จีอีเป็นผู้นำแห่งการเติบโต (growth leader) ก็ต้องทำเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องง่ายๆ มีความเป็นเลิศเชิงพาณิชย์ และสร้างกระบวนการให้แข็งแรง หลักใหญ่อีกอย่างก็คือ ภาวะผู้นำ ต้องเริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยวิธีคิดที่แปลกใหม่แหกคอกไปเลย
"การใช้คอนเซ็ปต์ของจินตภาพ ทำให้พนักงานมองเห็นทิศทางธุรกิจ จะเอาเทคโนโลยีและเครื่องมือกลไกต่างๆ มาใช้ได้อย่างไร สิ่งที่เราทำคือ เอาคอนเซ็ปต์ของสินค้าใหม่มาใส่เข้าไปในตลาด ด้วยการเปิดความร่วมมือกับคู่ค้าหลากหลาย สร้างช่องทางจำหน่าย เช่น การออกบัตรเครดิตร่วมกับห้างเทสโก้ ร่วมกับเซ็นทรัลการ์ด หรือบัตรเครดิตเพาเวอร์บาย"
การสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กร เธอบอกว่าต้องเน้นย้ำคุณค่าที่แตกต่างจากคู่แข่ง และการเติบโตของธุรกิจส่วนหนึ่งมาจากการสร้างพันธมิตร "การจะสร้างนวัตกรรมได้ ต้องเข้าใกล้ลูกค้า ให้การบริการ และเน้นการสื่อสารที่ดีขึ้น เช่นการออกไปเปิดสาขาย่อยต่างๆ มีความรวดเร็ว time to yes เช่น ลูกค้าถามว่าเมื่อไหร่จะตอบได้ว่า yes ซึ่งหมายถึงว่าอนุมัติการเช่าซื้อ หรือวงเงินในเวลาที่รวดเร็วและสั้นที่สุด"
ไมโครซอฟท์
4 ความท้าทายแห่งศตวรรษ
ดร.ธัชพล โปษยานนท์ Strategic Business Development Director บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความท้าทายในศตวรรษที่ 21 มี 4 องค์ประกอบหลักคือ ความไว องค์กรจินตนาการ การบริการ และการเปิดเสรี
เขาบอกว่า โลกของไอทีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลุ่มคนที่เชื่อมต่อเข้าอินเตอร์เน็ตทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เมืองไทยเองมีคนใช้อินเตอร์เน็ตเพียง 6 ล้านคนซึ่งยังถือว่าน้อยมาก และจะมีศักยภาพเติบโตอีกไกล เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้คนสามารถใช้อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงในราคาที่ถูกลง ทั้งมือถือ กล้องดิจิตอล และการวางสื่อในอินเตอร์เน็ต แนวโน้มใหม่ๆ ที่น่าสนใจคือ การใช้ web services เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน ชีวิตส่วนตัวและเชื่อมโยงโลกธุรกิจ
"คุณค่าของ web services คือ ซอฟแวร์จะเข้ามารองรับการให้บริการใหม่ๆ สะดวกสบายในต้นทุนที่ต่ำ เกิดโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ ซึ่งจะสอดรับกับทิศทางการเติบโตของประเทศในยุคนี้"
แหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์